
“ไดโนเสาร์” สูญพันธ์ุไปจากโลก แต่มูลค่าของมันไม่หายไปและมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
วงการประมูลสั่นสะเทือน เมื่อฟอสซิลของ “ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์” หรือ T-rex สิ่งมีชีวิตตัวใหญ่ยักษ์ที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกช่วงปลายยุคครีเทเชียส กระดูกของมันถูกประมูลโดยบริษัท Sotheby's ในนครนิวยอร์ก ด้วยราคาที่สูงถึง 50.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,628 ล้านบาท ขึ้นแท่นเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ที่มีราคาสูงที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการประมูล
เจ้าฟอสซิลตัวนี้มีชื่อเล่นว่า “กัส” (Gus) มันมีความสูงราว 4 เมตร ถูกค้นพบเมื่อปี 2021 บนฟาร์มปศุสัตว์ห่างไกลแห่งหนึ่งในรัฐเซาท์ดาโคตาของสหรัฐฯ แต่สิ่งที่น่าสนใจและอาจทำให้มันมีราคาสูงขนาดนี้ก็เพราะว่านี่คือตัวอย่างฟอสซิลของ T-Rex ที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบด้วยกระดูกจริงที่มากกว่า 60% ของโครงกระดูกทั้งหมด
แคสแซนดรา แฮตตัน หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ธรรมชาติระดับโลกของ บริษัทประมูล Sotheby's กล่าวว่า ผลลัพธ์ครั้งนี้เกิดจากการทำงานที่ยาวนานหลายปี เจ้ากัสไม่ใช่เพียงแค่เป็นฟอสซิลที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ผ่านการขุดค้น บันทึกข้อมูล เตรียมตัวอย่าง และดูแลรักษาอย่างยอดเยี่ยม
คำถามคือกระดูกไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ เหตุใดจึงกลายเป็นเพียง “ของสะสม” ที่แน่นอนว่าคนที่สามารถซื้อมันได้จะต้องมีกำลังทรัพย์มหาศาล หรือเรียกง่ายๆ ว่า “มหาเศรษฐี” แต่กลับไม่ถูกนำมาเก็บรักษาและศึกษาต่อในเชิงวิทยาศาสตร์ ?
ด้วยราคาประมูลในระดับนี้ทำให้เจ้า T-Rex กัส ได้ทำลายสถิติเดิมที่ฟอสซิลของสเตโกซอรัส ในปี 2024 เคยบันทึกสถิติเอาไว้ นักวิทยาศาสตร์บางคนให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่าการประมูลครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในการสะสมฟอสซิลของมหาเศรษฐีหรือเราอาจเรียกได้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ฟอสซิลไดโนเสาร์กลายเป็นของเล่นหรืออาจะเป็นของตกแต่งบ้านของมหาเศรษฐีแล้วหรือไม่
“ปี 2026 ไดโนเสาร์ คือสินทรัพย์ที่ร้อนแรงมากที่สุด”
ฟอสซิลไดโนเสาร์ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนไหนก็ตามถูกอธิบายว่าเป็น “สินทรัพย์ที่กาลเวลาสร้างขึ้น” ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาฟอสซิลไดโนเสาร์เป็นสมบัติและอยู่ในความดูแลของสถาบันทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ หรืออาจรวมถึง พิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัย หรือห้องปฏิบัติการวิจัยด้วยแต่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อมหาเศรษฐีทั่วโลกเริ่มเข้ามาแข่งขันประมูลฟอสซิล
แคสแซนดรา แฮตตัน หัวหน้าฝ่ายประวัติศาสตร์ธรรมชาติของ Sotheby's กล่าวว่า ความยากของการที่จะพบฟอสซิลสักชิ้นหนึ่ง มันยากขนาดที่ว่านักบรรพชีวินวิทยาหลายคนถึงกับเสียชีวิตระหว่างการขุดค้นฟอสซิล เพราะคนที่ออกตามหาฟอสซิลต้องใช้ชีวิตอยู่กลางทุ่งเป็นเวลาหลายเดือน นอนในเต็นท์ พกอาหารไว้ในเป้ และต้องเผชิญทั้งงูหางกระดิ่ง แมลง และสิงโตภูเขา และแน่นอนว่าการค้นพบกระดูกของ T-rex นั้นคือเป้าหมายที่สูงสุด แต่นักขุดฟอสซิลส่วนใหญ่ไม่ได้ร่ำรวยพวกเขาต้องลงทุนด้วยเงินของตัวเอง ไม่ใช่มหาเศรษฐีที่ลงไปขุด
แต่สุดท้ายคนที่ซื้อกลับเป็นมหาเศรษฐี…
ย้อนไปตั้งแต่ต้นปี 2026 พบว่ามีฟอสซิลของ “ไทรเซอราทอปส์” ถูกขายผ่านบริษัทประมูลชั้นนำถึง 3 ตัวด้วยราคาหลักหลายล้านดอลลาร์ แต่นอกจากราคาประมูลที่สูงลิ่ว สิ่งที่น่าประหลาดใจไม่แพ้กันคือ “ผู้ซื้อ” ซึ่งประกอบด้วยนักสะสมเอกชน ผู้จัดการกองทุน และผู้ก่อตั้งบริษัทด้านเทคโนโลยีหลายเจ้า
และเมื่อมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องนั่นจึงทำให้ไดโนเสาร์ถึงกลายเป็นสินทรัพย์ชั้นยอด นักลงทุนเลือกซื้อฟอสซิลด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือ ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะมีมูลค่ามากไปกว่า “สิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้” และกระดูกของไดโนเสาร์ก็คือหนึ่งในนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับงานศิลปะสักชิ้นภาพวาดยังสามารถสร้างใหม่ได้แต่ฟอสซิลไดโนเสาร์ระดับที่มีความสมบูรณ์แบบอย่างในกรณีของเจ้า T-Rex ชื่อกัส คือ “ของชิ้นเดียวในโลก” ที่ธรรมชาติใช้เวลากว่าหลายสิบล้านปีที่จะสร้างมันขึ้นมา
ในความหมายก็คือ จำนวนของฟอสซิลไม่ได้ “มีจำกัด” แต่มัน “หมดไปจากโลกนี้แล้ว” ความหายากอย่างที่สุดนี้ ทำให้ฟอสซิลกลายเป็น “สินทรัพย์ทางเลือก” (Alternative Asset) ที่มีมูลค่าสูงและร้อนแรงที่สุดในปีนี้
สรุปข่าว
“ไดโนเสาร์” สูญพันธ์ุไปจากโลก แต่มูลค่าของมันไม่หายไปและมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
วงการประมูลสั่นสะเทือน เมื่อฟอสซิลของ “ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์” หรือ T-rex สิ่งมีชีวิตตัวใหญ่ยักษ์ที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกช่วงปลายยุคครีเทเชียส กระดูกของมันถูกประมูลโดยบริษัท Sotheby's ในนครนิวยอร์ก ด้วยราคาที่สูงถึง 50.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,628 ล้านบาท ขึ้นแท่นเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ที่มีราคาสูงที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการประมูล
เจ้าฟอสซิลตัวนี้มีชื่อเล่นว่า “กัส” (Gus) มันมีความสูงราว 4 เมตร ถูกค้นพบเมื่อปี 2021 บนฟาร์มปศุสัตว์ห่างไกลแห่งหนึ่งในรัฐเซาท์ดาโคตาของสหรัฐฯ แต่สิ่งที่น่าสนใจและอาจทำให้มันมีราคาสูงขนาดนี้ก็เพราะว่านี่คือตัวอย่างฟอสซิลของ T-Rex ที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบด้วยกระดูกจริงที่มากกว่า 60% ของโครงกระดูกทั้งหมด
แคสแซนดรา แฮตตัน หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ธรรมชาติระดับโลกของ บริษัทประมูล Sotheby's กล่าวว่า ผลลัพธ์ครั้งนี้เกิดจากการทำงานที่ยาวนานหลายปี เจ้ากัสไม่ใช่เพียงแค่เป็นฟอสซิลที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ผ่านการขุดค้น บันทึกข้อมูล เตรียมตัวอย่าง และดูแลรักษาอย่างยอดเยี่ยม
คำถามคือกระดูกไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ เหตุใดจึงกลายเป็นเพียง “ของสะสม” ที่แน่นอนว่าคนที่สามารถซื้อมันได้จะต้องมีกำลังทรัพย์มหาศาล หรือเรียกง่ายๆ ว่า “มหาเศรษฐี” แต่กลับไม่ถูกนำมาเก็บรักษาและศึกษาต่อในเชิงวิทยาศาสตร์ ?
