สหรัฐฯ ประจำการ อาวุธในอวกาศครั้งแรก เดินหน้าแผน Golden Dome

Share on Line Share on Facebook Share on X
สหรัฐฯ ประจำการ อาวุธในอวกาศครั้งแรก เดินหน้าแผน Golden Dome

ทรอย มีงค์ ผู้บัญชาการทหารอากาศของสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่าขณะนี้กองทัพได้ประจำการอาวุธที่สามารถโจมตีได้จาก “อวกาศ” บริเวณวงโคจรของโลก “เป็นครั้งแรก” แล้วเพื่อยกระดับศักยภาพการโจมตีของกองทัพสหรัฐฯ และปกป้องกองกำลังสหรัฐฯ จากการโจมตีของศัตรู


ผู้บัญชาการทหารอากาศของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวานนี้ (14 กันยายน) ว่าสหรัฐฯ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับทุกภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีการเปิดเผยที่ชัดเจนว่าอาวุธดังกล่าวที่ถูกส่งไปประจำการในอวกาศเป็นอาวุธชนิดใด


ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่อาวุโสในกองทัพสหรัฐฯ เคยออกมากล่าวถึงแผนการประจำการอาวุธในอวกาศของสหรัฐฯ โดยระบุว่าทั้งรัสเซียและจีนกำลังพัฒนาวิธีการโจมตีและก่อกวนดาวเทียมของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าขีดความสามารถด้านอวกาศและขีปนาวุธสกัดกั้นเป็นส่วนสำคัญของระบบป้องกัน "Golden Dome" ที่วางแผนไว้เพื่อปกป้องสหรัฐฯ จากขีปนาวุธและภัยคุกคามทางอากาศอื่นๆ


แม้อาจขัดต่อสนธิสัญญาในปี 1967 ที่ว่าด้วยการห้ามการนำอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงขึ้นไปประจำการในวงโคจรของโลก แต่มหาอำนาจสำคัญอย่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ต่างเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือข้อห้ามของสนธิสัญญา เช่น การโจมตีหรือทำลายดาวเทียมของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งดาวเทียมเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการสื่อสารทางทหาร การสอดแนม และการนำทาง


อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารที่เน้นย้ำบทบาทของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ (US Space Force) ว่าต้องไม่เพียงในด้านการปกป้องทรัพย์สินและระบบต่าง ๆ ในอวกาศ แต่ยังรวมถึงการทำหน้าที่เป็นกองกำลังเชิงรุกด้วย


สำหรับกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเหล่าทัพใหม่ล่าสุดของกองทัพสหรัฐฯ ในรอบกว่า 70 ปี ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 เพื่อปกป้องทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในอวกาศ รวมถึงดาวเทียมหลายร้อยดวงที่ใช้สำหรับการสื่อสารและการเฝ้าระวัง


โฆษกกองทัพอวกาศสหรัฐฯ กล่าวว่า “การควบคุมอวกาศ” ครอบคลุมภารกิจต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการแข่งขันและการควบคุมพื้นที่อวกาศ โดยสามารถใช้ทั้งวิธีการทางกายภาพและวิธีการที่ไม่ใช้กำลัง เพื่อรบกวน ลดทอนประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งทำลายขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้าม หากมีความจำเป็น โฆษกกล่าวเพิ่มเติมว่าขีดความสามารถเหล่านี้สามารถนำมาใช้ได้ทั้งเพื่อวัตถุประสงค์เชิงรุกและเชิงรับ ตามคำสั่งของกองบัญชาการรบ


ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการเปิดเผยว่า ดาวเทียมของรัสเซีย 2 ดวง มีแนวโน้มว่าจะดักสอดแนมการสื่อสารของดาวเทียมยุโรปอย่างน้อย 12 ดวง นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 ซึ่งการดักสอดแนมดังกล่าวอาจเปิดทางให้หน่วยข่าวกรองของรัสเซียสามารถอ่านข้อมูลที่มีความอ่อนไหวซึ่งถูกส่งผ่านดาวเทียมเหล่านั้น หรือในทางทฤษฎี อาจถึงขั้นเข้าควบคุมดาวเทียมได้


ส่วนในปี 2024 สหรัฐฯ ระบุว่า รัสเซียได้ส่งดาวเทียมดวงหนึ่งขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งสหรัฐฯ เชื่อว่าอาจมีขีดความสามารถในการโจมตีดาวเทียมดวงอื่นได้ โดยทางฝั่งรัสเซียยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่รัสเซียมองว่าอวกาศเป็นพื้นที่สำหรับการทำสงคราม และเชื่อว่าความเหนือกว่าด้านอวกาศจะเป็นปัจจัยชี้ขาดในความขัดแย้งในอนาคต


นอกจากนี้ กองทัพอวกาศสหรัฐฯ ระบุว่า จีนกำลังพัฒนาและใช้งานขีดความสามารถด้านอวกาศและการต่อต้านอวกาศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย

สรุปข่าว

สหรัฐฯ ยอมรับส่งอาวุธประจำการในอวกาศเป็น “ครั้งแรก” ส่วนหนึ่งของแผนการสร้างระบบป้องกันภัย Golden Dome ของทรัมป์ ท่ามกลางการแข่งขันที่อาจมาจากทั้งจีนและรัสเซีย

ทรอย มีงค์ ผู้บัญชาการทหารอากาศของสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่าขณะนี้กองทัพได้ประจำการอาวุธที่สามารถโจมตีได้จาก “อวกาศ” บริเวณวงโคจรของโลก “เป็นครั้งแรก” แล้วเพื่อยกระดับศักยภาพการโจมตีของกองทัพสหรัฐฯ และปกป้องกองกำลังสหรัฐฯ จากการโจมตีของศัตรู


ผู้บัญชาการทหารอากาศของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวานนี้ (14 กันยายน) ว่าสหรัฐฯ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับทุกภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีการเปิดเผยที่ชัดเจนว่าอาวุธดังกล่าวที่ถูกส่งไปประจำการในอวกาศเป็นอาวุธชนิดใด


ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่อาวุโสในกองทัพสหรัฐฯ เคยออกมากล่าวถึงแผนการประจำการอาวุธในอวกาศของสหรัฐฯ โดยระบุว่าทั้งรัสเซียและจีนกำลังพัฒนาวิธีการโจมตีและก่อกวนดาวเทียมของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าขีดความสามารถด้านอวกาศและขีปนาวุธสกัดกั้นเป็นส่วนสำคัญของระบบป้องกัน "Golden Dome" ที่วางแผนไว้เพื่อปกป้องสหรัฐฯ จากขีปนาวุธและภัยคุกคามทางอากาศอื่นๆ


แม้อาจขัดต่อสนธิสัญญาในปี 1967 ที่ว่าด้วยการห้ามการนำอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงขึ้นไปประจำการในวงโคจรของโลก แต่มหาอำนาจสำคัญอย่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ต่างเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือข้อห้ามของสนธิสัญญา เช่น การโจมตีหรือทำลายดาวเทียมของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งดาวเทียมเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการสื่อสารทางทหาร การสอดแนม และการนำทาง


อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารที่เน้นย้ำบทบาทของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ (US Space Force) ว่าต้องไม่เพียงในด้านการปกป้องทรัพย์สินและระบบต่าง ๆ ในอวกาศ แต่ยังรวมถึงการทำหน้าที่เป็นกองกำลังเชิงรุกด้วย


สำหรับกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเหล่าทัพใหม่ล่าสุดของกองทัพสหรัฐฯ ในรอบกว่า 70 ปี ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 เพื่อปกป้องทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในอวกาศ รวมถึงดาวเทียมหลายร้อยดวงที่ใช้สำหรับการสื่อสารและการเฝ้าระวัง


โฆษกกองทัพอวกาศสหรัฐฯ กล่าวว่า “การควบคุมอวกาศ” ครอบคลุมภารกิจต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการแข่งขันและการควบคุมพื้นที่อวกาศ โดยสามารถใช้ทั้งวิธีการทางกายภาพและวิธีการที่ไม่ใช้กำลัง เพื่อรบกวน ลดทอนประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งทำลายขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้าม หากมีความจำเป็น โฆษกกล่าวเพิ่มเติมว่าขีดความสามารถเหล่านี้สามารถนำมาใช้ได้ทั้งเพื่อวัตถุประสงค์เชิงรุกและเชิงรับ ตามคำสั่งของกองบัญชาการรบ


ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการเปิดเผยว่า ดาวเทียมของรัสเซีย 2 ดวง มีแนวโน้มว่าจะดักสอดแนมการสื่อสารของดาวเทียมยุโรปอย่างน้อย 12 ดวง นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 ซึ่งการดักสอดแนมดังกล่าวอาจเปิดทางให้หน่วยข่าวกรองของรัสเซียสามารถอ่านข้อมูลที่มีความอ่อนไหวซึ่งถูกส่งผ่านดาวเทียมเหล่านั้น หรือในทางทฤษฎี อาจถึงขั้นเข้าควบคุมดาวเทียมได้


ส่วนในปี 2024 สหรัฐฯ ระบุว่า รัสเซียได้ส่งดาวเทียมดวงหนึ่งขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งสหรัฐฯ เชื่อว่าอาจมีขีดความสามารถในการโจมตีดาวเทียมดวงอื่นได้ โดยทางฝั่งรัสเซียยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่รัสเซียมองว่าอวกาศเป็นพื้นที่สำหรับการทำสงคราม และเชื่อว่าความเหนือกว่าด้านอวกาศจะเป็นปัจจัยชี้ขาดในความขัดแย้งในอนาคต


นอกจากนี้ กองทัพอวกาศสหรัฐฯ ระบุว่า จีนกำลังพัฒนาและใช้งานขีดความสามารถด้านอวกาศและการต่อต้านอวกาศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย

ที่มาข้อมูล : BBC

ที่มารูปภาพ : AFP