
รัฐบาลเดินหน้าอุดช่องโหว่ “เงินเทา” เชื่อมข้อมูลธุรกรรมทุกช่องทาง ปิดเส้นทางฟอกเงิน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์
รัฐบาลรายงานความคืบหน้าในการอุดช่องโหว่ "เงินเทา" และปิดเส้นทางการฟอกเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพ โดยเดินหน้าเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินจากทุกช่องทาง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเห็นเส้นทางการเคลื่อนย้ายเงินร่วมกัน เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตาม อายัด และสกัดกั้นธุรกรรมต้องสงสัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย เปิดเผยว่า เงินที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนได้มา แทบไม่เคยหยุดอยู่ในบัญชีเดียว แต่จะถูกโยกย้ายต่อเนื่องหลายทอดเพื่อลบร่องรอย เริ่มจากโอนผ่านบัญชีธนาคารหลายแห่ง ก่อนแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อให้ตรวจสอบได้ยากขึ้น บางส่วนถูกนำไปซื้อทองคำซึ่งสามารถซื้อขายและเปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้รวดเร็ว จากนั้นอาจไหลผ่านบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเพื่ออำพรางธุรกรรม ก่อนโอนออกนอกประเทศในที่สุด
ปัญหาเดิม แต่ละหน่วยงานเห็นข้อมูลเพียงบางส่วน
ที่ผ่านมา การติดตามเส้นทางเงินยังมีข้อจำกัด เพราะแต่ละหน่วยงานต่างถือครองข้อมูลเฉพาะส่วนของตนเอง ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นเฉพาะธุรกรรมในระบบธนาคาร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เห็นเฉพาะธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เห็นเฉพาะรายการธุรกรรมต้องสงสัยที่มีการรายงาน ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเห็นเพียงข้อมูลโครงสร้างบริษัท
ส่งผลให้ไม่มีหน่วยงานใดสามารถมองเห็นเส้นทางการเงินทั้งหมดตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง แม้แต่ละหน่วยงานจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อเงินเคลื่อนย้ายข้ามระบบ ก็ยังมีโอกาสหลุดรอดการตรวจสอบได้
สรุปข่าว
รัฐบาลเดินหน้าอุดช่องโหว่ “เงินเทา” เชื่อมข้อมูลธุรกรรมทุกช่องทาง ปิดเส้นทางฟอกเงิน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์
รัฐบาลรายงานความคืบหน้าในการอุดช่องโหว่ "เงินเทา" และปิดเส้นทางการฟอกเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพ โดยเดินหน้าเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินจากทุกช่องทาง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเห็นเส้นทางการเคลื่อนย้ายเงินร่วมกัน เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตาม อายัด และสกัดกั้นธุรกรรมต้องสงสัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย เปิดเผยว่า เงินที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนได้มา แทบไม่เคยหยุดอยู่ในบัญชีเดียว แต่จะถูกโยกย้ายต่อเนื่องหลายทอดเพื่อลบร่องรอย เริ่มจากโอนผ่านบัญชีธนาคารหลายแห่ง ก่อนแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อให้ตรวจสอบได้ยากขึ้น บางส่วนถูกนำไปซื้อทองคำซึ่งสามารถซื้อขายและเปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้รวดเร็ว จากนั้นอาจไหลผ่านบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเพื่ออำพรางธุรกรรม ก่อนโอนออกนอกประเทศในที่สุด
ปัญหาเดิม แต่ละหน่วยงานเห็นข้อมูลเพียงบางส่วน
ที่ผ่านมา การติดตามเส้นทางเงินยังมีข้อจำกัด เพราะแต่ละหน่วยงานต่างถือครองข้อมูลเฉพาะส่วนของตนเอง ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นเฉพาะธุรกรรมในระบบธนาคาร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เห็นเฉพาะธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เห็นเฉพาะรายการธุรกรรมต้องสงสัยที่มีการรายงาน ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเห็นเพียงข้อมูลโครงสร้างบริษัท
ส่งผลให้ไม่มีหน่วยงานใดสามารถมองเห็นเส้นทางการเงินทั้งหมดตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง แม้แต่ละหน่วยงานจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อเงินเคลื่อนย้ายข้ามระบบ ก็ยังมีโอกาสหลุดรอดการตรวจสอบได้
เดินหน้า 4 มาตรการ ปิดทุกช่องทางฟอกเงิน
คณะอนุกรรมการฯ รายงานความคืบหน้าในการประชุมเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 โดยระบุว่า ทั้ง 4 มาตรการไม่ได้เป็นการดำเนินงานแยกส่วน แต่เป็นการอุดช่องโหว่ตามเส้นทางที่เงินผิดกฎหมายมักไหลผ่านจริง หากปิดเพียงจุดเดียว มิจฉาชีพก็สามารถเปลี่ยนไปใช้ช่องทางอื่นได้
