
ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA ออกมาแสดงความกังวลอย่างสูงสุด หลังพบหลักฐานว่าเกาหลีเหนือกำลังสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่สำหรับการผลิตอาวุธ เพื่อเพิ่มศักยภาพคลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ
รายงานของ IAEA ที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ระบุว่า อาคารแห่งใหม่ตั้งอยู่ภายในศูนย์นิวเคลียร์หลักของเกาหลีเหนือที่งโรงงานเสริมสมรรถนะ “ยองบยอน” และสามารถรองรับชุดเครื่องหมุนเหวี่ยง หรือ centrifuge cascades ได้มากถึง 28 ชุด ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่ใช้กันทั่วไปในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
รายงานยังระบุด้วยว่านอกจากที่ โรงงานเสริมสมรรถนะยองบยอนแล้ว เกาหลีเหนือได้ขยายการดำเนินงานที่โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในคังซอน ใกล้กรุงเปียงยาง โดยข้อมูลดังกล่าวมาจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลจากแหล่งข่าวเปิด รวมถึงภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสื่อของทางการเกาหลีเหนือ
IAEA ระบุเพิ่มเติมว่า “ยองบยอน” เป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งที่ 2 ในพื้นที่ หลังเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียมระหว่างช่วงก่อสร้างกับภาพจากสื่อของทางการ ซึ่งบันทึกการเยือนพื้นที่ดังกล่าวของคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งระหว่างการเยือนครั้งนั้น คิม จอง-อึน กล่าวว่าศักยภาพในการผลิตวัสดุนิวเคลียร์สำหรับอาวุธของเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าตามแผนการครั้งใหญ่ในอนาคต เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศแบบ “เท่าทวีคูณ”
อ้างอิงการวิเคราะห์ของศูนย์เจมส์ มาร์ตินเพื่อการศึกษาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2025 พบว่าเครื่องหมุนเหวี่ยงทั้งหมด 4,592 เครื่องที่อาจติดตั้งที่โรงงานยองบยอน อาจสามารถผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงสำหรับอาวุธได้ราว 85 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งเพียงพอสำหรับสร้างหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มเติมได้ 3-4 หัวรบ
ขณะที่ ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA กล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ว่า การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของโรงงานเสริมสมรรถนะที่คังซอนและยองบยอน รวมถึงรายงานเกี่ยวกับการขยายเพิ่มเติมในการผลิตวัสดุนิวเคลียร์สำหรับอาวุธของเกาหลีเหนือเป็นสาเหตุให้ IAEA ต้องจับตาและจำเป็นต้องกังวลถึงความเสี่ยงร้ายแรงนี้ อีกทั้งยังถือเป็นการละเมิดอย่างชัดเจนต่อมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของ IAEA จะไม่สามารถเข้าตรวจสอบโดยตรงที่เกาหลีเหนือได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของ IAEA ถูกขับให้ออกจากเกาหลีเหนือในปี 2009
อย่างไรก็ตาม อัน กยู-แบ็ก รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว (สิงหาคม) ว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์อยู่ระหว่าง 80-120 หัวรบ ซึ่งสูงกว่าจำนวน 57 หัวรบที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้ว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลและโครงการนิวเคลียร์ โดยได้ทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่เกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์
ทั้งนี้ ในรายงานที่ส่งต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2020 ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติระบุว่า เกาหลีเหนือน่าจะสามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถติดตั้งเข้ากับหัวรบของขีปนาวุธได้แล้วจนถึงตอนนี้
สรุปข่าว
ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA ออกมาแสดงความกังวลอย่างสูงสุด หลังพบหลักฐานว่าเกาหลีเหนือกำลังสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่สำหรับการผลิตอาวุธ เพื่อเพิ่มศักยภาพคลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ
รายงานของ IAEA ที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ระบุว่า อาคารแห่งใหม่ตั้งอยู่ภายในศูนย์นิวเคลียร์หลักของเกาหลีเหนือที่งโรงงานเสริมสมรรถนะ “ยองบยอน” และสามารถรองรับชุดเครื่องหมุนเหวี่ยง หรือ centrifuge cascades ได้มากถึง 28 ชุด ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่ใช้กันทั่วไปในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
รายงานยังระบุด้วยว่านอกจากที่ โรงงานเสริมสมรรถนะยองบยอนแล้ว เกาหลีเหนือได้ขยายการดำเนินงานที่โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในคังซอน ใกล้กรุงเปียงยาง โดยข้อมูลดังกล่าวมาจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลจากแหล่งข่าวเปิด รวมถึงภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสื่อของทางการเกาหลีเหนือ
IAEA ระบุเพิ่มเติมว่า “ยองบยอน” เป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งที่ 2 ในพื้นที่ หลังเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียมระหว่างช่วงก่อสร้างกับภาพจากสื่อของทางการ ซึ่งบันทึกการเยือนพื้นที่ดังกล่าวของคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งระหว่างการเยือนครั้งนั้น คิม จอง-อึน กล่าวว่าศักยภาพในการผลิตวัสดุนิวเคลียร์สำหรับอาวุธของเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าตามแผนการครั้งใหญ่ในอนาคต เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศแบบ “เท่าทวีคูณ”
อ้างอิงการวิเคราะห์ของศูนย์เจมส์ มาร์ตินเพื่อการศึกษาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2025 พบว่าเครื่องหมุนเหวี่ยงทั้งหมด 4,592 เครื่องที่อาจติดตั้งที่โรงงานยองบยอน อาจสามารถผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงสำหรับอาวุธได้ราว 85 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งเพียงพอสำหรับสร้างหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มเติมได้ 3-4 หัวรบ
ขณะที่ ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA กล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ว่า การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของโรงงานเสริมสมรรถนะที่คังซอนและยองบยอน รวมถึงรายงานเกี่ยวกับการขยายเพิ่มเติมในการผลิตวัสดุนิวเคลียร์สำหรับอาวุธของเกาหลีเหนือเป็นสาเหตุให้ IAEA ต้องจับตาและจำเป็นต้องกังวลถึงความเสี่ยงร้ายแรงนี้ อีกทั้งยังถือเป็นการละเมิดอย่างชัดเจนต่อมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของ IAEA จะไม่สามารถเข้าตรวจสอบโดยตรงที่เกาหลีเหนือได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของ IAEA ถูกขับให้ออกจากเกาหลีเหนือในปี 2009
อย่างไรก็ตาม อัน กยู-แบ็ก รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว (สิงหาคม) ว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์อยู่ระหว่าง 80-120 หัวรบ ซึ่งสูงกว่าจำนวน 57 หัวรบที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้ว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลและโครงการนิวเคลียร์ โดยได้ทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่เกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์
ทั้งนี้ ในรายงานที่ส่งต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2020 ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติระบุว่า เกาหลีเหนือน่าจะสามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถติดตั้งเข้ากับหัวรบของขีปนาวุธได้แล้วจนถึงตอนนี้
- เกาหลีเหนือปรับแก้กฎเสริมอำนาจคิม จอง-อึน ควบคุมเบ็ดเสร็จมากขึ้น
- เกาหลีเหนือปลดรมต.กลาโหม ปรับโครงสร้างผู้นำทหารครั้งใหญ่
- เกาหลีเหนือเตรียมส่งทหาร-กระสุนปืนนับล้านไปรัสเซีย อัพเกรดอาวุธหลายรายการ
- เกาหลีเหนือโต้ทรัมป์ “อย่าเพิ่งรีบ” พบผู้นำคิม แม้ทรัมป์ประกาศพบกันปลายปีนี้
- เกาหลีใต้เผย เกาหลีเหนืออาจมีอาวุธนิวเคลียร์มากถึง120 ลูก สูงกว่าที่สหรัฐฯ ประเมิน 3 เท่า
ที่มาข้อมูล : The Guardian
ที่มารูปภาพ : AFP
