จบมาไม่มีงานให้ทำ! เด็กจบใหม่เคว้ง "ฟิลิปปินส์" ว่างงานพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี
ใกล้ตัวไทยแค่ไหน? "ฟิลิปปินส์" คนว่างงานพุ่ง 3.14 ล้าน! สูงสุดรอบ 4 ปี เด็กจบใหม่เคว้ง ภาคธุรกิจไร้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ ไม่อยากจ้างคนเพิ่ม!
ฟิลิปปินส์เจอแรงกระแทกตลาดแรงงาน อัตราว่างงานพุ่ง 6% สูงสุดในรอบ 4 ปี คนตกงานทะลุ 3.14 ล้านคน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวและเด็กจบใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ตำแหน่งงานกลับมีไม่เพียงพอ
สำนักงานสถิติฟิลิปปินส์ หรือ PSA เปิดเผยว่า เดือนกรกฎาคม 2569 อัตราว่างงานอยู่ที่ 6% เพิ่มจาก 5.3% ในเดือนเดียวกันปีก่อน และเพิ่มจาก 4.7% ในเดือนเมษายน ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี มีคนว่างงานมากกว่า 3.14 ล้านคน
แต่ตัวเลขที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่ 6% เพราะฟิลิปปินส์กำลังเจอแรงกดดันจากคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 15–24 ปี ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงานพร้อมกัน
พูดง่าย ๆ คือ คนรุ่นใหม่เรียนจบออกมาพร้อม ๆ กัน ก็ต้องหางานพร้อม ๆ กัน แต่ปัญหาคือตลาดแรงงานโตไม่ทันคน และมีตำแหน่งงานใหม่ไม่มากพอที่จะรองรับแรงงานทั้งหมด
เศรษฐกิจโตไม่ทันคน สร้างงานไม่ทันคน
ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “เด็กจบใหม่หางานไม่ได้” แต่สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่กำลังโตช้าลง และการสร้างงานใหม่ที่ไม่ทันกับจำนวนคนที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน
ล่าสุดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ไตรมาส 2 ปีนี้โตเพียง 2.3% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมหดตัว 2.4% ส่วนภาคบริการยังโต 4.5% และภาคเกษตรโต 2.7% ที่น่าจับตาคือการลงทุนรวม หรือ Gross Capital Formation หดตัวถึง 9.2%
เพราะการลงทุนวันนี้ คือโรงงานใหม่ ธุรกิจใหม่ เครื่องจักรใหม่ และตำแหน่งงานใหม่ในวันข้างหน้า เมื่อการลงทุนชะลอ การสร้างงานใหม่ก็มีโอกาสชะลอตาม
ธุรกิจเองก็ไม่มั่นใจ ลดแผนรับคนเพิ่ม
อีกหนึ่งสัญญาณเตือนคือความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ หรือ BSP เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเดือนกรกฎาคม พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นร่วงจาก 0% ลงไปที่ -20.3%
หมายความว่า บริษัทที่มองเศรษฐกิจในแง่ลบมีมากกว่าบริษัทที่มองบวกอย่างชัดเจน สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลเรื่องสงครามและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อ
ที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงานโดยตรงคือ บริษัทที่วางแผนจะจ้างพนักงานเพิ่มมีจำนวนลดลง เพราะธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจข้างหน้าจะโตช้าลง ขณะที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง
ไม่ใช่ “ไม่มีงาน” เลย แต่คือ “ไม่มีงานที่ดี ไม่มีงานที่ใช่”
