พลาดแค่ 10 วันที่ดีที่สุด พอร์ตพังได้ไง?

Share on Line Share on Facebook Share on X
พลาดแค่ 10 วันที่ดีที่สุด พอร์ตพังได้ไง?

หนึ่งในพฤติกรรมที่ทำให้นักลงทุนหลายคนพลาดพลั้งในการลงทุน นั่นก็คือการ "จับจังหวะตลาด" หรือที่เท่ๆ เรียกว่า Timing the Market

หลายคนชอบคิดว่า "ถ้าซื้อตอนต่ำสุด แล้วไปขายตอนสูงสุดเราก็จะได้กำไรเน้นๆ แน่นอน" ฟังดูเหมือนง่ายใช่ไหมครับ? เหมือนกดสูตรเล่นเกมเลย แต่ในชีวิตจริง... มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ!


 วันนี้เราจะมาคุยกันว่า ทำไมการพยายามเป็น "พ่อมดพยากรณ์ตลาด" ถึงอาจทำให้ผลตอบแทนในฝันหายไปเกือบครึ่ง!


Timing the Market: เกมวัดดวงที่ไม่มีใครชนะตลอดกาล

พูดง่ายๆ Timing the Market คือการพยายามเดาว่าพรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือลง ถ้าคิดว่าจะลงก็ขาย ถือเงินสดรอช้อนตอนตกลงมา ถ้าคิดว่าขึ้นก็รีบซื้อ


 

ทางทฤษฎีคือดีงามครับ แต่ความจริงคือ ไม่มีใครเดาตลาดได้ถูก 100% ตลอดเวลา เพราะตลาดหุ้นมันอ่อนไหวเก่งมาก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย การเมืองโลก หรือแม้แต่ข่าวลือแปลกๆ แค่มีสงครามหรือโรคระบาดครั้งเดียว แผนที่เราวิเคราะห์มาเป็นเดือนก็ปลิวหายไปกับตาแล้วครับ


เปิดตัวเลขจำลองย้อนหลัง 30 ปี: พลาดแค่ 10 วัน พอร์ตหายเกือบครึ่ง!

เพื่อความเห็นภาพชัดๆ พวกเราลองเอาข้อมูลจริงของการลงทุนใน Global ETF แผนเติบโต ย้อนหลัง 30 ปีเต็ม (ตั้งแต่ปี 1996 - 2025) มาคำนวณให้ดูครับ

สมมติเราโยนเงินลงไปก้อนแรก 10,000 บาท แล้วปล่อยทิ้งไว้เลย 30 ปีเต็มแบบไม่ทำอะไรเลย (ปล่อยใจจอยๆ)

ถือยาวไม่ขยับเลย: เงิน 10,000 บาท จะงอกเงยกลายเป็น 122,000 บาท!

 



สรุปข่าว

พลาดแค่ 10 วันที่ดีที่สุด... พอร์ตพังได้ไง? โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

หนึ่งในพฤติกรรมที่ทำให้นักลงทุนหลายคนพลาดพลั้งในการลงทุน นั่นก็คือการ "จับจังหวะตลาด" หรือที่เท่ๆ เรียกว่า Timing the Market

หลายคนชอบคิดว่า "ถ้าซื้อตอนต่ำสุด แล้วไปขายตอนสูงสุดเราก็จะได้กำไรเน้นๆ แน่นอน" ฟังดูเหมือนง่ายใช่ไหมครับ? เหมือนกดสูตรเล่นเกมเลย แต่ในชีวิตจริง... มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ!


 วันนี้เราจะมาคุยกันว่า ทำไมการพยายามเป็น "พ่อมดพยากรณ์ตลาด" ถึงอาจทำให้ผลตอบแทนในฝันหายไปเกือบครึ่ง!


Timing the Market: เกมวัดดวงที่ไม่มีใครชนะตลอดกาล

พูดง่ายๆ Timing the Market คือการพยายามเดาว่าพรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือลง ถ้าคิดว่าจะลงก็ขาย ถือเงินสดรอช้อนตอนตกลงมา ถ้าคิดว่าขึ้นก็รีบซื้อ


 

ทางทฤษฎีคือดีงามครับ แต่ความจริงคือ ไม่มีใครเดาตลาดได้ถูก 100% ตลอดเวลา เพราะตลาดหุ้นมันอ่อนไหวเก่งมาก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย การเมืองโลก หรือแม้แต่ข่าวลือแปลกๆ แค่มีสงครามหรือโรคระบาดครั้งเดียว แผนที่เราวิเคราะห์มาเป็นเดือนก็ปลิวหายไปกับตาแล้วครับ


เปิดตัวเลขจำลองย้อนหลัง 30 ปี: พลาดแค่ 10 วัน พอร์ตหายเกือบครึ่ง!

เพื่อความเห็นภาพชัดๆ พวกเราลองเอาข้อมูลจริงของการลงทุนใน Global ETF แผนเติบโต ย้อนหลัง 30 ปีเต็ม (ตั้งแต่ปี 1996 - 2025) มาคำนวณให้ดูครับ

สมมติเราโยนเงินลงไปก้อนแรก 10,000 บาท แล้วปล่อยทิ้งไว้เลย 30 ปีเต็มแบบไม่ทำอะไรเลย (ปล่อยใจจอยๆ)

ถือยาวไม่ขยับเลย: เงิน 10,000 บาท จะงอกเงยกลายเป็น 122,000 บาท!

 



แต่! ถ้าเราเป็นสายซิ่ง พยายามจับจังหวะ ซื้อๆ ขายๆ แล้วดันโชคร้าย พลาดวันที่ตลาดพุ่งแรงที่สุดไปแค่ 10 วัน (ย้ำนะครับ แค่ 10 วันจากทั้งหมด 30 ปี!) มูลค่าเงินในพอร์ตจะเหลือแค่ 63,000 บาท เท่านั้นครับ! หายไปเกือบ 50% เลยนะ!


และถ้าเรายิ่งพลาดวันดีๆ มากขึ้น ผลตอบแทนจะยิ่งหายไปจนน่าตกใจ:

พลาด 10 วัน: เงินเหลือประมาณ 63,000 บาท

พลาด 20 วัน: เงินเหลือประมาณ 41,000 บาท

พลาด 30 วัน: เงินเหลือประมาณ 29,000 บาท

พลาด 40 วัน: เงินเหลือประมาณ 21,000 บาท

พลาด 50 วัน: เงินเหลือประมาณ 16,000 บาท (แทบจะเท่าทุนที่ลงไปเลย!)

พลาดแค่ไม่กี่วัน... ทำไมกระทบหนักขนาดนี้?

หลายคนอาจจะถามว่า "คุณผู้บริหารครับ พลาดแค่ 10 วันจาก 30 ปี (หรือหมื่นกว่าวัน) มันจะไปเอฟเฟกต์อะไรขนาดนั้น?"

คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ เลยครับ: "พลังดอกเบี้ยทบต้น (Compound Return)" 🌟

เมื่อเงินเราสร้างกำไร กำไรก้อนนั้นจะกลายเป็นทุนเพื่อสร้างกำไรในรอบถัดไปเรื่อยๆ เป็นโดมิโน ถ้าเราดันกดตุ่มขายออกไปเพื่อรอช้อนซื้อใหม่ แล้ววันรุ่งขึ้นตลาดดันเขียวเข้มพุ่งทะยาน เราไม่ได้เสียแค่กำไรของวันนั้นวันเดียวนะครับ แต่เราเสียโอกาสที่กำไรก้อนนั้นจะไปแตกหน่อเติบโตต่ออีกเป็นสิบๆ ปีด้วย




 

วันที่ดีที่สุด มักมาหลังวันที่ "แย่ที่สุด" เสมอ

นี่คือความลับของตลาดหุ้นครับ วันที่ตลาดจะพุ่งแรงที่สุด มักจะเกิดหลังจากช่วงที่ตลาดร่วงลงไปแรงๆ หรือเต็มไปด้วยข่าวร้ายจนคนแพนิก เทขายถือเงินสดกันถ้วนหน้า


 พอเราเห็นตลาดแดงเถือก เราก็กลัวใช่ไหมครับ? เลยเลือกที่จะ "ยืนดูห่างๆ อย่างห่วงๆ" รอให้ตลาดนิ่งก่อนค่อยเข้า แต่ในความเป็นจริง ตลาดฟื้นเร็วกว่าที่เราคิดมาก และพอเราเริ่มมั่นใจกลับเข้ามาลงทุนอีกที... วันที่ดีที่สุดเหล่านั้นก็ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว


"Time in the Market" คาถาสุดคลาสสิกของคนรุ่นใหม่

ถ้าเราไม่ได้เป็นเทรดเดอร์มืออาชีพที่มีเวลาเฝ้าจอตลอด 24 ชั่วโมง การพยายามจับจังหวะเทรดไปตลอด 20-30 ปีเป็นเรื่องที่เหนื่อยและแทบเป็นไปไม่ได้เลยครับ เพราะเรายังต้องไปทำงาน ไปเที่ยว มีนัดกินข้าวกับเพื่อน หรือบางวันก็อยากนอนพักผ่อนเฉยๆ


 เพราะฉะนั้น คาถาที่ดีที่สุดสำหรับพวกเราคือ:"Time in the Market is more important than Timing the Market"

 (การอยู่ในตลาดให้นานพอ สำคัญกว่าการพยายามจับจังหวะลงทุน)


 การลงทุนแบบสม่ำเสมอ รักษาวินัย และปล่อยให้เวลาทำงานร่วมกับผลตอบแทนทบต้น เป็นวิธีที่เรียบง่ายที่สุด แต่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวครับ


อยากเริ่มลงทุนแบบไม่ต้องเครียด... ทำยังไงดี?

ถ้าไม่อยากมานั่งปวดหัวคอยเดาทางตลาด แต่อยากได้พอร์ตที่พร้อมเติบโตไปกับโลกใบนี้ การกระจายลงทุนในกองทุนที่มีการจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยง" (Diversified Portfolio)  เพราะช่วยกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นทั่วโลกและตราสารหนี้คุณภาพดี ยิ่งหากมีระบบอัตโนมัติให้เสร็จสรรพในพอร์ตเดียว โดยเฉพาะระบบปรับสัดส่วนพอร์ตอัตโนมัติจะยิ่งดี   เหมือนมีคนคอยดูแลพอร์ตให้ตลอดเวลา โดยที่เราไม่ต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอจับจังหวะเองเลยครับ


 จดจำไว้นะครับ: วันที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นลงทุนอาจจะผ่านไปแล้ว แต่วันที่ดีที่สุดรองลงมาก็คือ "วันนี้" ครับ!


 มาเริ่มต้นสะสมชั่วโมงบินในตลาดตั้งแต่วันนี้ ให้พลังดอกเบี้ยทบต้นทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อเป้าหมายทางการเงินของพวกเราในอนาคตกันครับ!

ที่มาข้อมูล : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

ที่มารูปภาพ : Jitta Wealth

บรรณาธิการ TNN WEALTH ผู้ดำเนินรายการเศรษฐกิจและการลงทุน นักเขียนหนังสือสูตรลับเซียนหุ้น