ปี 70 เตรียมตัวให้พร้อม จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” โลกอาจเดือดกว่าทุกปีที่ผ่านมา

Share on Line Share on Facebook Share on X
ปี 70 เตรียมตัวให้พร้อม จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” โลกอาจเดือดกว่าทุกปีที่ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาสัญญาณการกลับมาของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) ที่อาจรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และอาจผลักดันให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกมา ท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์

 

รายงานจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษ หรือ Met Office คาดการณ์ว่า ระหว่างปี 2026-2030 โลกมีโอกาสสูงที่จะทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดเดิม และมีความเป็นไปได้มากกว่า 75% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอันตรายตามเป้าหมายความตกลงปารีส

 

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เอลนีโญ คือ ปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นกว่าปกติ ส่งผลให้สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวน ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม และไฟป่ารุนแรงขึ้น โดย NOAA ของสหรัฐฯ ประเมินว่า มีโอกาสมากกว่า 80% ที่เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงกลางปี 2026 และต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2027


สรุปข่าว

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า “เอลนีโญ” ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปี 2026-2027 มีโอกาสผลักดันให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก อุณหภูมิเฉลี่ยโลกมีแนวโน้มสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้หลายพื้นที่เสี่ยงเผชิญคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และไฟป่ารุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่ภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ คือปัจจัยที่ทำให้วิกฤตสภาพอากาศรุนแรงกว่าเดิม

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาสัญญาณการกลับมาของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) ที่อาจรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และอาจผลักดันให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกมา ท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์

 

รายงานจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษ หรือ Met Office คาดการณ์ว่า ระหว่างปี 2026-2030 โลกมีโอกาสสูงที่จะทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดเดิม และมีความเป็นไปได้มากกว่า 75% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระดับอันตรายตามเป้าหมายความตกลงปารีส

 

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เอลนีโญ คือ ปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นกว่าปกติ ส่งผลให้สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวน ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม และไฟป่ารุนแรงขึ้น โดย NOAA ของสหรัฐฯ ประเมินว่า มีโอกาสมากกว่า 80% ที่เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงกลางปี 2026 และต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2027


ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือเอลนีโญรุนแรงเป็นพิเศษ อุณหภูมิโลกอาจพุ่งสูงทำลายสถิติเดิม เนื่องจากปรากฏการณ์นี้มักส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงสุดในปีถัดไป หลังจากมหาสมุทรปล่อยความร้อนสะสมขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ตัวอย่างเช่น ปี 1998, 2016 และ 2024 ที่ล้วนเป็นปีร้อนจัดหลังเกิดเอลนีโญครั้งใหญ่

 

นอกจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นแล้ว หลายภูมิภาคอาจเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้น ทั้งภัยแล้งในบางพื้นที่ ฝนตกหนักในบางประเทศ พายุรุนแรง ไฟป่า และผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน โดยเฉพาะในภูมิภาคอาร์กติกที่อุณหภูมิกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกหลายเท่า

 

แม้เอลนีโญจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า “ภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมมนุษย์” คือปัจจัยหลักที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยิ่งทำให้ผลกระทบของเอลนีโญรุนแรงกว่าเดิม หากทั่วโลกยังไม่เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โลกอาจต้องเผชิญทั้งคลื่นความร้อน ภัยพิบัติ และวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นในอนาคตอันใกล้


นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า “เอลนีโญ” ที่กำลังก่อตัว อาจทำให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกมีแนวโน้มทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียส


ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจกระตุ้นให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และไฟป่ารุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหากเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า แม้เอลนีโญเป็นวัฏจักรธรรมชาติ แต่ภาวะโลกร้อนจากมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิกฤตสภาพอากาศรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ที่มาข้อมูล : climatechangenews.com

ที่มารูปภาพ : NASA