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกว่าอัตราว่างงาน 6% ไม่ได้หมายความว่าฟิลิปปินส์ไม่มีงานเลย เพราะฟิลิปปินส์ยังมีคนทำงานมากถึง 49.21 ล้านคน และภาคบริการยังเป็นนายจ้างรายใหญ่ที่สุด คิดเป็นเกือบ 63% ของการจ้างงานทั้งหมด
แต่ปัญหาคือ “งานที่มี” อาจไม่ใช่งานที่คนต้องการ ข้อมูลเดือนกรกฎาคมพบว่า คนที่ต้องการชั่วโมงทำงานเพิ่ม หรือต้องการงานเพิ่ม มีมากถึง 6.33 ล้านคน หรือประมาณ 12.9% ของผู้มีงานทำ
ภาวะนี้เรียกว่า “Underemployment” หรือการทำงานต่ำกว่าระดับที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานไม่เต็มศักยภาพ ชั่วโมงทำงานไม่พอ หรือรายได้ต่ำกว่าที่คาดหวัง พูดง่าย ๆ ปัญหาจริงอาจไม่ใช่ “ไม่มีงาน” แต่อาจเป็น “ไม่มีงานที่ใช่” โดยเฉพาะในแง่รายได้และเงินเดือน
ธนาคารโลก หรือ World Bank เคยเตือนถึงช่องว่างระหว่าง “งานที่คนมีทักษะสามารถทำได้” กับ “งานที่เศรษฐกิจสร้างขึ้นจริง”
ฟิลิปปินส์จึงไม่ได้มีแค่ปัญหาคนตกงาน แต่ยังมีคนที่มีงานทำแต่รายได้ต่ำ เพราะงานที่มีผลิตภาพสูงและให้ค่าตอบแทนดียังมีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ยังขาดทักษะให้ตรงกับเศรษฐกิจยุคใหม่
สรุปข่าว
ใกล้ตัวไทยแค่ไหน? "ฟิลิปปินส์" คนว่างงานพุ่ง 3.14 ล้าน! สูงสุดรอบ 4 ปี เด็กจบใหม่เคว้ง ภาคธุรกิจไร้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ ไม่อยากจ้างคนเพิ่ม!
ฟิลิปปินส์เจอแรงกระแทกตลาดแรงงาน อัตราว่างงานพุ่ง 6% สูงสุดในรอบ 4 ปี คนตกงานทะลุ 3.14 ล้านคน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวและเด็กจบใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ตำแหน่งงานกลับมีไม่เพียงพอ
สำนักงานสถิติฟิลิปปินส์ หรือ PSA เปิดเผยว่า เดือนกรกฎาคม 2569 อัตราว่างงานอยู่ที่ 6% เพิ่มจาก 5.3% ในเดือนเดียวกันปีก่อน และเพิ่มจาก 4.7% ในเดือนเมษายน ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี มีคนว่างงานมากกว่า 3.14 ล้านคน
แต่ตัวเลขที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่ 6% เพราะฟิลิปปินส์กำลังเจอแรงกดดันจากคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 15–24 ปี ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงานพร้อมกัน
พูดง่าย ๆ คือ คนรุ่นใหม่เรียนจบออกมาพร้อม ๆ กัน ก็ต้องหางานพร้อม ๆ กัน แต่ปัญหาคือตลาดแรงงานโตไม่ทันคน และมีตำแหน่งงานใหม่ไม่มากพอที่จะรองรับแรงงานทั้งหมด
เศรษฐกิจโตไม่ทันคน สร้างงานไม่ทันคน
ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “เด็กจบใหม่หางานไม่ได้” แต่สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่กำลังโตช้าลง และการสร้างงานใหม่ที่ไม่ทันกับจำนวนคนที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน
ล่าสุดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ไตรมาส 2 ปีนี้โตเพียง 2.3% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมหดตัว 2.4% ส่วนภาคบริการยังโต 4.5% และภาคเกษตรโต 2.7% ที่น่าจับตาคือการลงทุนรวม หรือ Gross Capital Formation หดตัวถึง 9.2%
เพราะการลงทุนวันนี้ คือโรงงานใหม่ ธุรกิจใหม่ เครื่องจักรใหม่ และตำแหน่งงานใหม่ในวันข้างหน้า เมื่อการลงทุนชะลอ การสร้างงานใหม่ก็มีโอกาสชะลอตาม
