แพม บอนดี รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ ถูกทรัมป์สั่งปลดจากตำแหน่ง

Share on Line Share on Facebook Share on X
แพม บอนดี รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ ถูกทรัมป์สั่งปลดจากตำแหน่ง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สั่งปลด แพม บอนดี พ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยทรัมป์โพสต์บน Truth Social ระบุว่า เธอจะเปลี่ยนผ่านไปรับบทบาทในภาคเอกชนแทน 

ทั้งนี้ บอนดี คือหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของทรัมป์ และเป็นผู้ปกป้องรัฐบาลอย่างเหนียวแน่น แต่ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา การดำรงตำแหน่งผู้นำกระทรวงยุติธรรมของเธอ ถูกบดบังด้วยเรื่องการเปิดเผยเอกสารคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน อันยุ่งเหยิง และยังต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับการจัดการสืบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง ยิงประชาชนเสียชีวิต 2 ราย ระหว่างการปะทะกันในเมืองมินนีแอโพลิส ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงไปทั่วประเทศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

บอนดีถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนที่สองในรัฐบาลทรัมป์ ที่ถูกปลดจากตำแหน่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อจาก คริสตี โนเอม ที่ถูกถอดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ ในเดือนมีนาคม โดย ทอดด์ แบลนช์ อดีตรองอัยการสูงสุด จะเข้ามารับตำแหน่งแทนบอนดี

ด้าน บอนดี กล่าวว่า เธอจะทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อส่งต่องานให้แก่แบลนช์ // การได้ดำรงตำแหน่งนี้ถือเป็น “เกียรติสูงสุด” ในชีวิต และเธอจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลนี้ต่อไป ในบทบาทใหม่ของเธอในภาคเอกชน ซึ่งเธอไม่ได้ระบุว่าคืออะไร

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นไม่ถึง 2 เดือน หลังจากบอนดีถูกไต่สวนในสภาคองเกรสอย่างดุเดือด // ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทรัมป์ยังออกโรงปกป้องบอนดี โดยกล่าวว่า “เธอเป็นคนที่ยอดเยี่ยมและกำลังทำหน้าที่ได้ดี” แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทรัมป์กลับประกาศเรื่องการปลดบอนดีออกจากตำแหน่งผ่าน Truth Social และบอกบทบาทใหม่ในภาคเอกชนของเธอนั้นจะมีการ “ประกาศในเร็วๆ นี้”

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทรัมป์เริ่มมีความขัดแย้งและหงุดหงิดในตัวบอนดีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นการจัดการเรื่อง “สำนวนคดีเอปสตีน”

สรุปข่าว

แพม บอนดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถูก โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลดจากตำแหน่ง อ้างว่าจะให้ไปรับบทบาทใหม่ในภาคเอกชนแทน แต่สื่อต่างประเทศรายงานว่า ทรัมป์เริ่มไม่พอใจการทำงานของบอนดี เรื่องการจัดการ “สำนวนคดีเอปสตีน”

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สั่งปลด แพม บอนดี พ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยทรัมป์โพสต์บน Truth Social ระบุว่า เธอจะเปลี่ยนผ่านไปรับบทบาทในภาคเอกชนแทน 

ทั้งนี้ บอนดี คือหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของทรัมป์ และเป็นผู้ปกป้องรัฐบาลอย่างเหนียวแน่น แต่ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา การดำรงตำแหน่งผู้นำกระทรวงยุติธรรมของเธอ ถูกบดบังด้วยเรื่องการเปิดเผยเอกสารคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน อันยุ่งเหยิง และยังต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับการจัดการสืบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง ยิงประชาชนเสียชีวิต 2 ราย ระหว่างการปะทะกันในเมืองมินนีแอโพลิส ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงไปทั่วประเทศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

บอนดีถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนที่สองในรัฐบาลทรัมป์ ที่ถูกปลดจากตำแหน่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อจาก คริสตี โนเอม ที่ถูกถอดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ ในเดือนมีนาคม โดย ทอดด์ แบลนช์ อดีตรองอัยการสูงสุด จะเข้ามารับตำแหน่งแทนบอนดี

ด้าน บอนดี กล่าวว่า เธอจะทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อส่งต่องานให้แก่แบลนช์ // การได้ดำรงตำแหน่งนี้ถือเป็น “เกียรติสูงสุด” ในชีวิต และเธอจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลนี้ต่อไป ในบทบาทใหม่ของเธอในภาคเอกชน ซึ่งเธอไม่ได้ระบุว่าคืออะไร

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นไม่ถึง 2 เดือน หลังจากบอนดีถูกไต่สวนในสภาคองเกรสอย่างดุเดือด // ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทรัมป์ยังออกโรงปกป้องบอนดี โดยกล่าวว่า “เธอเป็นคนที่ยอดเยี่ยมและกำลังทำหน้าที่ได้ดี” แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทรัมป์กลับประกาศเรื่องการปลดบอนดีออกจากตำแหน่งผ่าน Truth Social และบอกบทบาทใหม่ในภาคเอกชนของเธอนั้นจะมีการ “ประกาศในเร็วๆ นี้”

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทรัมป์เริ่มมีความขัดแย้งและหงุดหงิดในตัวบอนดีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นการจัดการเรื่อง “สำนวนคดีเอปสตีน”

ทั้งนี้เมื่อครั้งที่เธอสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 บอนดีได้ให้คำมั่นว่าจะสร้างความโปร่งใสในคดีเอปสตีน และรับปากว่าจะเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกค้าของมหาเศรษฐีรายนี้ แต่ในเวลาต่อมา กระทรวงยุติธรรมกลับแถลงว่า ไม่มีรายชื่อดังกล่าว 

ในท้ายที่สุด เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีเอปสตีนจำนวนหลายล้านฉบับก็ถูกเผยแพร่ออกมา แต่เป็นการเปิดเผยเนื่องจากถูกกดดันอย่างหนักจากหลายฝ่าย รวมถึงจากกลุ่มผู้สนับสนุนของนายทรัมป์เอง และเกิดขึ้นหลังจากที่สภาคองเกรสผ่านกฎหมายบังคับให้กระทรวงยุติธรรมต้องเปิดเผยบันทึกที่ไม่มีสถานะความลับต่อสาธารณะ

ที่มาข้อมูล : AFP

ที่มารูปภาพ : AFP