ด้วยราคาประมูลในระดับนี้ทำให้เจ้า T-Rex กัส ได้ทำลายสถิติเดิมที่ฟอสซิลของสเตโกซอรัส ในปี 2024 เคยบันทึกสถิติเอาไว้ นักวิทยาศาสตร์บางคนให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่าการประมูลครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในการสะสมฟอสซิลของมหาเศรษฐีหรือเราอาจเรียกได้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ฟอสซิลไดโนเสาร์กลายเป็นของเล่นหรืออาจะเป็นของตกแต่งบ้านของมหาเศรษฐีแล้วหรือไม่
“ปี 2026 ไดโนเสาร์ คือสินทรัพย์ที่ร้อนแรงมากที่สุด”
ฟอสซิลไดโนเสาร์ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนไหนก็ตามถูกอธิบายว่าเป็น “สินทรัพย์ที่กาลเวลาสร้างขึ้น” ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาฟอสซิลไดโนเสาร์เป็นสมบัติและอยู่ในความดูแลของสถาบันทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ หรืออาจรวมถึง พิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัย หรือห้องปฏิบัติการวิจัยด้วยแต่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อมหาเศรษฐีทั่วโลกเริ่มเข้ามาแข่งขันประมูลฟอสซิล
แคสแซนดรา แฮตตัน หัวหน้าฝ่ายประวัติศาสตร์ธรรมชาติของ Sotheby's กล่าวว่า ความยากของการที่จะพบฟอสซิลสักชิ้นหนึ่ง มันยากขนาดที่ว่านักบรรพชีวินวิทยาหลายคนถึงกับเสียชีวิตระหว่างการขุดค้นฟอสซิล เพราะคนที่ออกตามหาฟอสซิลต้องใช้ชีวิตอยู่กลางทุ่งเป็นเวลาหลายเดือน นอนในเต็นท์ พกอาหารไว้ในเป้ และต้องเผชิญทั้งงูหางกระดิ่ง แมลง และสิงโตภูเขา และแน่นอนว่าการค้นพบกระดูกของ T-rex นั้นคือเป้าหมายที่สูงสุด แต่นักขุดฟอสซิลส่วนใหญ่ไม่ได้ร่ำรวยพวกเขาต้องลงทุนด้วยเงินของตัวเอง ไม่ใช่มหาเศรษฐีที่ลงไปขุด
แต่สุดท้ายคนที่ซื้อกลับเป็นมหาเศรษฐี…
ย้อนไปตั้งแต่ต้นปี 2026 พบว่ามีฟอสซิลของ “ไทรเซอราทอปส์” ถูกขายผ่านบริษัทประมูลชั้นนำถึง 3 ตัวด้วยราคาหลักหลายล้านดอลลาร์ แต่นอกจากราคาประมูลที่สูงลิ่ว สิ่งที่น่าประหลาดใจไม่แพ้กันคือ “ผู้ซื้อ” ซึ่งประกอบด้วยนักสะสมเอกชน ผู้จัดการกองทุน และผู้ก่อตั้งบริษัทด้านเทคโนโลยีหลายเจ้า
