ทรัมป์แถลงต้องการควบคุมแร่ยูเรเนียมอิหร่าน อิหร่านยืนยูเรเนียมต้องอยู่ในอิหร่านเท่านั้น

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทรัมป์แถลงต้องการควบคุมแร่ยูเรเนียมอิหร่าน อิหร่านยืนยูเรเนียมต้องอยู่ในอิหร่านเท่านั้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงที่ทำเนียบขาวว่าไม่ต้องการให้มีการเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ และต้องการนำแร่ยูเรเนียมของอิหร่านออกมาอยู่ในการควบคุม ขณะที่ ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ยืนกรานแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะต้องอยู่ในอิหร่านเท่านั้น ซึ่งยิ่งทำให้การเจรจาสันติภาพซับซ้อนยิ่งขึ้น


ทรัมป์แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้มีการเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ และจะนำคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่านกลับมาอยู่ในการควบคุม โดยทรัมป์กล่าวกับนักข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “เราจะเอายูเรเนียมมา เราไม่ต้องการมัน และเราก็ไม่อยากให้อิหร่านมี เราอาจจะทำลายมันทิ้งหลังจากได้มา แต่เราจะไม่ปล่อยให้พวกเขาครอบครองมัน” 


เชื่อกันว่า อิหร่านครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงประมาณ 900 ปอนด์ ซึ่งทรัมป์อ้างว่าได้ถูกฝังอยู่ใต้ดินหลังจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน


การยึดยูเรเนียมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายหลักของทรัมป์ในการทำสงครามกับอิหร่าน นั่นคือการไม่อนุญาตให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

สรุปข่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐฯ ต้องการนำยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่านออกมาอยู่ในการควบคุม และไม่ต้องการให้มีการเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้อิหร่านครอบครองวัสดุที่อาจใช้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่อิหร่านตอบโต้ทันที โดยผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ มอจตาบา คาเมเนอี มีคำสั่งชัดเจนว่า ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจะต้องไม่ถูกส่งออกนอกประเทศ ทำให้ท่าทีของเตหะรานแข็งกร้าวมากขึ้น ความเห็นต่างในประเด็นยูเรเนียมกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจรจาสันติภาพ ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ขณะที่อิสราเอลยืนยันว่าจะไม่ยุติสงคราม จนกว่ายูเรเนียมดังกล่าวจะถูกนำออกจากอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงที่ทำเนียบขาวว่าไม่ต้องการให้มีการเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ และต้องการนำแร่ยูเรเนียมของอิหร่านออกมาอยู่ในการควบคุม ขณะที่ ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ยืนกรานแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะต้องอยู่ในอิหร่านเท่านั้น ซึ่งยิ่งทำให้การเจรจาสันติภาพซับซ้อนยิ่งขึ้น


ทรัมป์แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้มีการเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ และจะนำคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่านกลับมาอยู่ในการควบคุม โดยทรัมป์กล่าวกับนักข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “เราจะเอายูเรเนียมมา เราไม่ต้องการมัน และเราก็ไม่อยากให้อิหร่านมี เราอาจจะทำลายมันทิ้งหลังจากได้มา แต่เราจะไม่ปล่อยให้พวกเขาครอบครองมัน” 


เชื่อกันว่า อิหร่านครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงประมาณ 900 ปอนด์ ซึ่งทรัมป์อ้างว่าได้ถูกฝังอยู่ใต้ดินหลังจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน


การยึดยูเรเนียมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายหลักของทรัมป์ในการทำสงครามกับอิหร่าน นั่นคือการไม่อนุญาตให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวอาวุโสของอิหร่าน 2 รายเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า อยาตอลเลาะห์ มอจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ออกคำสั่งว่า ยูเรเนียมที่มีระดับใกล้ใช้ผลิตอาวุธจะต้องไม่ถูกส่งออกนอกประเทศ ซึ่งทำให้ท่าทีของอิหร่านแข็งกร้าวมากขึ้นต่อหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของสหรัฐฯ ในการเจรจาสันติภาพ


คำสั่งของมอจตาบา คาเมเนอี อาจสร้างความไม่พอใจเพิ่มเติมให้กับทรัมป์ และทำให้การเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านมีความซับซ้อนมากขึ้น


เจ้าหน้าที่อิสราเอลเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ทรัมป์ได้ให้คำมั่นกับอิสราเอลว่า คลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งสามารถใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ จะต้องถูกส่งออกนอกประเทศ และข้อตกลงสันติภาพใด ๆ จะต้องมีเงื่อนไขดังกล่าวรวมอยู่ด้วย


ที่ผ่านมา อิสราอล, สหรัฐฯ และชาติตะวันตกอื่น ๆ กล่าวหาอิหร่านมายาวนานว่าพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยชี้ถึงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมถึงระดับร้อยละ 60 ซึ่งสูงเกินความจำเป็นสำหรับการใช้งานพลเรือน และใกล้เคียงกับระดับร้อยละ 90 ที่ใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว


นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวว่า เขาจะไม่ถือว่าสงครามสิ้นสุดลง จนกว่ายูเรเนียมเสริมสมรรถนะจะถูกนำออกจากอิหร่าน, อิหร่านยุติการสนับสนุนกองกำลังตัวแทน และขีดความสามารถด้านขีปนาวุธพิสัยไกลถูกกำจัด


อย่างไรก็ตาม หนึ่งในแหล่งข่าวอิหร่านกล่าวโดยไม่เปิดเผยชื่อว่า “คำสั่งของผู้นำสูงสุด และฉันทามติภายในรัฐบาล คือ ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจะต้องไม่ออกนอกประเทศ” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเชื่อว่า การส่งวัสดุดังกล่าวออกนอกประเทศจะทำให้อิหร่านอ่อนแอมากขึ้นต่อการโจมตีในอนาคตจากสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยผู้นำสูงสุดของอิหร่านเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในประเด็นสำคัญของรัฐ

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters