
สรุปข่าว
วันนี้( 13 ม.ค.65) ผลการวิจัยของศูนย์วิจัยละอองฝอย มหาวิทยาลัยบริสทอล ในสหราชอาณาจักร ซึ่งทดสอบพ่นละอองที่มีเชื้อโควิด-19 ไปในอากาศ แล้วเก็บอากาศหลังพ่นเพื่อนำไปเพาะเชื้อ
พบว่าเชื้อในอากาศที่มีความชื้นต่ำลดลงเร็วมาก ต่างจากเชื้อที่อยู่ในความชื้นสูง อย่างไรก็ตามเชื้อจะหายไปเกือบหมด หรือ เสียสมรรถนะในการติดเชื้อในมนุษย์ร้อยละ 90 ภายใน 20 นาที หลังลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งอัตราการสูญเสียสมรรถนะดังกล่าวเกิดขึ้นส่วนใหญ่ภายใน 5 นาทีแรก
การศึกษาวิจัยนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในเว็บไซต์ medRxiv ชี้ให้เห็นว่า หากหากสวมหน้ากากอนามัยและอยู่ห่างจากบุคคลอื่นแล้ว โอกาสในการติดเชื้อก็จะน้อยลง หรือไม่ติดเชื้อเลย ส่วนการถ่ายเทอากาศของสถานที่แต่ละแห่งนั้น เป็นปัจจัยรองลงมา แต่ก็มีความสำคัญอยู่เช่นกัน
ภาพจาก TNN ข่าวค่ำ
ศาสตราจารย์ โจนาธาน รีด ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยดังกล่าวละอองฝอย และเป็นหัวหน้าผู้ศึกษาวิจัยชิ้นนี้ บอกว่า หลายคนมักจะโทษ ว่า การติดเชื้อโควิด-19 มักเกิดจากสถานที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท หรือ คิดว่าเชื้อแพร่กระจายไปหลายเมตรทั่วห้อง ซึ่งก็เกิดขึ้นจริงในบางกรณี แต่ที่จริงแล้ว การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการอยู่ใกล้กับคนที่ติดเชื้อมากกว่า ดังนั้นการที่เราสวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างกับบุคคลอื่นๆ จะทำให้ปลอดภัยมากขึ้นเพราะโอกาสในการติดเชื้อจากไวรัสก็น้อยลงด้วย
ด้านศาสตราจารย์ นายแพทย์มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ให้ความเห็นต่อการวิจัยนี้ว่า โควิด-19 ไม่ได้ติดง่ายๆและช่วยลดความกังวลที่เกรงว่าเชื้อจะแพร่กระจายอยู่ในอากาศได้นาน เพราะผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า เชื้ออาจจะตาย หรือ อ่อนฤทธิ์ลงเมื่ออยู่ในอากาศนาน 20 นาที ดังนั้นปัจจัยที่จะทำให้การติดเชื้อเกิดขึ้นได้มากที่สุด คือการใกล้ชิดกับผู้ป่วยในระยะ1-2 เมตร โดยมีการสัมผัสลมหายใจ หรือละอองฝอยแบบใกล้ชิด
ภาพจาก TNN ข่าวค่ำ
แต่หากมีการสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างยังสามารถป้องกันเชื้อได้ แม้เชื้อโควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอนที่มีการแพร่กระจายได้เร็ว และที่สำคัญศาสตราจารย์นายแพทย์มานพ เห็นว่า ความรุนแรงของเชื้อโควิดไม่สำคัญเท่ากับการป้องกันตัวเอง รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันอาการหนักเมื่อติดเชื้อ และเชื่อว่าในที่สุดโควิดจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นแต่ไม่ใช่เร็วนี้ เพราะสถานการณ์ระบาดยังไม่นิ่ง
นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่าโควิด สายพันธุ์โอมิครอนยังเป็นไวรัสอันตรายโดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เข้าโรงพยาบาลคือคนกลุ่มนี้
ด้านนายแพทย์ ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการสาธารณสุขฉุกเฉิน WHO เปิดเผยว่า กลุ่มคน 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนจะเป็นกลุ่ม ที่มีความเสี่ยงมากที่สุดที่อาจเกิดการเจ็บป่วยอย่างรุนแรง และทำให้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโอมิครอน เช่นเดียวกับแพทย์หญิง มาเรีย แวน เคอร์โคฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคของโครงการภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพ WHO ที่เตือนรับมือการระบาดของโควิดพร้อมกับโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วย
ภาพจาก AFP
- โควิด NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในไทยแล้ว มีแนวโน้มมากขึ้น
- วัคซีนโควิด-19 ไม่ถูกถอดจากรายชื่อวัคซีนแนะนำในสหรัฐฯ
- โควิด-19 ระบาดหลายภูมิภาค! "สายพันธุ์ NB.1.8.1" แพร่กระจายเร็ว อย่าชะล่าใจ
- กรมวิทย์ฯ คาดโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในประเทศไทยและทั่วโลก
- “หมอยง” เปิดข้อมูลโควิดสายพันธุ์ล่าสุดที่พบในกทม. ติดต่อง่าย แพร่กระจายเร็ว
- โควิดระบาด! ยอดป่วยพุ่งต่อเนื่อง สะสม 211,717 ราย ยังเป็นสายพันธุ์ JN.1
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand

