ศูนย์ศิลปะเคนเนดีในสหรัฐฯ เสี่ยงการเงินล้มละลาย

ศูนย์ศิลปะการแสดง จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy Center for the Performing Arts) กำลังเผชิญภาวะวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรงและเสี่ยงต่อการล้มละลายจนอาจต้องปิดตัวลงชั่วคราวอย่างเร็วที่สุดในวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งใว้ ส่งผลให้ฝ่ายบริหารไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าบำรุงรักษาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ปัญหายืดเยื้อจากการขาดการดูแล ทำให้อาคารมีปัญหาระบบไฟ คอนกรีตเสื่อมสภาพ และเพิ่งเกิดเหตุปูนปลาสเตอร์เพดานโถงใหญ่ถล่มลงมาร่วงสู่พื้นล่าง คาดการณ์ว่าปีงบประมาณนี้ ทางศูนย์ฯ จะทำรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายเกือบ 100 ล้านดอลลาร์ และต้องเผชิญภาวะขาดดุลราว 23 ล้านดอลลาร์ แม้จะตัดลดค่าใช้จ่ายแล้วก็ตาม
ปัจจุบัน ทางศูนย์ฯ มีแผนที่จะปิดให้บริการเป็นเวลา 2 ปี เพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงและซ่อมแซมอาคารครั้งใหญ่มูลค่าประมาณ 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทางบอร์ดบริหารเตือนว่า หากโครงการนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินหน้าต่อ อาคารอาจอยู่ในสภาพที่อันตรายจนอาจถึงขั้นต้องทุบทำลาย
คณะกรรมการบริหารของศูนย์ฯ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และตัวทรัมป์เองดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด ได้เสนอแนวทางกอบกู้สถานการณ์ว่า วิธีเดียวที่จะหลีกเลี่ยงการล่มสลายทางการเงิน คือการยอมรับข้อเสนอช่วยเหลือของทรัมป์ ด้วยการนำชื่อของทรัมป์ไปติดตั้งหรือสลักไว้บนอาคารเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณต่อสาธารณะ ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว บอร์ดบริหารเคยโหวตเปลี่ยนชื่อศูนย์เป็น Trump-Kennedy Center ไปแล้วครั้งหนึ่ง และได้นำตัวอักษรชื่อทรัมป์ไปติดไว้บนอาคาร แต่ต่อมา ศาลรัฐบาลกลางได้สั่งให้รื้อถอนออกในเดือนมิถุนายน โดยผู้พิพากษาตัดสินว่ามีเพียงรัฐสภาเท่านั้น ที่มีอำนาจตามกฎหมายในการเปลี่ยนชื่อศูนย์ศิลปะแห่งนี้
รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ทรัมป์และทีมงานเข้ามาควบคุมบริหารศิลปะการแสดง จอห์น เอฟ. เคนเนดี ได้เกิดความขัดแย้งและการฟ้องร้องทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ศิลปินและคณะแสดงชื่อดังจำนวนมากพากันยกเลิกการแสดงเนื่องจากไม่ต้องการให้องค์กรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ส่งผลให้ยอดขายตั๋วและการบริจาคเงินจากบุคคลภายนอกลดฮวบลงต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
สถานการณ์วิกฤตที่ทางศูนย์ฯ กำลังเผชิญ ทำให้ฝั่งตรงข้ามทางการเมืองนำโดย ส.ส. จอยซ์ บีตตี ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยโจมตีว่าทรัมป์กำลังใช้ศูนย์ศิลปะระดับชาติเป็นตัวประกันทางการเมืองเพื่อสนองความต้องการส่วนตัวในการใส่ชื่อตัวเองลงบนตึกประวัติศาสตร์ ขณะที่ฝ่ายผู้สนับสนุนทรัมป์แย้งว่า การบริหารของทีมงานชุดก่อนหน้านี้ทำผลงานผิดพลาดจนสถาบันทรุดโทรม และมีเพียงบารมีในการระดมทุนของทรัมป์เท่านั้นที่จะกอบกู้ศูนย์นี้ให้รอดพ้นจากการโดนทุบทิ้งหรือปิดตัวได้
สรุปข่าว
ศูนย์ศิลปะการแสดง จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy Center for the Performing Arts) กำลังเผชิญภาวะวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรงและเสี่ยงต่อการล้มละลายจนอาจต้องปิดตัวลงชั่วคราวอย่างเร็วที่สุดในวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งใว้ ส่งผลให้ฝ่ายบริหารไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าบำรุงรักษาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ปัญหายืดเยื้อจากการขาดการดูแล ทำให้อาคารมีปัญหาระบบไฟ คอนกรีตเสื่อมสภาพ และเพิ่งเกิดเหตุปูนปลาสเตอร์เพดานโถงใหญ่ถล่มลงมาร่วงสู่พื้นล่าง คาดการณ์ว่าปีงบประมาณนี้ ทางศูนย์ฯ จะทำรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายเกือบ 100 ล้านดอลลาร์ และต้องเผชิญภาวะขาดดุลราว 23 ล้านดอลลาร์ แม้จะตัดลดค่าใช้จ่ายแล้วก็ตาม
ปัจจุบัน ทางศูนย์ฯ มีแผนที่จะปิดให้บริการเป็นเวลา 2 ปี เพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงและซ่อมแซมอาคารครั้งใหญ่มูลค่าประมาณ 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทางบอร์ดบริหารเตือนว่า หากโครงการนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินหน้าต่อ อาคารอาจอยู่ในสภาพที่อันตรายจนอาจถึงขั้นต้องทุบทำลาย
คณะกรรมการบริหารของศูนย์ฯ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และตัวทรัมป์เองดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด ได้เสนอแนวทางกอบกู้สถานการณ์ว่า วิธีเดียวที่จะหลีกเลี่ยงการล่มสลายทางการเงิน คือการยอมรับข้อเสนอช่วยเหลือของทรัมป์ ด้วยการนำชื่อของทรัมป์ไปติดตั้งหรือสลักไว้บนอาคารเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณต่อสาธารณะ ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว บอร์ดบริหารเคยโหวตเปลี่ยนชื่อศูนย์เป็น Trump-Kennedy Center ไปแล้วครั้งหนึ่ง และได้นำตัวอักษรชื่อทรัมป์ไปติดไว้บนอาคาร แต่ต่อมา ศาลรัฐบาลกลางได้สั่งให้รื้อถอนออกในเดือนมิถุนายน โดยผู้พิพากษาตัดสินว่ามีเพียงรัฐสภาเท่านั้น ที่มีอำนาจตามกฎหมายในการเปลี่ยนชื่อศูนย์ศิลปะแห่งนี้
รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ทรัมป์และทีมงานเข้ามาควบคุมบริหารศิลปะการแสดง จอห์น เอฟ. เคนเนดี ได้เกิดความขัดแย้งและการฟ้องร้องทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ศิลปินและคณะแสดงชื่อดังจำนวนมากพากันยกเลิกการแสดงเนื่องจากไม่ต้องการให้องค์กรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ส่งผลให้ยอดขายตั๋วและการบริจาคเงินจากบุคคลภายนอกลดฮวบลงต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
สถานการณ์วิกฤตที่ทางศูนย์ฯ กำลังเผชิญ ทำให้ฝั่งตรงข้ามทางการเมืองนำโดย ส.ส. จอยซ์ บีตตี ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยโจมตีว่าทรัมป์กำลังใช้ศูนย์ศิลปะระดับชาติเป็นตัวประกันทางการเมืองเพื่อสนองความต้องการส่วนตัวในการใส่ชื่อตัวเองลงบนตึกประวัติศาสตร์ ขณะที่ฝ่ายผู้สนับสนุนทรัมป์แย้งว่า การบริหารของทีมงานชุดก่อนหน้านี้ทำผลงานผิดพลาดจนสถาบันทรุดโทรม และมีเพียงบารมีในการระดมทุนของทรัมป์เท่านั้นที่จะกอบกู้ศูนย์นี้ให้รอดพ้นจากการโดนทุบทิ้งหรือปิดตัวได้