และเมื่อมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องนั่นจึงทำให้ไดโนเสาร์ถึงกลายเป็นสินทรัพย์ชั้นยอด นักลงทุนเลือกซื้อฟอสซิลด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือ ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะมีมูลค่ามากไปกว่า “สิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้” และกระดูกของไดโนเสาร์ก็คือหนึ่งในนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับงานศิลปะสักชิ้นภาพวาดยังสามารถสร้างใหม่ได้แต่ฟอสซิลไดโนเสาร์ระดับที่มีความสมบูรณ์แบบอย่างในกรณีของเจ้า T-Rex ชื่อกัส คือ “ของชิ้นเดียวในโลก” ที่ธรรมชาติใช้เวลากว่าหลายสิบล้านปีที่จะสร้างมันขึ้นมา
ในความหมายก็คือ จำนวนของฟอสซิลไม่ได้ “มีจำกัด” แต่มัน “หมดไปจากโลกนี้แล้ว” ความหายากอย่างที่สุดนี้ ทำให้ฟอสซิลกลายเป็น “สินทรัพย์ทางเลือก” (Alternative Asset) ที่มีมูลค่าสูงและร้อนแรงที่สุดในปีนี้
ทำความเข้าใจตลาดฟอสซิล
“Stan Effect” จุดเปลี่ยนของตลาดฟอสซิล
แม้ตลาดฟอสซิลจะมีมานานหลายสิบปี แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2020 เมื่อฟอสซิล T-rex ที่มีชื่อว่า “สแตน” (Stan) สร้างมูลค่าจากการประมูลในขณะนั้นได้ถึง 31.8 ล้านดอลลาร์จนปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า “Stan Effect” และกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก และแน่นอนว่ามันตกเป็นที่หมายตาของบรรดาคนมีเงินและดึงดูดนักลงทุนมหาเศรษฐี ผู้บริหารกองทุน รวมถึง ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยี ให้หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดฟอสซิล ที่แต่เดิมมันเคยเป็นสินทรัพย์ในวงการวิทยาศาสตร์และบรรพชีวินวิทยา จนกลายเป็นตลาดเติบโตอย่างรวดเร็วในขณะนี้
แต่ตลาดฟอสซิลก็มีแบ่งระดับลงไปอีกนั่นคือ “Trophy Tier” และ “Collector Tier” สำหรับ “Trophy Tier” มันคือฟอสซิลระดับพิพิธภัณฑ์ที่มีราคาประมูลหลายล้านดอลลาร์ และมีความหายากสูงมากหรืออาจเป็นฟอสซิลที่สามารถทำราคาที่สร้างสถิติใหม่ได้ ส่วน “Collector Tier” คือฟอสซิลชิ้นเล็ก เช่น กระดูกฟัน กรงเล็บ หรือชิ้นกระดูกบางส่วน โดยมีราคาจับต้องได้มากกว่าและเหมาะกับนักสะสมทั่วไป
ผู้ชนะประมูลคือเจ้าของตัวจริงของฟอสซิล?
เจ้าของฟอสซิลคือผู้ที่ชนะการประมูล แต่ปัจจุบันเริ่มมีแนวคิดแบ่งสิทธิความเป็นเจ้าของในแบบที่เรียกว่า “โทเคนดิจิทัล” (Tokenization) เพื่อให้คนทั่วไปสามารถร่วมลงทุนได้ ตัวอย่างคือการนำกะโหลกไทรเซอราทอปส์ อายุ 67 ล้านปี ซึ่งมีชิ้นกระดูกแท้ประมาณ 70% มาแบ่งสิทธิการถือครองเป็นหน่วยลงทุน
