น้ำท่วมกระทบนิคมฯ ค่ายรถหยุดผลิตชั่วคราว สะเทือนห่วงโซ่ผลิตไทย
น้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายนต่อเนื่องต้นเดือนตุลาคม ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ตั้งแต่โรงงานในพื้นที่น้ำท่วม ผู้ผลิตชิ้นส่วน ระบบขนส่ง ไปจนถึงโรงงานประกอบรถยนต์ที่ต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวเมื่อชิ้นส่วนส่งมาไม่ทัน
แม้หลายพื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลง แต่การกลับมาเดินเครื่องไม่ได้เกิดขึ้นทันที เพราะผู้ประกอบการยังต้องตรวจระบบไฟฟ้า เครื่องจักร วัตถุดิบ และเส้นทางขนส่ง ขณะที่บางกิจการยังต้องหาเงินทุนเพื่อซ่อมแซมและเติมสภาพคล่องก่อนกลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง
น้ำท่วมกระทบภาคผลิต 55 จังหวัด กว่า 4,200 แห่ง
ข้อมูลจากศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม ณ วันที่ 2 ตุลาคม ระบุว่า สถานประกอบการใน 55 จังหวัดได้รับผลกระทบ 4,216 แห่ง สะท้อนความเสียหายที่กระจายไปในหลายพื้นที่ของประเทศ
ในจำนวนนี้เป็น โรงงานอุตสาหกรรม 126 แห่ง SME 4,006 แห่ง วิสาหกิจชุมชน 82 แห่ง และเหมืองแร่ 2 แห่ง โดยประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 147.84 ล้านบาท
เมื่อแยกตามพื้นที่ กรุงเทพมหานครมีสถานประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด 1,114 แห่ง ตามด้วยสมุทรปราการ 499 แห่ง และปราจีนบุรี 405 แห่ง แสดงให้เห็นว่าน้ำท่วมรอบนี้กระทบทั้งพื้นที่เมืองและจังหวัดฐานการผลิตสำคัญ
สิ่งที่ต้องจับตาหลังน้ำลดคือความสามารถในการฟื้นกิจการ โดยผลสำรวจของกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 95% ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน ขณะที่ยังมีความต้องการด้านการระบายน้ำ การซ่อมอาคาร เครื่องจักร และระบบไฟฟ้า
จึงเป็นไปได้ว่า แม้น้ำจะลดแล้ว แต่กิจการบางแห่งอาจยังไม่สามารถกลับมาผลิตได้ทันที หากต้องใช้เงินซ่อมแซมก่อนที่จะเริ่มสร้างรายได้ ผู้ประกอบการจึงต้องประเมินทั้งค่าฟื้นฟูและเงินทุนหมุนเวียน พร้อมจัดลำดับว่าส่วนใดต้องเร่งแก้ไขก่อน
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเตรียมส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ผ่านโครงการฟื้นฟู SME เพื่อประเมินปัญหาเป็นรายกิจการ และช่วยให้ผู้ประกอบการกลับมาเดินเครื่องได้เร็วขึ้น
อมตะซิตี้ ชลบุรี น้ำลดแล้ว เร่งฟื้นโรงงาน 34 แห่ง
หนึ่งในพื้นที่อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบคือ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งเกิดน้ำท่วมในพื้นที่บางส่วนและกระทบโรงงานหลายแห่ง
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. รายงานว่า วันที่ 1 ตุลาคม พื้นที่เฟส 7–9 ของนิคมฯ มีระดับน้ำท่วมขังเฉลี่ยประมาณ 30–70 เซนติเมตร และมีโรงงานได้รับผลกระทบ 34 แห่ง หลังคันดินได้รับความเสียหายจนทำให้น้ำไหลเข้าสู่พื้นที่
ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม สถานการณ์ดีขึ้น โดยน้ำภายในนิคมลดลงแล้ว เหลือน้ำขังบางส่วนด้านนอก พร้อมเร่งระบายน้ำและติดตามน้ำจากพื้นที่ภายนอก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมซ้ำ
แต่สำหรับโรงงาน การที่น้ำลดไม่ได้หมายความว่าสามารถเปิดสายการผลิตได้ทันที
พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการยังต้องทำความสะอาด กำจัดสิ่งปนเปื้อน ตรวจระบบไฟฟ้า ระบบควบคุม เครื่องจักร รวมถึงจัดการวัตถุดิบและสินค้าที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลา บุคลากร และเงินทุน
ต้นทุนของธุรกิจหลังน้ำลดจึงเปลี่ยนจากการรับมือกับน้ำ มาเป็น ต้นทุนการฟื้นฟู หากเครื่องจักรยังใช้งานไม่ได้หรือวัตถุดิบต้องจัดหาใหม่ รายได้ของกิจการก็อาจกลับมาช้ากว่าการเปิดพื้นที่โรงงาน
สภาอุตสาหกรรมฯ เตรียมประสานทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมแซมและบำรุงรักษา เพื่อตรวจสอบความเสียหายก่อนนำเครื่องจักรกลับมาใช้งาน รวมถึงรวบรวมปัญหาด้านเงินทุนและการขนส่ง เพื่อเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ
สรุปข่าว
น้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายนต่อเนื่องต้นเดือนตุลาคม ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ตั้งแต่โรงงานในพื้นที่น้ำท่วม ผู้ผลิตชิ้นส่วน ระบบขนส่ง ไปจนถึงโรงงานประกอบรถยนต์ที่ต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวเมื่อชิ้นส่วนส่งมาไม่ทัน
แม้หลายพื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลง แต่การกลับมาเดินเครื่องไม่ได้เกิดขึ้นทันที เพราะผู้ประกอบการยังต้องตรวจระบบไฟฟ้า เครื่องจักร วัตถุดิบ และเส้นทางขนส่ง ขณะที่บางกิจการยังต้องหาเงินทุนเพื่อซ่อมแซมและเติมสภาพคล่องก่อนกลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง
น้ำท่วมกระทบภาคผลิต 55 จังหวัด กว่า 4,200 แห่ง
ข้อมูลจากศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม ณ วันที่ 2 ตุลาคม ระบุว่า สถานประกอบการใน 55 จังหวัดได้รับผลกระทบ 4,216 แห่ง สะท้อนความเสียหายที่กระจายไปในหลายพื้นที่ของประเทศ
ในจำนวนนี้เป็น โรงงานอุตสาหกรรม 126 แห่ง SME 4,006 แห่ง วิสาหกิจชุมชน 82 แห่ง และเหมืองแร่ 2 แห่ง โดยประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 147.84 ล้านบาท
เมื่อแยกตามพื้นที่ กรุงเทพมหานครมีสถานประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด 1,114 แห่ง ตามด้วยสมุทรปราการ 499 แห่ง และปราจีนบุรี 405 แห่ง แสดงให้เห็นว่าน้ำท่วมรอบนี้กระทบทั้งพื้นที่เมืองและจังหวัดฐานการผลิตสำคัญ
สิ่งที่ต้องจับตาหลังน้ำลดคือความสามารถในการฟื้นกิจการ โดยผลสำรวจของกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 95% ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน ขณะที่ยังมีความต้องการด้านการระบายน้ำ การซ่อมอาคาร เครื่องจักร และระบบไฟฟ้า
จึงเป็นไปได้ว่า แม้น้ำจะลดแล้ว แต่กิจการบางแห่งอาจยังไม่สามารถกลับมาผลิตได้ทันที หากต้องใช้เงินซ่อมแซมก่อนที่จะเริ่มสร้างรายได้ ผู้ประกอบการจึงต้องประเมินทั้งค่าฟื้นฟูและเงินทุนหมุนเวียน พร้อมจัดลำดับว่าส่วนใดต้องเร่งแก้ไขก่อน
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเตรียมส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ผ่านโครงการฟื้นฟู SME เพื่อประเมินปัญหาเป็นรายกิจการ และช่วยให้ผู้ประกอบการกลับมาเดินเครื่องได้เร็วขึ้น
อมตะซิตี้ ชลบุรี น้ำลดแล้ว เร่งฟื้นโรงงาน 34 แห่ง
หนึ่งในพื้นที่อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบคือ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งเกิดน้ำท่วมในพื้นที่บางส่วนและกระทบโรงงานหลายแห่ง
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. รายงานว่า วันที่ 1 ตุลาคม พื้นที่เฟส 7–9 ของนิคมฯ มีระดับน้ำท่วมขังเฉลี่ยประมาณ 30–70 เซนติเมตร และมีโรงงานได้รับผลกระทบ 34 แห่ง หลังคันดินได้รับความเสียหายจนทำให้น้ำไหลเข้าสู่พื้นที่
ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม สถานการณ์ดีขึ้น โดยน้ำภายในนิคมลดลงแล้ว เหลือน้ำขังบางส่วนด้านนอก พร้อมเร่งระบายน้ำและติดตามน้ำจากพื้นที่ภายนอก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมซ้ำ
แต่สำหรับโรงงาน การที่น้ำลดไม่ได้หมายความว่าสามารถเปิดสายการผลิตได้ทันที
พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการยังต้องทำความสะอาด กำจัดสิ่งปนเปื้อน ตรวจระบบไฟฟ้า ระบบควบคุม เครื่องจักร รวมถึงจัดการวัตถุดิบและสินค้าที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลา บุคลากร และเงินทุน
ต้นทุนของธุรกิจหลังน้ำลดจึงเปลี่ยนจากการรับมือกับน้ำ มาเป็น ต้นทุนการฟื้นฟู หากเครื่องจักรยังใช้งานไม่ได้หรือวัตถุดิบต้องจัดหาใหม่ รายได้ของกิจการก็อาจกลับมาช้ากว่าการเปิดพื้นที่โรงงาน
สภาอุตสาหกรรมฯ เตรียมประสานทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมแซมและบำรุงรักษา เพื่อตรวจสอบความเสียหายก่อนนำเครื่องจักรกลับมาใช้งาน รวมถึงรวบรวมปัญหาด้านเงินทุนและการขนส่ง เพื่อเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ
น้ำท่วมลามซัพพลายเชน โตโยต้าหยุดผลิต 3 โรงงาน
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะโรงงานที่ถูกน้ำท่วม เพราะเมื่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่สามารถส่งสินค้าได้ โรงงานประกอบที่อยู่ปลายทางก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ชี้แจงว่า สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อการจัดส่งชิ้นส่วนจากพื้นที่สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ทำให้บริษัทกำหนดหยุดการผลิตชั่วคราว 3 โรงงาน ได้แก่ สำโรง บ้านโพธิ์ และเกตเวย์ ระหว่างวันที่ 5–10 ตุลาคม โดยช่วงเวลาหยุดผลิตอาจปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์และความพร้อมของชิ้นส่วน
โตโยต้าระบุว่า กำลังประสานกับผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อฟื้นการจัดส่ง บริหารชิ้นส่วนคงคลัง รวมถึงปรับแผนการผลิตและการขนส่งให้สอดคล้องกับสถานการณ์
กรณีนี้สะท้อนความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตรถยนต์อย่างชัดเจน เพราะแม้โรงงานประกอบไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่หากชิ้นส่วนสำคัญเพียงบางรายการส่งมาไม่ถึง สายการผลิตก็อาจไม่สามารถเดินต่อได้ตามปกติ
สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนและธุรกิจขนส่ง สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การแจ้งข้อมูลให้โรงงานปลายทางทราบว่า ชิ้นส่วนรายการใดส่งได้ จำนวนเท่าไร และจะถึงโรงงานเมื่อใด เพื่อให้ค่ายรถสามารถปรับแผนผลิตให้ตรงกับสินค้าที่มีอยู่จริง
ด้านการส่งมอบรถ โตโยต้าระบุว่ากำลังดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อลูกค้า หากคำสั่งซื้อใดได้รับผลกระทบ จะประสานผ่านผู้แทนจำหน่ายเมื่อสามารถยืนยันกำหนดส่งมอบได้
