สรุปข่าว
หากกล่าวถึง “ภูมิภาคบอลติก (Baltics)” ในสายตาของสากลโลก แน่นอนว่า มักจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ภูมิภาคนอร์ดิก (Nordics)” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางครั้งบางที อาจมีการเหมารวมเป็นกลุ่มประเทศเดียวกันเสียด้วยซ้ำ
เมื่อแสงไม่ได้สาดส่องลงมายังบอลติกมากนัก ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “สร้างแบรนด์ประเทศ (Nation Branding)” ให้เกิดการรับรู้ในสายตาของสากลโลก โดยหนึ่งในประเทศแถบบอลติกที่สร้างสิ่งดังกล่าวขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง นั่นคือ “เอสโตเนีย (Estonia)”
เอสโตเนียมีชื่อเสียงในเรื่องของ “Digital Government” แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเอสโตเนียได้กระทำการควบคู่กัน นั่นคือการสร้างความ “ความโปร่งใส” สังเกตได้จากการขยับอันดับในดัชนีความโปร่งใสมากขึ้นตามลำดับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ตรงนี้ จึงเกิดเป็นคำถามว่า เพราะอะไร เอสโตเนียจึงพยายามสร้างแบรนด์ประเทศในสองลักษณะดังกล่าว ทั้งสองอย่างนี้มีความจำเป็นและความสำคัญต่อเอสโตเนียอย่างไรบ้าง
เอสโตเนียเป็น “ประเทศเล็ก (Small State)” ทั้งในเรื่องของอำนาจ ขนาดพื้นที่ ประชากร รวมไปถึงการรับรู้ (Recognition) ในประชาคมโลก ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ตามตำราความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเทศเล็ก ๆ มักจะ “มีประเด็น” ในเรื่องของ “ความไม่พอใจในสถานภาพ (Status Dissatisfaction)”
นั่นเพราะ ทุกประเทศล้วนมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่การที่ประเทศเล็กๆ จะไปสู่จุดนั้นได้ ย่อมยากลำบากกว่าประเทศใหญ่และประเทศกลาง ๆ หลายต่อหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของศักยภาพที่จะไปให้ถึง หรือในเรื่องของ “การสร้างการยอมรับ” ที่ต้องใช้ความสามารถและความพยายามอย่างมหาศาล
และนั่น ส่งผลมายังการสร้างแบรนด์ประเทศอีกทอดหนึ่ง เพราะอย่าลืมว่า การวางแผนก็เป็นเรื่องหนึ่ง หากมีแผนๆ ดี แต่ทำไม่ได้จริง ก็เป็นแค่ “เสือกระดาษ” หากไม่สามารถทำตามที่วางแผนได้
กระนั้น โลกไม่ได้ใจร้ายกับประเทศเล็กเสียทีเดียว เพราะมีบางสิ่งที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถที่จะสร้างแบรนด์และก้าวกระโดดขึ้นมาอยู่ในสายตาของชาวโลกได้ สิ่งนั้นก็คือ Digitalisation หรือการเปลี่ยนประเทศมาใช้ระบบดิจิทัลแบบถ้วนหน้า
นั่นเพราะ โลกสมัยใหม่ แข่งขันกันด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ แม้ไม่ได้เป็นประเทศใหญ่โต แต่หากเป็น “ผู้ริเริ่มคิดค้น” นวัตกรรมก็สามารถที่จะมีแสงไฟสาดส่องลงมาได้ ทั้งยังได้เปรียบกว่าการสะสมอาวุธ หัวรบนิวเคลียร์ หรือสรรพกำลังทางกลาโหม ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจใด ๆ อีกด้วย
เอสโตเนียก็เช่นเดียวกัน ภายหลังจากที่แยกตนออกมาจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย ประเทศนั้นเกิด “ความไม่มั่นคงเชิงตัวตน (Ontological [In] Security)” พยายามอย่างมากที่จะหา “ตัวตน (Identity)” ของตนเองให้พบ มาร์ท ลาร์ (Mart Laar) นายกรัฐมนตรีท่านแรกของประเทศ ได้เล็งเห็นว่า การเข้ามาของเทคโนโลยีได้ท้าทายเศรษฐกิจวางแผนจากส่วนกลางของโซเวียต จนทำให้ตลาดแบบคอมมิวนิสต์ล่มสลาย ดังนั้น สิ่งนี้อาจจะนำมาสร้างแบรนด์ประเทศให้เอสโตเนียได้
“Digital Nation ก็คือเป็นประเทศที่ใช้แต่ดิจิทัลในการให้บริการแก่ประชาชน เราจะต้องหาจุดเด่นของประเทศ นั่นคือ ดิจิทัล … ดิจิทัลมาในจังหวะที่พอดีที่ประเทศนี้กำลังมองหาสิ่งที่จะเป็นการแก้ปัญหาหลาย ๆ ปัญหาที่เขามีอยู่ … ประชากรเขาน้อย มัวแต่มีพนักงาน ต้องอยู่ประจำ สำนักงานโน่งนี่อะไรต่าง ๆ เป็นเรื่องต้องใช้บุคลากรมากมาย เขาไม่มี ดิจิทัล เป็นคำตอบในช่วงนั้นพอดี … เป็นเรื่องของความอยู่รอดของประเทศเขา ประชากรไม่ค่อยมี คอรัปชั่นเยอะ … จะสร้างจุดเด่นอะไรได้”
คำกล่าวของ ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์แห่งสาธารณรัฐเอสโตเนีย ประจำกรุงเทพมหานคร สะท้อนการสร้างการยอมรับด้วยการ Branding ตนเองเป็นประเทศแห่งดิจิทัลของเอสโตเนียอย่างดีที่สุด


และในไม่ช้า โครงการ “e-Estonia” จึงเกิดขึ้น โดยมีแก่นแกนหลักอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและพฤติกรรมของชาวเอสโตเนียทุกคน ให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ อย่าง e-ID Card, e-Passport, e-Pocket หรือ e-Government ที่ประชาชนสามารถทำเอกสารราชการเองได้ที่บ้าน ไม่ต้องมารอคิวทำเรื่องในหน่วยงานให้เสียเวลา
“พูดแต่ปากเรื่องทำ e-Government ง่าย แต่ความจริงยาก เป้าหมายสูงสุด เมื่อเข้าสู่ e-Government ของเอสโตเนียแล้วเนี่ย ผู้ไปใช้บริการจะมีความมั่นใจ 100% ว่าจะไม่ถูกแฮ็ก ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แม้กระทั่งเจ้าของข้อมูล กระทรวงนั้น กระทรวงนี้ ที่มีฐานข้อมูลเข้ามาเชื่อมร่วมกันก็ไม่สามารถเข้าไปดูข้อมูลต้องห้ามของประชาชนได้ เว้นเสียแต่ประชาชนมอบอำนาจให้ การเก็บข้อมูลเนี่ยจะต้องไม่สามารถถูกแฮ็คได้ 100% … ปักธงไปเลยว่า หากภายใน 3 ปียังไม่เกิดความเข้าใจในหลักการของดิจิทัล คุณก็ตกขบวน จำเป็นที่จะต้องมีการกัดฟัน เอาจริงเอาจังกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล จากนั้นมา สิ่งที่เกิดขึ้น ทุกอย่างที่อยู่ในกระทรวงต่าง ๆ ข้อมูลของรัฐบาลเนี่ย ก็จะเกิดความโปร่งใส”

ทั้งหมดนี้ เอสโตเนียพยายามสั่งสมบารมีมา แม้จะไม่ได้เป็นประเทศผู้คิดค้นหรือพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล แต่เป็นประเทศ “ที่ปฏิบัติและปรับใช้” นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้จริง ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างดีที่สุด
นับเป็นการสร้างแบรนด์ประเทศที่ได้ผลอย่างมาก ถึงขนาดที่หลายประเทศต้องมา “ศึกษาดูงาน” เลยทีเดียว
แต่ประเด็นเรื่องดิจิทัล กลับยังไม่เพียงพอต่อการสร้างแบรนด์ประเทศของเอสโตเนีย เพราะเอสโตเนียได้ก้าวล้ำไปอีกขั้น จากการพยายามที่จะสร้างความโปร่งใสให้ได้มากยิ่งขึ้น
ในดัชนีชี้วัดความโปร่งใสของโลก ปัจจุบัน เอสโตเนียอยู่ในอันดับที่ 12 ซึ่งพุ่งขึ้นสูงจากอันดับ 28 ในปี 2013 ถือได้ว่า ในระยะเวลาเพียง 10 ปี เอสโตเนียสามารถรังสรรค์ให้ตนเองมีความโปร่งใส่เพิ่มขึ้นถึง 16 อันดับ แซงหน้าประเทศมหาอำนาจและมหาอำนาจกลางบางประเทศเสียด้วยซ้ำ
ตรงนี้ เป็นความน่าสงสัยที่ว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว ประเทศเล็กที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มักจะมีปัญหาเรื่อง “การรวบอำนาจ (Centralised)” ของรัฐบาล เพื่อจะทำให้เกิดนโยบายที่เป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างถ้วนหน้า หากการเมืองเปิดกว้างมากเกินไป ก็จะไม่สามารถใช้ดิจิทัล ที่ถือว่าเป็น “ดาบสองคม” เรื่องการใช้งานได้