ข้อดีของการเป็นเจ้าของในลักษณะนี้คือ สามารถลงทุนในสินทรัพย์ระดับโลกได้ด้วยเงินไม่มาก อีกประเด็นคือชิ้นส่วนเหล่านี้ผ่านการตรวจสอบด้านกฎหมายและคุณภาพแล้ว รวมถึงยังมีโอกาสซื้อขายต่อได้ง่ายขึ้นผ่านระบบโทเคนด้วย
กระนั้น เจ้าของฟอสซิล ก็ไม่ใช่แค่ผู้ชนะการประมูลเสมอไป เพราะในบางประเทศที่มีช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทำให้คนคิดไม่ซื่อ อยากหากินกับฟอสซิลทีมมีมูลค่าสูงลิบลิ่วเช่นนี้ จึงเกิดเป็น “ตลาดมืดฟอสซิลไดโนเสาร์”
แม้ว่าการซื้อขายฟอสซิลส่วนใหญ่จะดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อราคาฟอสซิลไดโนเสาร์พุ่งสูงขึ้นจนคนธรรมดาไม่สามารถเอื้อมถึง ก็ทำให้ผู้ไม่หวังดีบางกลุ่มมองเห็นโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ ส่งผลให้เกิด ตลาดมืดฟอสซิล (Black Market) ซึ่งสร้างปัญหาอย่างมากในหลายประเทศ เช่น มองโกเลีย และ บราซิล ที่กฎหมายกำหนดให้ฟอสซิลไดโนเสาร์เป็น “ทรัพย์สินของรัฐ”
แม้การนำฟอสซิลออกนอกประเทศจะต้องได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ แต่ขบวนการลักลอบค้าฟอสซิลกลับเข้าไปขุดค้นแหล่งฟอสซิลอย่างผิดกฎหมาย นำซากไดโนเสาร์ออกจากพื้นดินเพื่อขาย พร้อมสร้างความเสียหายให้กับแหล่งโบราณคดีและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ ในหลายกรณี การลักลอบดังกล่าวถูกเปิดโปงก็ต่อเมื่อฟอสซิลถูกนำออกประมูลหรือเสนอขายในต่างประเทศ หรือแม้ในประเทศที่ซื้อขายได้ ก็ยังมีการขโมยฟอสซิล อาทิ สหรัฐฯ และ สหราชอาณาจักร ซึ่งโดยทั่วไปกฎหมายถือว่าฟอสซิลเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินและสามารถซื้อขายได้อย่างเสรี ปัญหาการลักลอบขโมยฟอสซิลเกิดขึ้นน้อยกว่าแต่ก็ยังมีกรณีผิดกฎหมายอยู่บ้าง
นอกจากนี้ ตลาดมืดไม่ได้ขายแค่ของจริงแต่ยังขาย “ของปลอม” เมื่อแรงกดดันจากนักบรรพชีวินวิทยาและผู้ค้าฟอสซิลที่ถูกกฎหมาย ทำให้การค้าฟอสซิลเถื่อนทำได้ยากขึ้น ตลาดมืดจึงหันมาสร้าง “ฟอสซิลปลอม” เพื่อตอบสนองความต้องการของนักสะสมที่ต้องการฟอสซิลสายพันธุ์ใหม่หรือหายาก กรณีของปลอมเหล่านี้จึงกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบฟอสซิลอย่างละเอียด ก่อนนำมาใช้ในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หรือซื้อขายในตลาดนักสะสม
แล้วสรุปฟอสซิลไดโนเสาร์ ควรเป็นของใคร ?
