เมื่อโมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวในชนบทของจีนอาจเปลี่ยนโลก (ตอนจบ)

Share on Line Share on Facebook Share on X
เมื่อโมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวในชนบทของจีนอาจเปลี่ยนโลก (ตอนจบ)

ประการที่ 3 “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบไร้รอยต่อ” (Seamless Infrastructure Development) ในอดีต คนจีนมักพูดว่า “เมื่อถนนถึงไหน ความเจริญถึงที่นั่น” จีนในปัจจุบันก็พยายามเดินหน้า “สานต่อ” แนวคิดดังกล่าวโดยขยายการเชื่อมต่อโครงข่ายการขนส่งและการสื่อสาร ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

เราจึงเห็นรัฐบาลจีนสนับสนุนการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างบูรณาการแบบ “ไร้รอยต่อ” อาทิ การก่อสร้างและปรับปรุงระบบไฟฟ้าและน้ำประปา โครงข่ายถนนและรถไฟความเร็วสูง และสนามบินภูมิภาค รวมทั้งระบบสื่อสาร 5G ระดับหมู่บ้านห่างไกล

สรุปข่าว

จีนพัฒนาชนบทด้วยการผสานโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล และการท่องเที่ยว เพื่อเชื่อมชุมชนสู่ตลาดระดับประเทศและโลก แนวคิดสำคัญคือ “One Village, One Theme; Many Villages, One Destination” ปรับรูปแบบให้เหมาะกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่และเชื่อมหลายหมู่บ้านเป็นจุดหมายเดียวกัน

ประการที่ 3 “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบไร้รอยต่อ” (Seamless Infrastructure Development) ในอดีต คนจีนมักพูดว่า “เมื่อถนนถึงไหน ความเจริญถึงที่นั่น” จีนในปัจจุบันก็พยายามเดินหน้า “สานต่อ” แนวคิดดังกล่าวโดยขยายการเชื่อมต่อโครงข่ายการขนส่งและการสื่อสาร ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

เราจึงเห็นรัฐบาลจีนสนับสนุนการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างบูรณาการแบบ “ไร้รอยต่อ” อาทิ การก่อสร้างและปรับปรุงระบบไฟฟ้าและน้ำประปา โครงข่ายถนนและรถไฟความเร็วสูง และสนามบินภูมิภาค รวมทั้งระบบสื่อสาร 5G ระดับหมู่บ้านห่างไกล

สิ่งที่เราเรียนรู้จากประเด็นนี้ก็คือ การพัฒนาระบบดิจิตัลทำให้พื้นที่ชนบทไม่ได้อยู่ไกลจากตลาดอีกต่อไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ระบบดิจิตัลทำให้หมู่บ้านเล็กๆ สามารถสร้างตลาดระดับประเทศและระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว 

นี่เป็นความแตกต่างสำคัญระหว่างแนวทางการท่องเที่ยวในชนบทยุคเก่าที่นักท่องเที่ยว “ต้องเดินทางมา” กับยุคใหม่ที่ชนบทสามารถ “เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง” ผ่านการทำตลาดสินค้าและบริการออนไลน์ ไลฟ์สตรีมมิ่ง วิดีโอสั้น การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และการเล่าเรื่องเสมือนจริงในวงกว้างได้อย่างเท่าเทียม

ในทางปฏิบัติ การบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิตัล และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยังช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศผ่านการเปลี่ยน “พื้นที่ยากจน” ให้เป็นจุดหมายปลายทางอัน “ทรงคุณค่า” อันนำไปสู่การสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ดังนั้น นักท่องเที่ยวอาจเดินทางมาเยือนพื้นที่ชนบทเพียงครั้งเดียว แต่สามารถกลายเป็นลูกค้าของหมู่บ้านอย่างต่อเนื่องผ่านการค้าออนไลน์ 

การผสานเทคโนโลยีดิจิตัลและอีคอมเมิร์ซดังกล่าว นอกจากจะทำให้เกิดช่องทางในการจำหน่ายสินค้าและบริการออนไลน์อย่างหลากหลายแล้ว ยังช่วยสร้างอาชีพใหม่ เช่น KOL ที่ชาวบ้านและเกษตรกรผันตัวเป็นครีเอเตอร์นำเสนอวิถีชีวิตพร้อมขายสินค้าและสิ่งดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในท้องถิ่นแก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก 

สิ่งนี้ยังช่วยให้หมู่บ้านสามารถยกระดับสู่ “การท่องเที่ยวอัจฉริยะ” (Smart Tourism) โดยใช้แอปพลิเคชั่นจัดการด้านการจอง การชำระเงิน การกำหนดราคาค่าบริการ และความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น รวมทั้งการจัดการขยะและมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่ 4 “การไม่ตัดเสื้อขนาดเดียวให้ทุกคนใส่” (One Size Doesn’t Fit All) กล่าวคือ แม้ว่าจีนจะมี “แกนร่วม” ของโมเดลการพัฒนา อันได้แก่ การปลุกทรัพยากร การสร้างกลไกความร่วมมือ การให้คนท้องถิ่นมีแรงจูงใจ และการยกระดับอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ 

แต่ในทางปฏิบัติก็เปิดโอกาสให้มีการ “ปรับแต่ง” ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่น ทั้งนี้ งานวิจัยหนึ่งที่ศึกษาพื้นที่ชนบทของจีนจำนวน 24 แห่งเมื่อปี 2026 ยืนยันว่า จีนยึดแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว

ยิ่งพอมองออกไปข้างหน้าก็พบว่า นอกจากการ “ตกผลึก” กับโมเดลอวี้ชุน และการประยุกต์ใช้โมเดลการพัฒนาใน “แต่ละหมู่บ้าน” ของจีนในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 แล้ว จีนในปัจจุบันได้เริ่มเดินหน้าเข้าสู่การสร้าง “กลุ่มหมู่บ้าน” (Village Cluster) ในระยะที่ 3 ซึ่งคล้ายกับการพัฒนา “กลุ่มเมือง” (City Cluster) ของจีนที่กำลังดำเนินอยู่

กล่าวคือ แทนที่จะให้แต่ละหมู่บ้านแข่งขันระหว่างกัน จีนเริ่มเข้าสู่ช่วงของการเชื่อมหลายหมู่บ้านให้เป็น “จุดหมายปลายทางร่วม” ยกตัวอย่างเช่น หมู่บ้านในเมือง 12 ปันนา (Xishuangbanna) มณฑลยูนนานที่แต่ละหมู่บ้านสร้าง “จุดขาย” จากศักยภาพและลดข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่แต่ละหมู่บ้านมีอยู่ และนำไปบูรณาการเป็นระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวเดียวกัน อันได้แก่ วัฒนธรรม เวลล์เนสส์/โฮมสเตย์ และบริการด้านการท่องเที่ยว

นี่ถือเป็นแนวคิดที่เรียกว่า “One Village, One Theme; Many Villages, One Destination” ในทางปฏิบัติ รัฐบาลจีนก็ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งและสื่อสาร แถมยังดำเนินกิจกรรม/โครงการพิเศษร่วมของหมู่บ้านและองค์กรที่เกี่ยวข้องที่สอดประสานระหว่างกันแบบ “นอกกรอบ”

ยกตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ (อาทิ แหล่งที่พักในทิเบตที่สร้างกลไกผลประโยชน์ร่วมกับชาวบ้าน) ผู้นำท้องถิ่นพัฒนาหมู่บ้าน (หมู่บ้านกวางตงในมณฑลจี๋หลินมีผู้นำท้องถิ่นเป็นแกนหลักในการสร้าง “เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมพื้นบ้าน” รูปแบบสหกรณ์ (หมู่บ้านโบราณในซินเจียงใช้สหกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาร่วมกันของหลายอุตสาหกรรม) และการแบ่งปันพื้นที่ระหว่างเจ้าบ้านและผู้มาเยือน (หลายหมู่บ้านในมณฑลเจ้อเจียงส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยใช้พื้นที่ร่วมกัน)

นั่นหมายความว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ผมมองว่าไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพราะหมู่บ้านกว่า  75,000 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วไทยก็อาจเผชิญกับข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมที่ธรรมชาติให้มา โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก และโครงสร้างประชากร รวมทั้งด้านกฏหมาย เศรษฐกิจ และสังคม 

นอกจากนี้ ผมยังสังเกตเห็นหลายพื้นที่พยายามแย่งชิงงบประมาณและทรัพยากรระหว่างกันทำให้ทิ้งโอกาสในการบูรณาการในการพัฒนาพื้นที่ รวมไปถึงข้อจำกัดของผู้นำพื้นที่ที่อาจขาดความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการพัฒนาอีกด้วย 

จากความพยายามในการแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้าง “ความยั่งยืน” ให้เกิดขึ้นในหมู่บ้านขนาดเล็กอย่าง “อวี้ชุน” ได้กลายเป็น “ต้นแบบ” ของโมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ชนบทของจีนที่สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการวางแผนและการดำเนินงานบนพื้นฐานของความทันสมัย เท่าเทียม และยั่งยืน 

โมเดลดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิง “ระบบ” ที่ผสมผสานวัฒนธรรม วิถีชีวิต และธรรมชาติ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมเพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อาทิ บ้านเก่าเป็นโฮมสเตย์ หรือแม้กระทั่งการนำเอานวัตกรรมไปต่อยอด จนสามารถก้าวขึ้นเป็น “กรณีศึกษา” ในการสร้างแรงบันดาลใจให้โลกในหลายมิติ 

โดยเฉพาะการพิสูจน์ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการขจัดความยากจน ฟื้นฟูชนบท และอนุรักษ์วัฒนธรรม รวมทั้งยังเดินหน้าควบคู่ไปพร้อมกับภาคการเกษตร

ผมจึงมองว่า โมเดลการพัฒนาดังกล่าวอาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการนำไป “ปรับให้เหมาะสมกับท้องถิ่น” ของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก แล้วไทยเราพร้อมจะเรียนลัดและต่อยอดจากโมเดลเหล่านี้หรือไม่ อย่างไร ...

ที่มาข้อมูล : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

ที่มารูปภาพ : hunan.gov.cn