จีนปั้น SMEs อย่างไร? เปิด 5 ยุคพัฒนาธุรกิจ จากฐานรากสู่ “โรงงานของโลก” (ตอนจบ)

Share on Line Share on Facebook Share on X
จีนปั้น SMEs อย่างไร? เปิด 5 ยุคพัฒนาธุรกิจ จากฐานรากสู่ “โรงงานของโลก” (ตอนจบ)

นอกจากนี้ จีนยังพยายามสนับสนุน SMEs ให้ออกไปบุกตลาดต่างประเทศและพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในเวทีการแข่งขันโลก ผ่านมาตรการจับคู่ตลาด การเสริมสร้างแบรนด์ การแลกเปลี่ยนด้านเทคนิค การส่งเสริมการดำเนินโครงการ และการเชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังกําหนดชุดมาตรการสนับสนุนทางการเงินที่เฉพาะเจาะจง รวมถึงความพยายามที่เพิ่มขึ้นเพื่อเตรียม SMEs สําหรับการจดทะเบียน และการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการร่วมลงทุนที่มากขึ้น รวมทั้งการเปิดตัวระยะที่ 2 ของกองทุนพัฒนา SME แห่งชาติ

 

สรุปข่าว

จีนปรับนโยบายพัฒนา SMEs จากการให้ความช่วยเหลือทั่วไป สู่การสร้างธุรกิจ “ยักษ์เล็ก” ที่มีความเชี่ยวชาญสูง เน้นนวัตกรรม เทคโนโลยี AI ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมสนับสนุนเงินทุนและขยายตลาดต่างประเทศ ความสำเร็จของ SMEs จีนมาจากระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครบวงจร บทบาทรัฐในการสร้างโครงสร้างสนับสนุน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ที่เอื้อต่อการทดลองและพัฒนาสินค้า บทเรียนสำคัญสำหรับไทยคือ ควรสนับสนุน SMEs อย่างตรงจุด สร้างผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดใหญ่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

นอกจากนี้ จีนยังพยายามสนับสนุน SMEs ให้ออกไปบุกตลาดต่างประเทศและพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในเวทีการแข่งขันโลก ผ่านมาตรการจับคู่ตลาด การเสริมสร้างแบรนด์ การแลกเปลี่ยนด้านเทคนิค การส่งเสริมการดำเนินโครงการ และการเชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังกําหนดชุดมาตรการสนับสนุนทางการเงินที่เฉพาะเจาะจง รวมถึงความพยายามที่เพิ่มขึ้นเพื่อเตรียม SMEs สําหรับการจดทะเบียน และการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการร่วมลงทุนที่มากขึ้น รวมทั้งการเปิดตัวระยะที่ 2 ของกองทุนพัฒนา SME แห่งชาติ

 

มาตรการทางการเงินดังกล่าวช่วยลดต้นทุนด้านเงินทุน ขณะเดียวกัน ความเฉพาะเจาะจงจะนำไปสู่การพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีน นี่ก็คือ การดำเนินนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านสินเชื่อและมาตรการทางการเงินแก่ SMEs นั่นเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมมองว่ารัฐบาลจีนพยายามแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดก็คือ การสร้าง “กลไกถาวร” ในการป้องกันและแก้ปัญหาการค้างชำระเงินแก่ SME ในปี 2030 จึงถือเป็นนโยบายความอยู่รอดของ SME ก็ว่าได้ เพื่อแก้ไขสภาวะที่ชะงักงันทางเศรษฐกิจของจีนที่ไม่ได้เติบโตแรงดังเช่นอดีต ส่งผลให้ SME จีนจำนวนมากตกอยู่ในสถานการณ์ที่ “มีกำไรในบัญชี แต่ไม่มีกระแสเงินสด” ว่าง่ายๆ SMEs อาจขายสินค้าและบริการได้แต่ยังไม่ได้รับเงิน ทำให้ไม่เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินและไม่เป็น “ตัวคูณ” ในระบบเศรษฐกิจ 

มองออกไปข้างหน้า ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่นี้ หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องคาดว่า SMEs จีนจะเติบใหญ่มากขึ้นในเชิงขนาดและอัพเกรดในเชิงคุณภาพ โดยตั้งเป้าว่า ภายในปี 2030 SME จีนจะบรรลุเป้าหมายสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