รวมไปถึงการที่รัฐบาลจัดการเรื่องดิจิทัลทุกสิ่งทุกอย่าง มักมีคำครหาว่าอาจจะเป็นการ “สอดส่องตรวจตรา (Surveillance)” ความลับของประชาชนได้โดยง่าย ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการ “ละเมิดความลับส่วนบุคคล” ของประชาชน
คำตอบเรื่องนี้ อยู่ที่ความเป็นดิจิทัลในตนเอง เพราะอย่าลืมว่า แม้รัฐบาลเอสโตเนียจะจัดหาและเป็นโต้โผเรื่องดิจิทัลในประเทศ แต่พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของหรือสร้าง “แพลตฟอร์ม” ของตนเอง
ดังนั้น ประชาชนย่อมมีสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงแพลตฟอร์มนั้น ๆ ได้ไม่ต่างกัน ทันทีที่รัฐบาล “เหลี่ยม” ใส่ประชาชน ประชาชนย่อมสามารถที่จะใช้ดิจิทัลให้เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบกลับได้ และเมื่อประชาชนหมดความเชื่อถือและคุมไม่ได้ รัฐบาลก็ไม่อาจจะอยู่ได้เช่นกัน
เมื่อรัฐบาลเอสโตเนียเลือกเดินเส้นทางนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็น “สภาวะเส้นทางบังคับ (Path Dependence)” ที่หมายถึง เมื่อคิดจะใช้ดิจิทัล ก็จะต้องสร้างความโปร่งใส เพื่อให้การสร้างแบรนด์ประเทศยังคงมีความสอดคล้องกับสิ่งที่อยากให้เป็น
“แต่สิ่งที่เขาจะปิดก็คือ ข้อมูลด้านความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) อันนี้ดูไม่ได้แน่นอน หากแต่เป็นเรื่องปกติ เช่นโฉนดที่ดิน การจดทะเบียนบริษัท การหย่าร้าง การแต่งงาน การเสียภาษี หรืออะไรต่าง ๆ เนี่ย ทุกอย่างอยู่ในนั้น … ประชาชน พวกเราที่เป็น Watchdog คอยดูว่ามีการโกงที่ไหน หรืออะไรต่าง ๆ ไม่ต้องไปยื่นเรื่อง ก็สามารถไปดูได้”


ความน่าสนใจของเอสโตเนียในประเด็นนี้ อยู่ที่ มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ยังต้องกระทำการ “ผ่านกระดาษ” นั่นคือ “การหย่าร้าง” เพราะรัฐบาลกังวลเรื่องของการแบ่งสินสมรส การรับมรดก และการฉ้อฉล เหลี่ยมทางกฏหมาย แต่นอกนั้น 99.99% เป็นดิจิทัลทั้งหมด
และยังมีเรื่องตลกร้ายอีกว่า คู่แต่งงานหนึ่ง เจ้าบ่าวให้เพื่อนที่เป็นข้าราชการ ไปสืบข้อมูลเชิงลึกของเจ้าสาว จนเจ้าสาวไม่พอใจ ถึงขั้นฟ้องร้อง จนติดคุกติดตาราง เรื่องนี้ แม้จะเป็นเหมือนด้านมืดของดิจิทัล ในแง่ของการปกป้อง “สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล” ไม่ควรนำมาล้อเล่น แต่ก็แสดงให้เห็นถึง Digitalised อย่างแท้จริง
เมื่อหมดกังวลเรื่องความปลอดภัยในดิจิทัล ทำให้ในช่วงหลัง เอสโตเนียจึงเกิด “e-Democracy” ขึ้น ในเรื่องของการเปิดเผยเอกสารชั้นความลับทางราชการ
(Confidential Archives) ให้ประชาชนได้รับทราบ หรือกระทั่งการลงคะแนนเสียงแบบ e-Election ก็สามารถที่จะตรวจสอบระบบได้แบบเปิดเผย ไร้กังวลเรื่องบัตรเขย่งแน่นอน
และนี่คือทั้งหมดของเอสโตเนีย ประเทศเล็ก ๆ ที่พยายามจะสร้างแบรนด์ประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล นำมาซึ่งความโปร่งใสเป็นแพ็คเกจคู่กันได้อย่างลงตัว
นับเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย ในยุทธศาสตร์ชาติที่เน้นหนักเรื่อง Thailand 4.0 ว่าท้ายที่สุดแล้ว ตัวตนของประเทศเรา อยากที่จะมีช่องทางให้เกิดกระบวนการทำให้เป็นดิจิทัลหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด


ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand