ทองคำทะลุ 4,200 ดอลลาร์ฯ บล.โกลเบล็กแนะชะลอซื้อรอรับ 3,900

Share on Line Share on Facebook Share on X

ราคาทองคำ (Gold Spot) ปรับตัวทะลุแนวต้านสำคัญที่ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบเฉียด 4,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางการจับตาของนักลงทุนว่าทิศทางหลังจากนี้จะเป็นขาขึ้นที่ชัดเจน หรือเป็นเพียงการดีดตัวชั่วคราว

นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 6 ส.ค. 2569 ประเมินทิศทางราคาทองคำว่า ขณะนี้มี 2 ปัจจัยหลักที่กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

จับตา 2 ปัจจัยเสี่ยง สงครามและทิศทางดอกเบี้ยเฟด

1. สถานการณ์สหรัฐฯ - อิหร่าน

แม้ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายจะมีท่าทีผ่อนคลายและพร้อมเข้าสู่กระบวนการเจรจา แต่ในรายละเอียดของข้อเรียกร้องยังคงมีความเสี่ยงสูง โดยสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร ยุติการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ และยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในอิรัก เลบานอน และเยเมน แลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

อย่างไรก็ตาม จุดแตกหักสำคัญคือ อิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามหลักพันล้านบาท ซึ่งเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ ไม่ยอมรับ นายณัฐวุฒิประเมินว่า หากการเจรจาล้มเหลวจากข้อนี้และกลับมาเกิดการปะทะกันอีกครั้ง จะกลายเป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันให้ราคาทองคำอ่อนตัวลงได้

สรุปข่าว

ราคาทองคำทะลุ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอซึ่งลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แต่ยังมีความเสี่ยงกดดันหากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านล้มเหลวจากประเด็นค่าปฏิกรรมสงคราม ด้านกลยุทธ์การลงทุน บล.โกลเบล็ก แนะนำผู้ที่มีทองคำในพอร์ตให้ใช้ Trailing Stop ล็อกกำไรโดยตั้งจุดตัดขายห่างจากราคาสูงสุด 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนผู้ที่รอเข้าซื้อ แนะนำให้ชะลอการลงทุนไปก่อนเนื่องจากราคายังอยู่ในช่วงพักฐาน และให้รอจังหวะเข้าเก็บที่แนวรับ 3,900-4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อต้นทุนที่ได้เปรียบกว่า

ราคาทองคำ (Gold Spot) ปรับตัวทะลุแนวต้านสำคัญที่ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบเฉียด 4,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางการจับตาของนักลงทุนว่าทิศทางหลังจากนี้จะเป็นขาขึ้นที่ชัดเจน หรือเป็นเพียงการดีดตัวชั่วคราว

นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 6 ส.ค. 2569 ประเมินทิศทางราคาทองคำว่า ขณะนี้มี 2 ปัจจัยหลักที่กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

จับตา 2 ปัจจัยเสี่ยง สงครามและทิศทางดอกเบี้ยเฟด

1. สถานการณ์สหรัฐฯ - อิหร่าน

แม้ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายจะมีท่าทีผ่อนคลายและพร้อมเข้าสู่กระบวนการเจรจา แต่ในรายละเอียดของข้อเรียกร้องยังคงมีความเสี่ยงสูง โดยสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร ยุติการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ และยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในอิรัก เลบานอน และเยเมน แลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

อย่างไรก็ตาม จุดแตกหักสำคัญคือ อิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามหลักพันล้านบาท ซึ่งเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ ไม่ยอมรับ นายณัฐวุฒิประเมินว่า หากการเจรจาล้มเหลวจากข้อนี้และกลับมาเกิดการปะทะกันอีกครั้ง จะกลายเป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันให้ราคาทองคำอ่อนตัวลงได้

2. ทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดสะท้อนภาพความอ่อนแอ โดยยอดจ้างงานภาคเอกชน (ADP) ออกมาเพียง 44,000 ราย ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 68,000 ราย ขณะที่ดัชนีภาคบริการอยู่ที่ 54.1 ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 54.5 ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลดลงจาก 60% เหลือ 55% ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอถือเป็นปัจจัยบวกที่เข้ามาหนุนราคาทองคำในระยะนี้

กลยุทธ์การลงทุนทองคำระยะสั้น

สำหรับมุมมองการลงทุนในรอบ 1 สัปดาห์ข้างหน้า บล.โกลเบล็ก ประเมินว่าเป้าหมายราคาสูงสุดยังคงมองไว้ที่ 4,200 - 4,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนจุดต่ำสุดของปีประเมินไว้ที่ 3,900 - 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีคำแนะนำสำหรับนักลงทุน 2 กลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มที่มีทองคำในพอร์ต แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Trailing Stop เพื่อล็อกกำไร โดยตั้งจุดตัดขายให้ห่างจากราคาสูงสุดประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ (เช่น หากราคาอยู่ที่ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ตั้งจุดทำกำไรที่ 4,270 ดอลลาร์สหรัฐฯ) และปรับระดับราคานี้ขึ้นตามราคาทองในตลาด หากราคาไม่หลุดกรอบ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ สามารถถือรันเทรนด์ต่อไปได้

  • กลุ่มที่รอจังหวะเข้าซื้อ แนะนำให้ "ชะลอการเข้าซื้อ" แม้ราคาปัจจุบันจะปรับลดลงมาประมาณ 25% จากจุดสูงสุดของปี แต่ทองคำยังอยู่ในช่วง "พักฐาน" ซึ่งตามปกติรอบการพักฐานจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน แต่ปัจจุบันเพิ่งผ่านไปเพียง 1 เดือน ดังนั้น จึงแนะนำให้รอจังหวะเข้าซื้อที่แนวรับบริเวณ 3,900 - 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะได้เปรียบด้านต้นทุนมากกว่าราคาในปัจจุบัน

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน