กมธ.พาณิชย์ เร่งหาทางออกวิกฤตลำไยไทย หวั่นกระทบชาวสวนกว่า 1 หมื่นราย

Share on Line Share on Facebook Share on X
กมธ.พาณิชย์ เร่งหาทางออกวิกฤตลำไยไทย หวั่นกระทบชาวสวนกว่า 1 หมื่นราย

ชี้ปมจีนเปลี่ยนวิธีตรวจสารกำมะถันจากเปลือกนอก เป็นผสมทั้งเนื้อ-เปลือก ทำส่งออกสะดุด ราคาหน้าสวนร่วง เสนอเร่งเจรจาระดับรัฐบาล ดันเทคโนโลยีแก้ปัญหาต้นทาง เปิดตลาดใหม่ กระจายผลผลิต พร้อมฟื้น พ.ร.บ.ลำไย สร้างหลักประกันเกษตรกรระยะยาว

นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานการประชุม กมธ. ครั้งที่ 19 เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาการตรวจสอบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) ในลำไยส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไย โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการส่งออก และตัวแทนเกษตรกรร่วมสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไข ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตการส่งออกอาจลุกลามในช่วงที่ผลผลิตภาคตะวันออกทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงมกราคม 2570

ปมตรวจ SO₂ เปลี่ยนเกณฑ์ กระทบตลาดจีน

ประเด็นสำคัญของปัญหาอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างพิธีสารไทย-จีน  จัดทำไว้เมื่อปี 2547 ซึ่งกำหนดการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ppm) ในเนื้อลำไย กับการบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยอาหารของจีน ขณะนี้ได้ตรวจวิเคราะห์ทั้งเนื้อและเปลือกผสมกัน  ทำให้ค่าตกค้างตรวจพบมีโอกาสสูงกว่าเกณฑ์อย่างมาก เนื่องจากสารซัลเฟอร์ส่วนใหญ่เกาะอยู่บริเวณเปลือก

ผู้ประกอบการ ระบุว่า การลดปริมาณกำมะถันลงอย่างมากยังมีข้อจำกัดทางเทคนิค จากผลทดลองพบว่า แม้ลดการใช้กำมะถันเหลือ 0.5 กิโลกรัมต่อลำไย 1 ตัน ก็ยังตรวจพบสารตกค้างที่เปลือก 274 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จากระดับปกติ พบ 377 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขณะที่หากลดลงไปอีก ลำไยจะเกิดผิวคล้ำดำ และเมื่อเก็บในตู้คอนเทนเนอร์เย็นจะมีอายุเพียง 5-8 วัน ก่อนเริ่มเปื่อยเน่า

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสินค้าก่อนส่งออก แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในจีน หลังมีการตรวจพบสารตกค้างและลงโทษผู้ค้าปลีกในประเทศจีน  ทำให้ผู้ประกอบการ ร้านค้าจีนชะลอคำสั่งซื้อจากผู้นำเข้า  โดยมีรายงานว่าปริมาณส่งออกในเดือนตุลาคมลดเหลือเฉลี่ยเพียง 20 กว่าตู้ต่อสัปดาห์ จากเดิม 40-50 ตู้ต่อสัปดาห์



สรุปข่าว

กมธ.พาณิชย์ เร่งหาทางออกวิกฤตลำไยไทย จี้รัฐเจรจาจีนผ่อนปรนตรวจ SO₂ หวั่นปิดตลาดส่งออก กระทบชาวสวนกว่า 1 หมื่นราย

ชี้ปมจีนเปลี่ยนวิธีตรวจสารกำมะถันจากเปลือกนอก เป็นผสมทั้งเนื้อ-เปลือก ทำส่งออกสะดุด ราคาหน้าสวนร่วง เสนอเร่งเจรจาระดับรัฐบาล ดันเทคโนโลยีแก้ปัญหาต้นทาง เปิดตลาดใหม่ กระจายผลผลิต พร้อมฟื้น พ.ร.บ.ลำไย สร้างหลักประกันเกษตรกรระยะยาว

นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานการประชุม กมธ. ครั้งที่ 19 เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาการตรวจสอบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) ในลำไยส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไย โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการส่งออก และตัวแทนเกษตรกรร่วมสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไข ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตการส่งออกอาจลุกลามในช่วงที่ผลผลิตภาคตะวันออกทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงมกราคม 2570

ปมตรวจ SO₂ เปลี่ยนเกณฑ์ กระทบตลาดจีน

ประเด็นสำคัญของปัญหาอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างพิธีสารไทย-จีน  จัดทำไว้เมื่อปี 2547 ซึ่งกำหนดการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ppm) ในเนื้อลำไย กับการบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยอาหารของจีน ขณะนี้ได้ตรวจวิเคราะห์ทั้งเนื้อและเปลือกผสมกัน  ทำให้ค่าตกค้างตรวจพบมีโอกาสสูงกว่าเกณฑ์อย่างมาก เนื่องจากสารซัลเฟอร์ส่วนใหญ่เกาะอยู่บริเวณเปลือก

ผู้ประกอบการ ระบุว่า การลดปริมาณกำมะถันลงอย่างมากยังมีข้อจำกัดทางเทคนิค จากผลทดลองพบว่า แม้ลดการใช้กำมะถันเหลือ 0.5 กิโลกรัมต่อลำไย 1 ตัน ก็ยังตรวจพบสารตกค้างที่เปลือก 274 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จากระดับปกติ พบ 377 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขณะที่หากลดลงไปอีก ลำไยจะเกิดผิวคล้ำดำ และเมื่อเก็บในตู้คอนเทนเนอร์เย็นจะมีอายุเพียง 5-8 วัน ก่อนเริ่มเปื่อยเน่า

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสินค้าก่อนส่งออก แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในจีน หลังมีการตรวจพบสารตกค้างและลงโทษผู้ค้าปลีกในประเทศจีน  ทำให้ผู้ประกอบการ ร้านค้าจีนชะลอคำสั่งซื้อจากผู้นำเข้า  โดยมีรายงานว่าปริมาณส่งออกในเดือนตุลาคมลดเหลือเฉลี่ยเพียง 20 กว่าตู้ต่อสัปดาห์ จากเดิม 40-50 ตู้ต่อสัปดาห์



ภาคตะวันออกเสี่ยงหนัก ผลผลิต 4.4 แสนตัน

สถานการณ์น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษสำหรับเกษตรกรภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว  คาดการณ์ผลผลิตปีนี้ประมาณ 440,000 ตัน ขณะที่ผลผลิต  ยังทยอยออกสู่ตลาดเหลือประมาณ 280,000-300,000 ตัน และจะเข้าสู่ช่วงพีกในเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม  แตกต่างจากภาคเหนือที่มีโรงอบลำไยรองรับผลผลิตและสามารถนำลำไยผลเล็กไปแปรรูปได้ ขณะที่ภาคตะวันออกเน้นส่งออกลำไยช่อสดไปจีนเป็นหลัก ไม่มีโรงอบรองรับในพื้นที่ ส่วนโรงอบภาคเหนือ มีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต

ตัวแทนเกษตรกรสะท้อนว่า ชาวสวนในอำเภอสอยดาวและอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี กว่า 10,000 ราย กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก ล้งและโรงอบบางแห่งทิ้งเงินมัดจำ ไม่รับซื้อผลผลิตตามราคาที่เคยตกลงกันไว้ 30-32 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับความเสี่ยงเอง

นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรหลายแห่งยังมีภาระขาดทุนสะสมตั้งแต่ปี 2560-2561 บางแห่งขาดทุน 20 ล้านบาท 100 ล้านบาท และ 130 ล้านบาท ส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนลดลง ต้องพึ่งพาเงินกู้จาก ธ.ก.ส. และธนาคาร ขณะที่ผู้แทนเกษตรกรยังแสดงความกังวลว่า หากจีนยกระดับมาตรการจนถึงขั้นระงับนำเข้าลำไยไทยทั้งประเทศ จะสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมอย่างรุนแรง

เร่งเจรจารัฐบาลจีน ขอผ่อนปรนระยะสั้น

ข้อเสนอเร่งด่วนจากที่ประชุม คือ การผลักดันให้รัฐบาลไทยเจรจากับรัฐบาลจีนในระดับทวิภาคี (G2G) เพื่อขอผ่อนปรนมาตรการตรวจสอบเป็นการชั่วคราว โดยเฉพาะการหารือเพื่อให้กลับมาใช้แนวทางตรวจตามพิธีสารเดิม ซึ่งกำหนดตรวจเฉพาะเนื้อลำไย ไม่เกิน 50 ppm ระหว่างที่ประเทศไทยเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของจีน

ภาคเอกชนเรียกร้องให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง เนื่องจากปัญหาปัจจุบันทำให้ช่องทางส่งออกไปจีนเหลือเพียงไม่กี่ช่องทาง พร้อมเสนอใช้โอกาส นายกรัฐมนตรีจีน หลี่เฉียง มีกำหนดเดินทางเยือนไทยในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นเวทีหารือเพื่อหาทางออก

ด้านกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเตรียมนำข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานด้านเกษตรและมาตรฐานสินค้าเกษตรมาใช้ประกอบการเจรจา พร้อมเสนอให้ประเทศไทยกำหนดกรอบเวลาการปรับตัว (Timeframe) ที่ชัดเจน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มน้ำหนักในการเจรจากับฝ่ายจีน

ขณะที่กรมวิชาการเกษตรชี้แจงว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ไทยส่งออกลำไยไปจีนรวม 2,588 ตู้ ถูกแจ้งเตือนหรือตีกลับ 15 ตู้ จากผู้ส่งออก 7 ราย และผู้ผลิต 9 ราย โดยพบสาร SO₂ อยู่ในช่วง 60-231 ppm พร้อมยืนยันการควบคุมมาตรฐานสวน GAP โรงคัดบรรจุ GMP และการสุ่มตรวจสินค้าในห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO 17025 ก่อนออกใบรับรองสุขอนามัยพืช


เร่งเทคโนโลยีแก้ต้นทาง พร้อมกระจายตลาดใหม่

ในด้านการผลิต ที่ประชุมเห็นความจำเป็นในการเร่งนำงานวิจัยมาทดลองใช้จริง โดยเฉพาะงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และภาคเอกชน เพื่อพัฒนากระบวนการรมซัลเฟอร์ให้มีประสิทธิภาพ ลดสารตกค้าง และยังรักษาคุณภาพลำไยให้เหมาะสมกับการขนส่งทางเรือ

หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือระบบ Liquid Sulfur Spray Line ซึ่งใช้ท่อสเปรย์กระจายก๊าซซัลเฟอร์ให้ทั่วถึงภายในตู้คอนเทนเนอร์ ลดปัญหาสารกระจุกตัวเฉพาะจุด แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนอุปกรณ์ ส่วนการใช้นวัตกรรมโอโซน แม้ช่วยลดสารตกค้างได้ แต่มีปัญหาผิวลำไยช้ำและสีไม่สวย ทำให้ถูกลดเกรดและกดราคา

ขณะที่การทดลองใช้กรดไฮโดรคลอริกยังมีข้อจำกัดทั้งด้านความปลอดภัยของคนงาน ความเสียหายของผลผลิต และการเน่าเสียระหว่างขนส่งทางเรือ จึงยังไม่สามารถใช้ทดแทนการรมซัลเฟอร์ได้อย่างสมบูรณ์

อีกด้านหนึ่ง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเสนอเร่งขยายตลาดลำไยอบแห้งและแปรรูปไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะตลาดโรงแรมและภัตตาคาร (HoReCa) รวมถึงโอกาสจำหน่ายลำไยอบแห้งเพื่อบริโภคทดแทนอินทผลัมในช่วงเทศกาลถือศีลอด พร้อมผลักดันการรับรองมาตรฐานฮาลาลเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า

ตัวเลขการส่งออกสะท้อนโอกาสของสินค้าแปรรูป โดยมูลค่าการส่งออกลำไยสดลดจาก 571 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เหลือ 514 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีถัดมา ขณะที่ลำไยอบแห้งและแปรรูปเพิ่มจาก 223 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 297 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตประมาณ 33% แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มสัดส่วนสินค้าแปรรูปเป็นอีกช่องทางลดการพึ่งพาตลาดลำไยสด

อัดมาตรการรับซื้อในประเทศ ฟื้น พ.ร.บ.ลำไย

สำหรับการประคองราคาผลผลิตระยะเร่งด่วน กรมการค้าภายในเตรียมประสานห้างโมเดิร์นเทรด ตลาดกลางผลไม้ รถเร่ และเครือข่ายสหกรณ์ เพื่อกระจายผลผลิตและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงประสานโรงอบลำไยในภาคเหนือที่ยังมีกำลังการผลิตเหลือให้ช่วยรับซื้อผลผลิตจากภาคตะวันออก พร้อมวางแผนรองรับผลผลิตช่วงพีกเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม

ส่วนตู้สินค้าที่ถูกปฏิเสธจากจีน มีแนวทางนำมาเป่าผึ่งระบายก๊าซ หรือนำไปแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งและใช้ความร้อนช่วยลดสารตกค้าง ก่อนพิจารณาส่งออกไปยังตลาดอื่น เช่น อินเดียและอินโดนีเซีย เพื่อลดความเสียหายของผู้ประกอบการ

ในระยะยาว ตัวแทนเกษตรกรเสนอให้ กมธ. ผลักดันร่าง พ.ร.บ.ลำไย ที่เคยค้างการพิจารณากลับเข้าสู่กระบวนการของสภา เพื่อสร้างกลไกดูแลอุตสาหกรรมลำไยอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการผลิต การตลาด การแปรรูป และการช่วยเหลือเกษตรกร

 ตัวแทนกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงว่า การยกระดับลำไยไทย ผ่านมาตรการควบคุมและมาตรฐานการส่งออกทั้งระบบ  โดยสวนลำไย  ต้องได้รับมาตรฐาน GAP และขึ้นทะเบียนกับ GAC (ศุลกากรจีน)   โรงอบ/โรงคัดบรรจุ (ล้ง)  ต้องได้รับมาตรฐาน GMP และขึ้นทะเบียน GAC เช่นกัน   ในการสุ่มตรวจก่อนส่งออก  มีเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจตู้สินค้าและส่งวิเคราะห์ในห้องแล็บมาตรฐาน ISO 17025 เพื่อควบคุมค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่เกิน 50 ppm ก่อนออกใบรับรองสุขอนามัยพืช  

 จากสถิติตู้สินค้าที่ถูกตีกลับ (ข้อมูล ก.ค. 2569 – 20 ต.ค.) มีการส่งออกลำไยไปจีนรวมทั้งสิ้น  2,588 ตู้  ถูกแจ้งตีกลับ/นำกลับรวม  15 ตู้  (จากผู้ส่งออก 7 ราย และผู้ผลิต 9 ราย) แบ่งเป็นผลิตจากลำพูน 8 ตู้ และจันทบุรีบางส่วน   สำหรับปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ตรวจพบในตู้ที่ถูกแจ้งเตือน อยู่ในช่วง  60 ถึง 231 ppm  เกิดจากการใช้อบสารเข้มข้นเกินไป  ในการจัดการตู้สินค้าที่นำกลับมาไทย  สามารถนำมาเป่าผึ่งระบายแก๊ส หรือนำไปแปรรูปเป็นลำไยอบแห้ง/ใช้ความร้อนไล่สารออก เพื่อลดปริมาณตกค้างก่อนส่งต่อไปยังประเทศอื่น เช่น อินเดีย หรือ อินโดนีเซีย

ผู้ประกอบการและกลุ่มเกษตรกร ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขปัญหา  

1.  การเร่งเจรจาระดับรัฐบาล (G2G)  ขอให้กรรมาธิการและภาครัฐเร่งเจรจากับรัฐบาลจีนและศุลกากรจีน (GAC) เพื่อขอผ่อนผันให้กลับมาใช้เกณฑ์การตรวจตามพิธีสารเดิม (ตรวจเฉพาะเนื้อ ไม่เกิน 50 ppm) เป็นการชั่วคราว 

2. การนำเรื่องเข้ากรรมาธิการการพาณิชย์ นำประเด็นเข้าหารือในเชิงการค้า และเปรียบเทียบข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งออกผลไม้ไปยังจีน  

3. การผลักดัน พ.ร.บ. ลำไย  เร่งรัดนำร่าง พ.ร.บ. ลำไย เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาเพื่อวางกลไกช่วยเหลือเกษตรกรในระยะยาว 

ในการประชุมครั้งนี้สะท้อนว่า วิกฤตลำไยไทยไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการตรวจพบสาร SO₂ เกินมาตรฐาน แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของการปรับตัวทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยีในสวนและโรงคัดบรรจุ การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงการสร้างตลาดรองรับผลผลิต

ทางออกที่จำเป็นต้องเดินควบคู่กันจึงมีทั้งการเร่งเจรจาผ่อนปรนกับจีนเพื่อรักษาตลาดหลัก การพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง การกระจายตลาดส่งออก และการสร้างกลไกรับซื้อภายในประเทศ เพราะหากแก้ปัญหาไม่ทันก่อนผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ภาระความเสียหายจะตกอยู่กับชาวสวนลำไยโดยตรง และอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมลำไยไทยในระยะยาว.- 


ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN