"iPhone" มือถือเปลี่ยนโลกของ Apple สู่ Tech Ecosystem ล้านล้านดอลลาร์

Share on Line Share on Facebook Share on X
"iPhone" มือถือเปลี่ยนโลกของ Apple สู่ Tech Ecosystem ล้านล้านดอลลาร์

ถ้าจะพูดถึงสินค้านวัตกรรมที่เปลี่ยนเศรษฐกิจโลกได้อย่างสิ้นเชิง หลาย ๆ คนอาจจะคิดถึงคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเชื่อได้เลยว่าเมื่อพูดถึงโทรศัพท์มือถือ "iPhone" คือหนึ่งในสินค้าที่หลายคนมองว่าสามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากโทรศัพท์มือถือราคาเครื่องละ 499 ดอลลาร์ ที่วางขายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2007 หรือเมื่อ 19 ปีที่แล้วเป็นครั้งแรก iPhone ในเวลานั้น Apple ตั้งราคาสำหรับรุ่น 4GB ที่ 499 ดอลลาร์ และรุ่น 8GB ที่ 599 ดอลลาร์ พร้อมสัญญาใช้งานเครือข่าย AT&T

สรุปข่าว

จากโทรศัพท์ 499 ดอลลาร์ สู่ Ecosystem หลายล้านล้านดอลลาร์ iPhone เป็นเหมือนเครื่องจักรสำคัญที่เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะ iPhone กลายเป็นมากกว่า Smartphone มากกว่า AI Device แต่กลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตนของผู้ใช้งาน กลายเป็นเศรษฐกิจที่โลกนี้อาจจะขาดไม่ได้อีกต่อไป

ถ้าจะพูดถึงสินค้านวัตกรรมที่เปลี่ยนเศรษฐกิจโลกได้อย่างสิ้นเชิง หลาย ๆ คนอาจจะคิดถึงคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเชื่อได้เลยว่าเมื่อพูดถึงโทรศัพท์มือถือ "iPhone" คือหนึ่งในสินค้าที่หลายคนมองว่าสามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากโทรศัพท์มือถือราคาเครื่องละ 499 ดอลลาร์ ที่วางขายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2007 หรือเมื่อ 19 ปีที่แล้วเป็นครั้งแรก iPhone ในเวลานั้น Apple ตั้งราคาสำหรับรุ่น 4GB ที่ 499 ดอลลาร์ และรุ่น 8GB ที่ 599 ดอลลาร์ พร้อมสัญญาใช้งานเครือข่าย AT&T

หากมองจากวันนี้ iPhone ราคา 499 ดอลลาร์ อาจไม่ได้ดูสูงมากสำหรับสมาร์ตโฟนระดับเรือธง แต่ในปี 2007 แตกต่างออกไป iPhone ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ของ Apple เพราะบริษัทกำลังเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์มือถือที่มีผู้เล่นรายใหญ่จำนวนมากอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับเปลี่ยนเศรษฐกิจของ Apple ไปตลอดกาล

เพียง 74 วันหลังเปิดตัว Apple ขาย iPhone ได้ครบ 1 ล้านเครื่อง และภายในสิ้นปีงบประมาณ 2007 ยอดขายสะสมอยู่ที่ 1.389 ล้านเครื่อง จากโทรศัพท์ 1 ล้านเครื่องในปีแรก วันนี้ Apple มีฐานอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ทั่วโลกมากกว่า 2.5 พันล้านเครื่อง และ iPhone กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของ Ecosystem ดังกล่าว

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของโทรศัพท์มือถือ แต่คือเรื่องราวของ การสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ Apple ไม่ได้ขายแค่โทรศัพท์มือถือ แต่สิ่งที่ทำให้ iPhone แตกต่างจากโทรศัพท์ในยุคนั้น คือชายที่ชื่อว่า "Steve Jobs" เค้าได้อธิบายว่า iPhone ว่าเป็นการรวมโทรศัพท์มือถือเข้ากับ iPod และอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้าไว้ในเครื่องเดียว พร้อมระบบ Multi-Touch ที่เปลี่ยนวิธีใช้งานโทรศัพท์มือถือ

นั่นหมายความว่า Apple กำลังเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ธรรมดา ให้กลายเป็นแพลตฟอร์ม และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จริง ๆ เกิดขึ้นในเวลาต่อมา เมื่อ iPhone มี App Store นักพัฒนาทั่วโลกสามารถสร้างธุรกิจขึ้นมาบนโทรศัพท์ของ Apple ตั้งแต่ เกม, แอปธนาคาร, Social Media หรืออะไรก็ตามที่เราจะนึกถึงได้ สิ่งเหล่านั้นกลายเป็น Application ได้เกือบทั้งหมด

โทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องจึงไม่ได้สร้างมูลค่าเฉพาะตอนที่ขายเครื่อง แต่สามารถสร้างมูลค่าต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน และนี่คือจุดเริ่มต้นของ “iPhone Economy”

ช่วงปี 2008–2010 เป็นช่วงที่ iPhone เริ่มเปลี่ยนสถานะจากสินค้าใหม่ กลายเป็นแพลตฟอร์มระดับโลก การเปิดตัว App Store ทำให้เกิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่สำคัญมาก Apple ขาย Hardware นักพัฒนาขาย Software ผู้ใช้จ่ายเงินซื้อ Apps และ Services ส่วน Apple ได้ส่วนแบ่งจาก Ecosystem ดังนั้น Apple ไม่จำเป็นต้องสร้างทุกแอปเอง บริษัทเพียงสร้างตลาด และควบคุมระบบปฏิบัติการ ยิ่งมีผู้ใช้มาก นักพัฒนาก็ยิ่งอยากเข้ามา ยิ่งมีแอปมาก ผู้บริโภคก็ยิ่งอยากใช้ iPhone เกิดเป็น Network Effect

ช่วงปี 2010–2015 คือช่วงที่ iPhone ก้าวจากสินค้าพรีเมียมไปสู่ตลาดขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus การเพิ่มขนาดหน้าจอทำให้ iPhone สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการใช้โทรศัพท์แทนคอมพิวเตอร์บางส่วน โดยในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2015 Apple ขาย iPhone ได้ถึง 74.5 ล้านเครื่องในไตรมาสเดียว ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในเวลานั้น และเมื่อ iPhone 6s เปิดตัวในปี 2015 Apple สามารถขาย iPhone 6s และ 6s Plus ได้มากกว่า 13 ล้านเครื่องภายใน 3 วันแรก

และการเปิดตัว iPhone X ในปี 2017 สิ่งที่ Apple กำลังสร้างปรากฎการณ์ให้กับตลาดคือ "ความพรีเมียม” หลังจากตลาด Smartphone เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว Apple เริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์ จากเดิมที่แข่งขันด้วยจำนวนเครื่อง ไปสู่การเพิ่มมูลค่าต่อเครื่อง iPhone X เปิดตลาดด้วยราคาที่สูงกว่ารุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน และเป็นสัญญาณว่า Apple สามารถทำให้ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับประสบการณ์ที่แตกต่าง ผลทางเศรษฐกิจจึงตกมาอยู่ที่ Average Selling Price หรือ ASP ที่เพิ่มขึ้น นี่เป็นโมเดลสำคัญของ Apple จนถึงปัจจุบัน

ปี 2018 เป็นปีที่ iPhone ได้สร้างเศรษฐกิจขึ้นมาแล้ว โดย Apple ระบุว่าในปีนั้น ได้จัดส่งอุปกรณ์ที่ใช้ iOS ครบ 2 พันล้านเครื่อง และ App Store มีอายุครบ 10 ปี ขณะเดียวกัน ฐานผู้ใช้อุปกรณ์ Apple เพิ่มขึ้นจนแตะ 1.3 พันล้านเครื่อง ในต้นปี 2018

Apple จึงมีสิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีทุกบริษัทต้องการมากที่สุด นั่นคือ Installed Base หรือฐานผู้ใช้งานที่มีอยู่แล้ว เพราะเมื่อคนมี iPhone อยู่ในมือแล้ว Apple สามารถขายสินค้าและบริการอื่นเพิ่มเติมได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น iPhone, AirPods, Apple Watch, iCloud, Apple Music ไปจนถึง Apple TV+ เศรษฐกิจของ Apple จึงเริ่มเปลี่ยนจากขายสินค้า เป็นการสร้างรายได้จากลูกค้าตลอดอายุการใช้งาน

และเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปอีกขั้น Smartphone เริ่มมีความสามารถใกล้เคียงคอมพิวเตอร์มากขึ้น Apple ให้ความสำคัญกับการออกแบบชิปของตัวเองมากขึ้น "A-Series" จึงไม่ได้เป็นเพียงชิปโทรศัพท์มือถือ แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้ Apple ควบคุมประสบการณ์ทั้งหมดได้ครบวงจร

จนถึงการเข้าสู่ยุค AI ความสำคัญของชิปยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะ AI บนโทรศัพท์ต้องใช้ทั้ง CPU, GPU, Neural Engine, Memory, Storage และ Software ให้ทำงานร่วมกันด้วยประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น Smartphone รุ่นใหม่จึงเริ่มกลายเป็น AI Computer ที่อยู่ในกระเป๋า

ขณะที่อีกตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจคือ Apple รายงานว่าในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2026 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 27 ธันวาคม 2025 บริษัทมีรายได้รวมถึง 1.44 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน และ iPhone ทำสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสดังกล่าว ส่วนไตรมาสถัดมา Apple ยังรายงานรายได้รวม 1.11 แสนล้านดอลลาร์ และ iPhone ทำสถิติรายได้สูงสุดสำหรับไตรมาสเดือนมีนาคมอีกครั้ง

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้ตลาด Smartphone ทั่วโลกจะเติบโตไม่มากเหมือนในอดีต แต่ Apple ยังสามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาลจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ อีกสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่ายอดขายของ iPhone คือตลาด Smartphone ทั่วโลกในปี 2025 มีการจัดส่งประมาณ 1.26 พันล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 3% จากปี 2024 ตามข้อมูลของ Counterpoint Research

แต่ในไตรมาสแรกปี 2025 Apple มีส่วนแบ่งการจัดส่งประมาณ 19% ของตลาดโลก ขณะที่ Samsung อยู่ที่ 20% นั่นหมายความว่า Apple ไม่จำเป็นต้องครองตลาด Smartphone ทั้งหมดเพื่อสร้างมูลค่ามหาศาล เพราะ Apple เน้นตลาด Premium ซึ่งสร้างรายได้ต่อเครื่องสูงกว่า นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Market Share อาจจะมีพลังน้อยกว่า Economic Value

จุดที่สะท้อนพลังทางเศรษฐกิจของ iPhone Ecosystem ได้ดีที่สุดในปัจจุบันคือ Apple ประกาศเมื่อต้นปี 2026 ว่า ฐานอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ทั่วโลกมีมากกว่า 2.5 พันล้านเครื่อง และผู้ใช้หนึ่งคนอาจกลายเป็นลูกค้าของ Apple หลายผลิตภัณฑ์ และทุกอุปกรณ์เชื่อมต่อกันผ่าน Software และ Services นี่คือสิ่งที่ทำให้ Apple มี Customer Lifetime Value สูง

และปรากฎการณ์ก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้งในเดือนกันยายน 2026 เมื่อ Apple เปิดตัว iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max พร้อมกับ iPhone รุ่นใหม่แบบพับได้ iPhone Duo ซึ่งเป็นการเข้าสู่ตลาด Foldable ของ Apple เป็นครั้งแรก ที่น่าสนใจคือ iPhone 18 ไม่ได้ถูกเปิดตัวพร้อมกันทุกโมเดลเหมือนรูปแบบเดิม รุ่น Pro เปิดตัวในเดือนกันยายน 2026 ขณะที่ iPhone 18 รุ่นมาตรฐานคาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปี 2027

ส่วน iPhone Duo มีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 1,999 ดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Apple กำลังทดลองขยาย “เพดานราคา” ของ iPhone ไปสู่ตลาด Premium ระดับใหม่ นับเป็นความท้าทายของ Apple ที่จะยังสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อผู้ใช้หนึ่งคนได้อีกมากแค่ไหน

เมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อ 19 ปีที่แล้ว จากโทรศัพท์ 499 ดอลลาร์ สู่ Ecosystem หลายล้านล้านดอลลาร์ iPhone เป็นเหมือนเครื่องจักรสำคัญที่เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกไปอย่างสิ้นเชิง และการเปลี่ยนแปลงนี้จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน เพราะ iPhone กลายเป็นมากกว่า Smartphone มากกว่า AI Device แต่กลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตนของผู้ใช้งาน กลายเป็นเศรษฐกิจที่โลกนี้อาจจะขาดไม่ได้อีกต่อไป

ที่มาข้อมูล : Apple, Reuters, Forbes

ที่มารูปภาพ : TNN

Content สายการเงินตัวจริง รอบด้าน ด้วยประสบการณ์แนะนำการลงทุนบล.ชั้นนำ รู้ลึกด้วย Certificate วางแผนการเงิน และวิเคราะห์การลงทุน