การประมูล T-rex กัส ในครั้งนี้จุดกระแสถกเถียงในวงการบรรพชีวินวิทยาอีกครั้งว่า ฟอสซิลที่มีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกควรอยู่ในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้สาธารณชนและนักวิจัยเข้าถึงหรือไม่ หรือว่า “นักล่าฟอสซิล” ควรได้รับผลตอบแทนจากการค้นพบและกู้ฟอสซิลเหล่านี้ขึ้นมาก่อนที่จะสูญหายไปกับธรรมชาติอีกครั้ง
ต้องยอมรับว่าราคาที่สูงขนาดนี้คือปัญหาใหญ่เพราะนี่ราคาที่พิพิธภัณฑ์ “สู้ไม่ไหว” ที่จะได้มันมาครอบครอง ศาสตราจารย์ซูซานนา เมดเมนต์ นักวิจัยด้านไดโนเสาร์จาก พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งลอนดอน (Natural History Museum) กล่าวว่า ตอนนี้พิพิธภัณฑ์แทบไม่มีโอกาสเข้าถึงฟอสซิลจำนวนมากเพราะราคาสูงเกินไปเธอชี้ว่าฟอสซิลไดโนเสาร์ที่แพงที่สุด 5 อันดับแรกของโลกล้วนถูกขายหลังปี 2020 และสถานการณ์นี้เป็นปัญหาอย่างยิ่ง
นักวิทยาศาสตร์กังวลด้วยว่าการประมูลฟอสซิลไดโนเสาร์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่คนรวยและสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับตรงกันคือ “ไม่มีสิ่งใดทดแทนฟอสซิลของจริงได้” เนื่องจากการศึกษาวิวัฒนาการจำเป็นต้องตรวจสอบโครงสร้างกระดูกจริง เพื่อแยกแยะว่าอะไรเป็นของแท้และเข้าใจลักษณะทางกายวิภาคอย่างถูกต้อง นอกจากนี้การที่ประชาชนได้เห็นฟอสซิลของจริงในพิพิธภัณฑ์ยังช่วยสร้างความสนใจต่อธรรมชาติและวิทยาศาสตร์อีกด้วย
แต่ปัจจุบันฟอสซิลกำลังถูกมองเหมือนงานศิลปะ หรือ กลายเป็นคอลเลกชันส่วนตัวของมหาเศรษฐีมากกว่าจะเป็นวัตถุเพื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ แม้มหาเศรษฐีบางคนจะยืมฟอสซิลให้พิพิธภัณฑ์จัดแสดงแต่ก็ยังมีปัญหาใหญ่เหตุผลคือนักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องสามารถกลับไปตรวจสอบฟอสซิลได้ในอนาคตเพื่อยืนยันหรือโต้แย้งผลการศึกษา
แต่หากเจ้าของฟอสซิลชิ้นนั้นแม้ว่าในตอนแรกจะประมูลมาด้วยราคาที่สูงขนาดไหน เกิดรู้สึก เบื่อ เสียชีวิต หรือขายต่อ ฟอสซิลอาจหายไปจากวงการวิทยาศาสตร์หรือไม่ได้กลับสู่วงจรของการศึกษาด้านบรรพชีวินวิทยาอีกเลย พวกมันอาจกลายเป็นเพียง “ขยะ” ที่ถูกทิ้งและไม่มีค่าซึ่งเมื่อเป็นแบบนั้นนักวิทยาศาสตร์มองว่ามันก็ไม่ใช่วิทยาศาสตร์อีกต่อไป
ทว่า ในอีกมุมหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่า การประมูลก็อาจเป็นการช่วย “ไม่ให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ครั้งที่ 2” เพราะหากไม่มีเหล่ามหาเศรษฐีที่ผันตัวมาเป็นนักล่าฟอสซิลก็อาจทำให้ฟอสซิลจำนวนมากพวกนั้นสูญหายจากโลกไปตลอดกาลพร้อมๆ กับธรรมชาติและกาลเวลา
แล้วคุณล่ะ คิดว่าซากฟอสซิลไดโนเสาร์เหล่านี้ ควรเป็นของใคร?
- แอนตาร์กติกา มีไดโนเสาร์ ? หนาวจัดแต่เคยอยู่รอด
- ยักษ์ใหญ่ “นาคาไททัน’ ไดโนเสาร์มหึมาของไทย โด่งดังแค่ไหนในระดับโลก
- พบฟอสซิล “นาคาไททัน” ไดโนเสาร์คอยาวกินพืช สายพันธุ์ที่ 14 ขุดพบที่ จ.ชัยภูมิ
- บราซิลระบุตัว “ฟอสซิลสัตว์เลื้อยคลาน” ปากนกแก้ว อายุกว่า 230 ล้านปี
- เคยเห็นไหม? กระเป๋าหนังไดโนเสาร์ ปลูกถ่ายจากคอลลาเจนในกระดูก “ทีเร็กซ์”
ที่มาข้อมูล : https://www.timeless.investments/en/magazine/why-dinosaurs-are-the-hottest-asset-of-2026
ที่มารูปภาพ : Reuters