1. ปิดช่องทางร้านทอง
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ร้านทองรายใหญ่ที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องรายงานธุรกรรมซื้อขายที่เป็นสกุลเงินบาท พร้อมให้สถาบันการเงินตรวจสอบลูกค้าที่ซื้อทองคำในปริมาณมากผิดปกติ เพื่อป้องกันการใช้ทองคำเป็นช่องทางฟอกเงิน
2. ปิดช่องทางสินทรัพย์ดิจิทัล
สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ "Travel Rule" โดยส่งข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอนทุกครั้ง เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางเงินดิจิทัลได้ ไม่ปล่อยให้เป็นช่องว่างของการฟอกเงิน
3. เร่งความเร็วในการแจ้งเตือนธุรกรรมผิดปกติ
สำนักงาน ปปง. ผลักดันให้ผู้ประกอบธุรกิจรายงานธุรกรรมต้องสงสัยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทันที ลดความล่าช้าในการแจ้งข้อมูล เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและอายัดทรัพย์สินได้ก่อนที่เงินจะถูกโอนต่อไปหลายทอด
4. ปิดช่องทางนอมินี
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นหรือเป็นกรรมการในลักษณะเสี่ยงเป็นนอมินี ป้องกันการใช้บริษัทบังหน้าเป็นปลายทางในการฟอกเงินก่อนโอนออกนอกประเทศ
ผลักดันระบบ CHECKED เชื่อมข้อมูลทั้งระบบ
หัวใจสำคัญของการดำเนินงาน คือการพัฒนาระบบ "Consent-driven Hub for Exchange of Compliance Knowledge and Encrypted Data (CHECKED)" ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคาร ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ร้านทอง และหน่วยงานกำกับดูแล
ระบบดังกล่าวจะเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ภายใต้หลักเกณฑ์การให้ความยินยอมและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้ข้อมูลของประชาชนทั่วไปถูกเปิดเผยโดยไม่จำเป็น
เมื่อระบบเชื่อมโยงข้อมูลได้ครบถ้วน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถเห็นเส้นทางการเงินทั้งสาย ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง พร้อมตัดสินใจสกัดกั้นธุรกรรมต้องสงสัยได้ทันที ไม่ต้องรอการประสานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเหมือนที่ผ่านมา
เพิ่มโอกาสอายัดเงิน ยกระดับมาตรฐานการเงินไทย
รัฐบาลระบุว่า ประโยชน์ของระบบดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลายระดับ ทั้งต่อผู้เสียหายที่มีโอกาสได้รับการอายัดและติดตามทรัพย์สินคืนมากขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น
ในภาพรวม การปิดช่องทางฟอกเงินผ่านร้านทอง สินทรัพย์ดิจิทัล และบริษัทนอมินีพร้อมกัน จะเพิ่มต้นทุนให้กับขบวนการอาชญากรรม ลดจำนวนเหยื่อรายใหม่ และทำให้ประเทศไทยมีระบบป้องกันการฟอกเงินที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังช่วยยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลทางการเงินของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ลดความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะถูกจัดอยู่ในบัญชีประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงินสูง ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงเพิ่มต้นทุนการทำธุรกรรมระหว่างประเทศของภาคธุรกิจไทย
เดินหน้าภายใต้แนวคิด "Connect the Dots"
ในระยะต่อไป คณะอนุกรรมการฯ จะขยายการเชื่อมโยงข้อมูลให้ครอบคลุมตัวกลางทางการเงินทุกประเภท ภายใต้แนวคิด "Connect the Dots" หรือการเชื่อมต่อข้อมูลจากทุกหน่วยงานให้เป็นภาพเดียวกัน เพื่อให้เห็นเส้นทางการเงินได้ครบถ้วนและรวดเร็วที่สุด
รัฐบาลระบุว่า ยิ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้มากและเร็วเพียงใด ช่องว่างที่มิจฉาชีพใช้หลบเลี่ยงการตรวจสอบก็จะยิ่งลดลง พร้อมทั้งมีแผนนำฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันมาใช้ประเมินความเสี่ยงของผู้ทำธุรกรรม เพื่อป้องกันและสกัดกั้นความเสียหายได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ อันจะช่วยเสริมสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และเสถียรภาพของระบบการเงินไทยในระยะยาว
- คลัง คุมเข้ม "ร้านทอง-สินทรัพย์ดิจิทัล-นอมินี" ตัดวงจรเงินมิจฉาชีพ
- รมว.คลังสั่ง ก.ล.ต. เร่งสอบปม 'สุภาพร' ถือหุ้น 6 บริษัท
- เคาะแล้วเกณฑ์ใหม่ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ไม่นับหนี้เกษตรกร ไม่ตัดสิทธิ์ลูกกตัญญู
- "เอกนิติ" ยืนยันพลักดันงบประมาณปี 70 ให้เป็นปีแห่งการลงทุน
- พณ. กางสถิติมาตรการสกัด “นอมินี” ลดฮวบ 65%
ที่มาข้อมูล : กระทรวงการคลัง
ที่มารูปภาพ : canva
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