  • แข็งแกร่งมากขึ้น ทั้งในด้านรายได้ สินทรัพย์ และผลิตภาพ เช่น มุ่งหวังให้มีรายได้จากการดำเนินงานสะสมเพิ่มขึ้น 15% 
  • เพิ่มนวัตกรรม โดยให้รายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาภายในของ SMEs ในอุตสาหกรรมหลักเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 8% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศที่คาดว่าจะอยู่ที่ 7% ต่อปี และสูงกว่าของช่วงแผนฯ 14 (2021-2025) ที่อยู่ในระดับ 7% ของรายได้ 

สิ่งนี้สะท้อนว่าขีดความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมของ SMEs จีนจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่าในแผนฯ 14 ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหา “คอขวดด้านเทคโนโลยี” เช่น กระจกที่มีความหนาน้อยกว่า 0.1 มิลลิเมตรในสถานีอวกาศของจีน และใบพัดเครื่องยนต์ของเครื่องบินพาณิชย์ C919 

  • เพิ่มจํานวนกิจการกลุ่มยอดพีระมิดที่เรียกว่า “ยักษ์เล็ก” (Little Giant) จาก 17,600 เป็น 22,000 ราย และครอบคลุมในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเฉพาะทางระดับชาติ 600 แห่ง ขณะเดียวกัน ก็พยายามต่อยอด SME ผ่านแนวคิด “เฉพาะทาง-ประณีต-เอกลักษณ์-นวัตกรรม” ตามแผนฯ 14 ที่สร้างผลงานนอย่างน่าชื่นชมจาก SME ไม่ถึง 4 หมื่นราย เป็นกว่า 1.4 แสนราย เติบโตกว่า 2.5 เท่าในเวลา 5 ปีต่อไป

สิ่งนี้จะเป็นการต่อยอดผลประกอบการในช่วงแผนฯ 14 ที่ “ยักษ์เล็ก” ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 3.5% ของ SME แต่สามารถสร้างรายได้เกือบ 10% และทำกำไรถึง 13.7% ของกลุ่ม

  • เร่งการพัฒนาด้านดิจิตัล AI และสีเขียว โดยมีเป้าหมายยกระดับความสามารถด้านดิจิตัลของกลุ่มเชี่ยวชาญที่มีอัตลักษณ์และนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีอัตราการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิตัล/อัจฉริยะระดับที่ 2 ถึง 95% และระดับ 3 ถึง 80%

จะเห็นได้ว่า นับแต่เริ่มการพัฒนา SMEs จีนเมื่อเกือบ 5 ทศวรรษก่อน จีนมีแนวทางที่ชัดเจน เป็นระบบ แม่นยำ และรวดเร็วมากขึ้น สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในแผนใหม่ก็คือ จีนกำลังปรับเปลี่ยนนโยบาย SMEs จาก “การช่วยเหลือ SMEs” ไปสู่ “การสร้างกองทัพยักษ์เล็กที่มีคุณภาพสูง” 

ดังนั้น ในช่วงปี 2026-2030 SMEs จีนจะไม่ได้เป็นเพียงกลไกเพื่อ “การสร้างงาน” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นกำลังสำคัญเพื่อ “การแข่งขัน” ของจีนในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน ปัญญาประดิษฐ์ การผลิตอัจฉริยะ และเศรษฐกิจสีเขียว

สิ่งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ SMEs ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยว่า “ทำไม SMEs จีนจึงพัฒนาได้รุดหน้ากว่าของประเทศอื่น?” ซึ่งผมขอสรุปพลังขับเคลื่อนสำคัญ ดังนี้  

1.ระบบนิเวศอุตสาหกรรม จีนมีห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรมที่ครบวงจรตั้งแต่วัตถุดิบ ชิ้นส่วน การผลิต โลจิสติกส์ อี-คอมเมิร์ซ และการเงิน เป็นต้น การมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ดีทำให้ SME จีนไม่ต้อง “ทำทุกอย่างเอง” แต่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดทุ่มไปในส่วนที่มีความชำนาญได้อย่างแท้จริง

2.รัฐมีบทบาทนำในการ “สร้างระบบ” แน่นนอนว่า ไม่ว่ารัฐบาลจีนจะเข้มแข็งเพียงใด ก็ไม่สามารถเข้าไปบริหารจัดการให้ทุก SMEs พัฒนาได้ ดังนั้น จีนจึงเลือกที่จะกำหนดนโยบาย สร้างโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนสนับสนุน แพลตฟอร์ม สวนอุตสาหกรรม และระบบบริการที่มีประสิทธภาพ ซึ่งทำให้หลายสิ่งไม่เป็นภาระของภาคเอกชน

3.โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิตัล การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานส่วนนี้ทำให้ SMEs จีนสามารถเข้าถึงการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ อี-คอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ คลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างสะดวก และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง นำไปสู่ความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน

4.ตลาดขนาดใหญ่ และวัฒนธรรมการทดลองและปรับตัว ภาคการบริโภคภายในประเทศนับเป็นปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จของ SMEs จีน ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยตลาดจีนทำหน้าที่เป็น “ห้องทดลอง” ขนาดใหญ่ ช่วยให้ SMEs มีเวทีในการทดลองสินค้าใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน “ความกล้า” ของผู้บริโภคจีนในการทดลองซื้อสินค้าที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ ทำให้ SMEs มีรายได้และนำผลกำไรไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาสินค้า ทำให้ R&D เป็นส่วนสำคัญของธุรกิจจีน กอปรกับ “ความเป็นนักประดิษฐ์” และ “ความกล้า” ที่จะเสี่ยงของผู้ประกอบการจีน ทำให้เกิดสินค้าและบริการใหม่อยู่เสมอ ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมของการ “ทดลองเร็ว ล้มเร็ว ปรับตัวเร็ว และกลับเข้าสู่ตลาดเร็ว” และทำให้สินค้ามีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพดีในเวทีระหว่างประเทศในที่สุด

พูดถึง “ความกล้า” ที่จะเสี่ยง งานวิจัยหนึ่งระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ประกอบการจีนที่ประสบความสำเร็จมักผ่าน “ความล้มเหลว” มาแล้ว 3 ครั้ง แต่คนเหล่านี้มักเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดที่ผ่านมาในการสร้างธุรกิจใหม่ ในกรณีของไทยที่รัฐบาลมีทรัพยากรในการสนับสนุน SMEs ที่จำกัด เราต้องพยายามออกแบบและคิดหาวิธีการที่ “แม่นยำ” และ “มีประสิทธิภาพ” ยิ่งขึ้นพื่อจะทำให้ SMEs สำเร็จได้เร็วกว่า

5.การแข่งขันภายในประเทศที่สูงมาก นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่กิจการต่างชาติมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับสภาพตลาดและการแข่งขันภายในประเทศของจีน เพราะในความเป็นจริง จีนมีจำนวน SMEs หลายสิบล้านราย และมีรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่โตและแข็งแกร่งอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ SMEs ถูกระบบกดดันให้ต้อง “เร็วกว่า ถูกกว่า ดีกว่า หรือแตกต่างกว่า” 

การสร้างความแตกต่างและการเชื่อมโยงกับบริษัทใหญ่ SMEs จีนจำนวนมากอาจไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ แต่ต้องพัฒนาให้มีความแตกต่าง (Differential) และความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialized) โดยในกรณีของไทย เราควรสร้าง “ยักษ์เล็ก” ในสาขาที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูง เช่น เทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร การแพทย์ การท่องเที่ยว ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนประกอบ EVs และบริการด้านดิจิตัล เป็นต้น

นอกจากนี้ เราควรเปิดกว้างทางความคิดและพึงระลึกเสมอว่า SMEs ที่แข็งแกร่งก็ไม่จำเป็นต้องขายให้ผู้บริโภคโดยตรงเสมอไป ดังจะเห็นได้ว่า SMEs จีนจำนวนมากเติบใหญ่ได้จากการเป็น “B2B Champion” กล่าวคือ การเติบโตจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่ รวมทั้งผลักดันให้ SME ไทยสู่ตลาดสากลในระดับที่สูงขึ้น

ผมก็ได้แต่หวังว่า การเรียนลัดจากจีนอาจนำไปสู่แนวทางการพัฒนา SME ไทยในอนาคต ...

ที่มาข้อมูล : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

ที่มารูปภาพ : Getty Images

แท็กบทความ

SMEs จีน
ธุรกิจยักษ์เล็ก
การพัฒนา SME ไทย
เศรษฐกิจจีน
การแข่งขันทางธุรกิจ