นายกฯ ชู “Reinvent Thailand” ยกเครื่องประเทศ เสริมแกร่งเศรษฐกิจ รับมือโลกผันผวน

Share on Line Share on Facebook Share on X
นายกฯ ชู “Reinvent Thailand”  ยกเครื่องประเทศ  เสริมแกร่งเศรษฐกิจ รับมือโลกผันผวน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Reinvent Thailand โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า คำว่า Reinvent เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่มาทบทวน ปรับเปลี่ยน และพัฒนาองค์ประกอบใหม่ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น Reinvent Thailand จึงหมายถึงการยกเครื่องประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก


นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางไปเยือนต่างประเทศ และหารือกับผู้นำทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจในหลายเวที ทำให้เห็นทิศทางของประเทศต่าง ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งล้วนสะท้อนถึงแนวคิดความยืดหยุ่น และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง (Resilience) กล่าวคือ ประเทศต้องสร้างความเข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน พร้อมกับแสวงหาความร่วมมือจากนานาประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก


แนวคิดดังกล่าว สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประเทศไทยได้นำเสนอผ่าน Thailand Pavilion ในการประชุม IMF-World Bank ครั้งล่าสุด และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก นายกรัฐมนตรี ระบุว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ไม่ได้สอนให้หยุดพัฒนา ปิดประเทศ หรือปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการส่งเสริมให้พัฒนาอย่างรู้เท่าทัน รู้จักความพอดี และเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง โดยใช้ความรู้ควบคู่กับความรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางของโลกในปัจจุบัน



นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สังคมสูงวัย และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนส่งผลต่อรูปแบบการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ รัฐบาลจึงมุ่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน โดยให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Reinvent Energy) การปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ (Reinvent Economy) และการพัฒนาทุนมนุษย์ (Reinvent People) พร้อมเพิ่มเติมอีกหนึ่งด้านที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนทั้ง 3 ด้าน คือ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง (Reinvent Politics)


สำหรับความมั่นคงทางพลังงาน เป็นประเด็นที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญ ซึ่งเป็นที่มาของนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ที่รัฐบาลกำหนดไว้ตั้งแต่การแถลงนโยบาย และล่าสุดได้เดินหน้าโครงการ โซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการส่งเสริมพลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเท่านั้น แต่ต้องการให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้พลังงาน และบริหารจัดการค่าใช้จ่ายของตนเอง ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของประเทศ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานที่เริ่มต้นจากระดับครัวเรือน


สำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งเพิ่มเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พร้อมเร่งวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Centre) เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านดิจิทัลและ AI


อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการทบทวนกฎระเบียบ การปฏิรูปกฎหมาย และการปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจึงต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเอื้อต่อการติดต่อประสานงานกับภาครัฐมากยิ่งขึ้น

สรุปข่าว

นายกฯ เปิดยุทธศาสตร์ “Reinvent Thailand” ยกเครื่องประเทศ 4 ด้าน ได้แก่ พลังงาน เศรษฐกิจ ทุนมนุษย์ และการเมือง มุ่งสร้างความมั่นคง เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Reinvent Thailand โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า คำว่า Reinvent เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่มาทบทวน ปรับเปลี่ยน และพัฒนาองค์ประกอบใหม่ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น Reinvent Thailand จึงหมายถึงการยกเครื่องประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก


นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางไปเยือนต่างประเทศ และหารือกับผู้นำทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจในหลายเวที ทำให้เห็นทิศทางของประเทศต่าง ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งล้วนสะท้อนถึงแนวคิดความยืดหยุ่น และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง (Resilience) กล่าวคือ ประเทศต้องสร้างความเข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน พร้อมกับแสวงหาความร่วมมือจากนานาประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก


แนวคิดดังกล่าว สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประเทศไทยได้นำเสนอผ่าน Thailand Pavilion ในการประชุม IMF-World Bank ครั้งล่าสุด และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก นายกรัฐมนตรี ระบุว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ไม่ได้สอนให้หยุดพัฒนา ปิดประเทศ หรือปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการส่งเสริมให้พัฒนาอย่างรู้เท่าทัน รู้จักความพอดี และเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง โดยใช้ความรู้ควบคู่กับความรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางของโลกในปัจจุบัน



นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สังคมสูงวัย และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนส่งผลต่อรูปแบบการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ รัฐบาลจึงมุ่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน โดยให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Reinvent Energy) การปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ (Reinvent Economy) และการพัฒนาทุนมนุษย์ (Reinvent People) พร้อมเพิ่มเติมอีกหนึ่งด้านที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนทั้ง 3 ด้าน คือ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง (Reinvent Politics)


สำหรับความมั่นคงทางพลังงาน เป็นประเด็นที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญ ซึ่งเป็นที่มาของนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ที่รัฐบาลกำหนดไว้ตั้งแต่การแถลงนโยบาย และล่าสุดได้เดินหน้าโครงการ โซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการส่งเสริมพลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเท่านั้น แต่ต้องการให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้พลังงาน และบริหารจัดการค่าใช้จ่ายของตนเอง ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของประเทศ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานที่เริ่มต้นจากระดับครัวเรือน


สำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งเพิ่มเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พร้อมเร่งวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Centre) เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านดิจิทัลและ AI


อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการทบทวนกฎระเบียบ การปฏิรูปกฎหมาย และการปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจึงต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเอื้อต่อการติดต่อประสานงานกับภาครัฐมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นแนวทางส่งเสริม และอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน พร้อมกับการผลักดันการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ


พร้อมย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากประชาชนไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการทำงานมากขึ้น ซึ่ง AI ส่งผลให้งานบางประเภทลดลง แต่ขณะเดียวกันก็สร้างงานและความต้องการทักษะรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย


รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้ และสามารถใช้ประโยชน์จาก AI พร้อมทำงานร่วมกับสถานศึกษา นายจ้าง และผู้ประกอบการ เพื่อให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตจริงและความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน


นอกจากนี้ ในการหารือและเจรจาความร่วมมือ ด้านการค้าการลงทุนกับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างประโยชน์ให้แก่คนไทย ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุน โดยพิจารณาถึงจำนวนการจ้างงานคนไทย แผนการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในประเทศ เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศช่วยพัฒนาทักษะ และเพิ่มศักยภาพของบุคลากรไทยไปพร้อมกัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การยกเครื่องประเทศไทยทั้ง 3 ด้านดังกล่าวเดินหน้าได้ คือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง (Reinvent Politics) มุ่งสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง รวมถึงการตรวจสอบที่มุ่งประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่การใช้วาทกรรมหรือข่าวปลอม (Fake News) เพื่อสร้างความเกลียดชัง หรือขัดขวางการทำงานของฝ่ายตรงข้าม


ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยุติการวิพากษ์วิจารณ์หรือการตรวจสอบ แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายมุ่งเน้นเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โดยการทำงานทางการเมืองและการสื่อสารระหว่างกันควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าและพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การยกเครื่องประเทศไทย ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นภารกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันคิดและร่วมกันทำ โดยนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาประสานเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ เพื่อสร้างประเทศไทยที่มีความมั่นคง และพร้อมรับมือกับโลกยุคเศรษฐกิจใหม่

ที่มาข้อมูล : Ryt9.com

ที่มารูปภาพ : TNN Wealth