ธุรกิจเองก็ไม่มั่นใจ ลดแผนรับคนเพิ่ม
อีกหนึ่งสัญญาณเตือนคือความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ หรือ BSP เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเดือนกรกฎาคม พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นร่วงจาก 0% ลงไปที่ -20.3%
หมายความว่า บริษัทที่มองเศรษฐกิจในแง่ลบมีมากกว่าบริษัทที่มองบวกอย่างชัดเจน สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลเรื่องสงครามและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อ
ที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงานโดยตรงคือ บริษัทที่วางแผนจะจ้างพนักงานเพิ่มมีจำนวนลดลง เพราะธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจข้างหน้าจะโตช้าลง ขณะที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง
ไม่ใช่ “ไม่มีงาน” เลย แต่คือ “ไม่มีงานที่ดี ไม่มีงานที่ใช่”
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกว่าอัตราว่างงาน 6% ไม่ได้หมายความว่าฟิลิปปินส์ไม่มีงานเลย เพราะฟิลิปปินส์ยังมีคนทำงานมากถึง 49.21 ล้านคน และภาคบริการยังเป็นนายจ้างรายใหญ่ที่สุด คิดเป็นเกือบ 63% ของการจ้างงานทั้งหมด
แต่ปัญหาคือ “งานที่มี” อาจไม่ใช่งานที่คนต้องการ ข้อมูลเดือนกรกฎาคมพบว่า คนที่ต้องการชั่วโมงทำงานเพิ่ม หรือต้องการงานเพิ่ม มีมากถึง 6.33 ล้านคน หรือประมาณ 12.9% ของผู้มีงานทำ
ภาวะนี้เรียกว่า “Underemployment” หรือการทำงานต่ำกว่าระดับที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานไม่เต็มศักยภาพ ชั่วโมงทำงานไม่พอ หรือรายได้ต่ำกว่าที่คาดหวัง พูดง่าย ๆ ปัญหาจริงอาจไม่ใช่ “ไม่มีงาน” แต่อาจเป็น “ไม่มีงานที่ใช่” โดยเฉพาะในแง่รายได้และเงินเดือน
ธนาคารโลก หรือ World Bank เคยเตือนถึงช่องว่างระหว่าง “งานที่คนมีทักษะสามารถทำได้” กับ “งานที่เศรษฐกิจสร้างขึ้นจริง”
ฟิลิปปินส์จึงไม่ได้มีแค่ปัญหาคนตกงาน แต่ยังมีคนที่มีงานทำแต่รายได้ต่ำ เพราะงานที่มีผลิตภาพสูงและให้ค่าตอบแทนดียังมีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ยังขาดทักษะให้ตรงกับเศรษฐกิจยุคใหม่
เด็กจบใหม่เจอศึกหนัก เพราะ “ไม่มีประสบการณ์”
เด็กจบใหม่กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก เพราะต้องเจอกับปัญหา “ไม่มีประสบการณ์” ขณะที่บริษัทกำลังระวังต้นทุน
ถ้าเศรษฐกิจดี บริษัทอาจพร้อมรับเด็กจบใหม่เข้ามาฝึก แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอ บริษัทก็มีแนวโน้มเลือกคนที่สามารถเริ่มงานและทำงานได้ทันที
ที่น่าสนใจคือ Metro Manila ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ กลับมีอัตราว่างงานสูงถึง 8.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศอย่างมาก
ส่วนหนึ่งเพราะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเดินทางเข้ามาหางาน จึงเกิดภาพย้อนแย้งว่า เมืองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด กลับเป็นพื้นที่ที่คนหางานยากที่สุดแห่งหนึ่ง
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับไทย?
คำตอบคือ ไทยยังไม่ได้อยู่ในจุดเดียวกับฟิลิปปินส์ แต่มีโจทย์บางอย่างที่คล้ายกัน นั่นคือ เศรษฐกิจโตต่ำ และการสร้างงานคุณภาพ
อัตราว่างงานไทยไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 0.95% ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 6% แต่ไม่สามารถนำตัวเลขมาเทียบกันตรง ๆ ได้ เพราะโครงสร้างตลาดแรงงานและวิธีการวัดแตกต่างกัน
ขณะที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 โตเพียง 1.9% แม้เริ่มเห็นแรงส่งจากภาคส่งออกเทคโนโลยี รวมถึงการลงทุนที่เกี่ยวกับ Data Center และ AI แต่ภาคท่องเที่ยวและบางส่วนของภาคการผลิตยังเผชิญแรงกดดัน
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ First Jobber หรือเด็กจบใหม่ที่กำลังหาทางเริ่มต้นอาชีพ
ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ไตรมาส 1 ปี 2569 คนว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีมากกว่า 154,000 คน และในจำนวนนี้ 111,000 คนเป็นคนอายุ 15–24 ปี หรือประมาณ 72%
นี่จึงเป็นสัญญาณว่าโจทย์ของไทยอาจไม่ใช่แค่ “มีงานหรือไม่มีงาน” แต่คือ งานที่มีตรงกับทักษะและความต้องการของคนรุ่นใหม่หรือไม่
เพราะโลกการทำงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้ง AI, Automation, Green Economy และ Digital Business รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอีกหลายด้าน
ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของไทยจึงไม่ใช่เพียงการสร้างงานให้คนทำ แต่ต้องสร้าง “งานที่ตรงกับทักษะใหม่” พร้อมเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้ทันกับงานแห่งอนาคต
เพราะงานยุคใหม่กำลังเปลี่ยนทิศทาง อาชีพแบบเก่ากำลังหายไป ขณะที่อาชีพแบบใหม่กำลังเกิดขึ้น
จากฟิลิปปินส์ถึงไทย บทเรียนอยู่ใกล้ตัว
วิกฤตตลาดแรงงานฟิลิปปินส์สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเศรษฐกิจโตไม่ทันจำนวนคนที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน ปัญหาจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ “คนตกงาน”
แต่อาจลามไปถึงคนที่มีงานทำแต่รายได้ไม่พอ คนที่ทำงานไม่เต็มศักยภาพ และเด็กจบใหม่ที่ไม่สามารถหางานที่ตรงกับทักษะของตัวเองได้
สำหรับไทย แม้อัตราว่างงานยังต่ำกว่าฟิลิปปินส์มาก แต่โจทย์เรื่องเศรษฐกิจโตต่ำและการสร้างงานคุณภาพก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตา
เพราะโลกยุคใหม่ อาชีพเปลี่ยน งานเปลี่ยน และถ้าเศรษฐกิจไม่โต งานดี ๆ ก็ยิ่งมีน้อยลง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ไทยมีงานให้คนทำหรือไม่?” แต่คือ วันนี้ไทยพร้อมแค่ไหน กับตลาดงานที่กำลังเปลี่ยนไปแล้ว
- "นวดไทย" จะโกยเงินโลก? โอกาสครั้งสำคัญ รับเทรนด์สุขภาพ
- จับตาสงคราม "อีคอมเมิร์ซจีน" ยุคใหม่ ส่งสินค้าใน 1 ชั่วโมง
- ขนทองหนีจากสหรัฐฯ? "เนเธอร์แลนด์" เร่งย้ายทอง 86 ตัน หวั่นวิกฤตโลก
- หนี่เสี่ยงโลก!? "เนเธอร์แลนด์" ย้ายทองคำสำรอง จากสหรัฐฯ-แคนาดา เก็บลอนดอน
- การลงทุนไม่ได้หายไปไหน แต่มุ่งไปหาประเทศที่มีความพร้อม
ที่มารูปภาพ : OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
