ประกันสังคมเพิ่มค่ารักษา อัพไซด์กำไร กลุ่มโรงพยาบาลแค่ไหน?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ประกันสังคมเพิ่มค่ารักษา อัพไซด์กำไร กลุ่มโรงพยาบาลแค่ไหน?

กลุ่มโรงพยาบาลมีปัจจัยบวกต่อเนื่อง หลังโบรกเกอร์ประเมินทั้งการทบทวนอัตราค่าบริการทางการแพทย์ของประกันสังคม และการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มช่วยหนุนผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2569


บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างทบทวนอัตราค่าบริการทางการแพทย์ที่จ่ายให้โรงพยาบาลคู่สัญญา ทั้งค่าเหมาจ่ายรายหัว การรักษาโรคเรื้อรัง และโรคที่มีความซับซ้อน โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันที่ 24 ต.ค. 2569 ขณะที่ค่าเหมาจ่ายรายหัวปัจจุบันอยู่ที่ 1,808 บาทต่อคนต่อปี


แม้ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับอัตราที่จะปรับเพิ่มและวันเริ่มมีผลบังคับใช้ แต่หยวนต้ามองว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มโรงพยาบาล เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับค่าบริการมีต้นทุนส่วนเพิ่มจำกัด จึงมีโอกาสช่วยเพิ่มอัตรากำไรและกำไรสุทธิ


จากการประเมิน หากค่าเหมาจ่ายรายหัวเพิ่มขึ้น 1% จะช่วยหนุนกำไรของ RJH ราว 3.1%, BCH 2.6%, CHG 1.91%, CMR 0.36% และ BDMS 0.16% ขณะที่กรณีปรับเพิ่ม 5% จะช่วยหนุนกำไรราว 15.3%, 13.0%, 9.55%, 1.81% และ 0.81% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้ถูกรวมในประมาณการกำไรจนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องอัตราใหม่และวันเริ่มใช้

สรุปข่าว

กลุ่มโรงพยาบาลได้แรงหนุนจากประกันสังคมทบทวนเพิ่มค่าบริการทางการแพทย์ และผู้ป่วยตะวันออกกลางฟื้นตัว หนุนกำไรมีโอกาสเติบโตและเพิ่มอัพไซด์ โดยคาดกำไรไตรมาส 3/69 แข็งแกร่งจากผู้ป่วยต่างชาติและเคสซับซ้อนที่กลับมาเพิ่มขึ้น

กลุ่มโรงพยาบาลมีปัจจัยบวกต่อเนื่อง หลังโบรกเกอร์ประเมินทั้งการทบทวนอัตราค่าบริการทางการแพทย์ของประกันสังคม และการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มช่วยหนุนผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2569


บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างทบทวนอัตราค่าบริการทางการแพทย์ที่จ่ายให้โรงพยาบาลคู่สัญญา ทั้งค่าเหมาจ่ายรายหัว การรักษาโรคเรื้อรัง และโรคที่มีความซับซ้อน โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันที่ 24 ต.ค. 2569 ขณะที่ค่าเหมาจ่ายรายหัวปัจจุบันอยู่ที่ 1,808 บาทต่อคนต่อปี


แม้ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับอัตราที่จะปรับเพิ่มและวันเริ่มมีผลบังคับใช้ แต่หยวนต้ามองว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มโรงพยาบาล เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับค่าบริการมีต้นทุนส่วนเพิ่มจำกัด จึงมีโอกาสช่วยเพิ่มอัตรากำไรและกำไรสุทธิ


จากการประเมิน หากค่าเหมาจ่ายรายหัวเพิ่มขึ้น 1% จะช่วยหนุนกำไรของ RJH ราว 3.1%, BCH 2.6%, CHG 1.91%, CMR 0.36% และ BDMS 0.16% ขณะที่กรณีปรับเพิ่ม 5% จะช่วยหนุนกำไรราว 15.3%, 13.0%, 9.55%, 1.81% และ 0.81% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้ถูกรวมในประมาณการกำไรจนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องอัตราใหม่และวันเริ่มใช้

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญของกลุ่มโรงพยาบาลคือ การฟื้นตัวของผู้ป่วยตะวันออกกลาง โดยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางในเดือน ก.ย. 2569 เพิ่มขึ้น 18.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ลดลง 43.1% จากเดือนก่อนหน้าตามปัจจัยฤดูกาล ส่งผลให้ไตรมาส 3/69 เพิ่มขึ้น 12.9% จากปีก่อน และ 142.4% จากไตรมาสก่อน


การฟื้นตัวดังกล่าวสะท้อนว่าการเดินทางเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และเป็นสัญญาณบวกต่อจำนวนผู้ป่วยต่างชาติของโรงพยาบาลเอกชน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ชำระเงินเอง ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้และอัตรากำไร

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่กลับมาใช้บริการส่วนใหญ่เป็น เคสซับซ้อนและโรคร้ายแรง ซึ่งมีรายได้ต่อเคสและมาร์จิ้นสูง ทำให้กำไรของโรงพยาบาลมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วกว่ารายได้ โดยกลุ่มผู้ป่วยจาก UAE และซาอุดีอาระเบียมีแนวโน้มเติบโตเด่น ขณะที่จำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นยังเป็นปัจจัยสนับสนุน


เอเซีย พลัสประเมินว่า กำไรปกติของกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนในไตรมาส 3/69 มีโอกาสแข็งแกร่งที่สุดของปี จากการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ ประกอบกับผู้ป่วยไทยที่เพิ่มขึ้นจากโรคไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 รวมถึงการกลับมาของผู้ป่วยโรคซับซ้อน ขณะที่ผลกระทบจากน้ำท่วมกรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 24-26 ก.ย. คาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด


โดยรวมแล้ว กลุ่มโรงพยาบาลยังมีปัจจัยหนุนทั้งจาก รายได้ประกันสังคมที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ ทำให้ตลาดจับตาอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรในระยะถัดไป โดยเฉพาะหากการปรับอัตราค่าบริการทางการแพทย์มีความชัดเจนมากขึ้น