ฮอนด้าหยุด 2 โรงงาน หลังซัพพลายเออร์ส่งชิ้นส่วนไม่ได้
อีกค่ายรถที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาซัพพลายเชนคือ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งประกาศหยุดการผลิตชั่วคราวในโรงงาน 2 แห่ง
ฮอนด้ากำหนดหยุดโรงงานที่ ปราจีนบุรีและอยุธยา ระหว่างวันที่ 2–6 ตุลาคม 2026 เนื่องจากซัพพลายเออร์ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนได้ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ชลบุรีและระยอง
ปัญหาดังกล่าวกระทบการผลิตรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น ขณะเดียวกันบริษัทยังเปิดให้พนักงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหยุดงานเพื่อดูแลครอบครัวและทรัพย์สิน สะท้อนว่า ความพร้อมของภาคการผลิตไม่ได้ขึ้นอยู่เฉพาะเครื่องจักรและวัตถุดิบ แต่รวมถึงแรงงานด้วย
ฮอนด้าประเมินว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นในระยะสั้น และหลังกลับมาเดินสายการผลิตมีแผน เพิ่มกะและทำงานล่วงเวลา เพื่อชดเชยกำลังผลิตที่หายไปและรองรับการส่งมอบรถตามคำสั่งซื้อ
อย่างไรก็ตาม การเร่งผลิตชดเชยจะทำได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อผู้ผลิตชิ้นส่วนกลับมาส่งสินค้าได้ต่อเนื่อง หากซัพพลายเออร์บางรายยังฟื้นไม่ทัน การเพิ่มกำลังผลิตของโรงงานประกอบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
น้ำลด แต่โจทย์ใหญ่คือทำให้ทั้งห่วงโซ่กลับมาเดินพร้อมกัน
กรณีของโตโยต้าและฮอนด้าแสดงให้เห็นว่า ความเสียหายจากน้ำท่วมไม่ได้วัดจากจำนวนโรงงานที่มีน้ำเข้าเพียงอย่างเดียว เพราะโรงงานหนึ่งแห่งที่ผลิตชิ้นส่วนสำคัญหยุดดำเนินการ สามารถส่งผลต่อโรงงานประกอบและธุรกิจอื่นในห่วงโซ่เดียวกันได้
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุว่า ผลกระทบครั้งนี้เชื่อมโยงตั้งแต่ผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ขนส่ง ไปจนถึงแรงงาน จึงต้องเร่งฟื้นทั้งอาคาร ระบบไฟฟ้า เครื่องจักร และการขนส่ง เพื่อทำให้ห่วงโซ่การผลิตกลับมาเชื่อมต่อกัน
สำหรับผู้ประกอบการไทย เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบเรื่อง Business Continuity หรือความต่อเนื่องทางธุรกิจ ตั้งแต่การประเมินพื้นที่เสี่ยง การมีเส้นทางขนส่งสำรอง การบริหารสต็อก ไปจนถึงการตรวจความพร้อมของซัพพลายเออร์
เพราะหลังน้ำลด เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงทำให้โรงงานของตัวเองเปิดได้อีกครั้ง แต่ต้องทำให้ ทั้งเครือข่ายสามารถกลับมาผลิตและส่งมอบสินค้าได้ทันเวลา ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาคำสั่งซื้อและความเชื่อมั่นในฐานการผลิตของไทย
- แนะผู้ประสบภัย "น้ำท่วม" เช็กสิทธิกู้ตามกรมธรรม์ ช่วยสภาพคล่องก่อนเวนคืนได้
- น้ำท่วมปราจีนบุรีล่าสุด ท่วม 7 อำเภอ 65 ตำบล เดือดร้อน 5.8 หมื่นครัวเรือน บ้านสร้างน่าห่วง
- อย่าช้า! ปลัด มท. สั่งปูพรมสำรวจความเสียหายน้ำท่วม-เร่งโอนเงินเยียวยา
- “น้ำท่วม” ดันเคลมรถพุ่ง กดดัน “ธุรกิจประกัน” จับตาค่าซ่อม-สินไหมหลังน้ำลด
- เบื้องหลัง กทม. ทบทวนแผน “แก้มลิงบึงคู้บอน” สู่ทางเลือกโครงสร้างขนาดใหญ่
ที่มารูปภาพ : chatgpt
