ตลาดหลักทรัพย์ฯ-จุฬาฯ จับมือ พัฒนาหลักสูตรธุรกิจครอบครัวและบริหารความมั่งคั่ง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ว่าด้วยการยกระดับมาตรฐานการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย มุ่งพัฒนาหลักสูตรด้านธุรกิจครอบครัว (Family Business) การบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งของครอบครัว (Family Wealth Management)
ทั้งระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา ให้มีความเป็นเลิศระดับสากล พร้อมจัดทำกรณีศึกษา งานวิจัยเชิงลึก ตลอดจนส่งเสริมธรรมาภิบาล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่ และผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจครอบครัวระดับประเทศและภูมิภาค
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Who Will Lead Thailand’s Family Businesses Tomorrow? สร้างคน ยกระดับความรู้ สู่อนาคตธุรกิจครอบครัวไทย” ว่า ธุรกิจครอบครัวคือรากฐานสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การเตรียมความพร้อมให้รับมือกับความท้าทายในอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นการผสานจุดแข็งระหว่างภาคตลาดทุน และสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจครอบครัวไทยผ่าน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
1) การพัฒนาเนื้อหาองค์ความรู้
2) การวิจัย การจัดทำกรณีศึกษาธุรกิจครอบครัวไทย
3) การส่งเสริมธรรมาภิบาลและความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว
4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย องค์กรภาคธุรกิจ และสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ
และ 5) การแลกเปลี่ยนและพัฒนาบุคลากร รวมถึงทรัพยากรทางวิชาการของทั้งสององค์กร
สิ่งเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ ให้ก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตอกย้ำบทบาทการเป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน
สรุปข่าว
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ว่าด้วยการยกระดับมาตรฐานการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย มุ่งพัฒนาหลักสูตรด้านธุรกิจครอบครัว (Family Business) การบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งของครอบครัว (Family Wealth Management)
ทั้งระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา ให้มีความเป็นเลิศระดับสากล พร้อมจัดทำกรณีศึกษา งานวิจัยเชิงลึก ตลอดจนส่งเสริมธรรมาภิบาล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่ และผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจครอบครัวระดับประเทศและภูมิภาค
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Who Will Lead Thailand’s Family Businesses Tomorrow? สร้างคน ยกระดับความรู้ สู่อนาคตธุรกิจครอบครัวไทย” ว่า ธุรกิจครอบครัวคือรากฐานสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การเตรียมความพร้อมให้รับมือกับความท้าทายในอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นการผสานจุดแข็งระหว่างภาคตลาดทุน และสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจครอบครัวไทยผ่าน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
1) การพัฒนาเนื้อหาองค์ความรู้
2) การวิจัย การจัดทำกรณีศึกษาธุรกิจครอบครัวไทย
3) การส่งเสริมธรรมาภิบาลและความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว
4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย องค์กรภาคธุรกิจ และสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ
และ 5) การแลกเปลี่ยนและพัฒนาบุคลากร รวมถึงทรัพยากรทางวิชาการของทั้งสององค์กร
สิ่งเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ ให้ก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตอกย้ำบทบาทการเป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาฯ โดยสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ (SASIN) และวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUii) พร้อมบูรณาการความเชี่ยวชาญทางวิชาการ เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรและสร้างองค์ความรู้ที่ได้มาตรฐานสากล ยกระดับงานวิจัยและกรณีศึกษาธุรกิจครอบครัวไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
พร้อมนำนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ซึ่งจุฬาฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยยกระดับการศึกษาไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจครอบครัวที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล
ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ฉบับนี้มีระยะเวลา 5 ปี นับเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างภาคตลาดทุนและ ภาคการศึกษา เพื่อยกระดับศักยภาพของทายาทและผู้บริหารธุรกิจครอบครัวไทย พร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันการเงิน และองค์กรธุรกิจชั้นนำทั้งในประเทศ ระดับนานาชาติ และภูมิภาค CLMV เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจครอบครัวไทยเติบโตและสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน
สำหรับธุรกิจครอบครัวถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยธุรกิจครอบครัวไทย มีสัดส่วนประมาณ 80% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตามข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2567 ข้อมูลเบื้องต้นคาดว่าจำนวน SMEs ไทยมีประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศ (อ้างอิงข้อมูล ณ ปี 2568 ) ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจ SMEs สร้าง GDP ประมาณ 6.6 ล้านล้านบาท หรือ 34.8% ของ GDP มีการจ้างงานประมาณ 13.6 ล้านคน เป็นแหล่งรายได้สำคัญของแรงงานไทยและครอบครัวทั่วประเทศ เป็นรากฐานการจ้างงานและรายได้ของคนไทย การยกระดับธุรกิจเหล่านี้ จึงมีความสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวรายใหญ่ มีบทบาทสำคัญในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัว 561 แห่ง จ้างงานรวม 1.35 ล้านคน ในปี 2566 โดยธุรกิจเหล่านี้ช่วยกระจายรายได้ สร้างอาชีพ กระตุ้นการบริโภค และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ชุมชนจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี จากภาพเศรษฐกิจปัจจุบันทีมีความท้าทายจากต้นทุนสูง การแข่งขันรุนแรง การเข้าถึงเงินทุน และการปรับตัวด้านเทคโนโลยีในเศรษฐกิจยุค New Economy ซึ่งล้วนส่งผลต่อความสามารถในการเติบโตของธุรกิจ จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้และปรับตัวให้อยู่นอดและเติบโตได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่
ที่มาข้อมูล : ตลาดหลักทรัพย์ฯ , จุฬาฯ
ที่มารูปภาพ : ตลาดหลักทรัพย์ฯ
