"แรงงานแพลตฟอร์ม" จ้างงานไทย ก้าวไม่ทัน

Share on Line Share on Facebook Share on X

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ วิเคราะห์สถานการณ์ “แรงงานแพลตฟอร์ม: เมื่อการคุ้มครองต้องก้าวให้ทันการจ้างงานยุคดิจิทัล” พบว่าเบื้องหลังความสะดวกของการสั่งอาหาร เรียกรถ หรือ จ้างบริการผ่านแอปพลิเคชัน คือแรงงานแพลตฟอร์ม ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล


ธนาคารโลกประเมินเมื่อปี 2023 ว่า มีแรงงานแพลตฟอร์มทั่วโลกประมาณ 154-435 ล้านคน หรือ คิดเป็นร้อยละ 4.4-12.5 ของกำลังแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าการทำงานผ่านแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบการจ้างงานทางเลือกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดแรงงานโลก


สำหรับประเทศไทย ธุรกิจบริการดิจิทัลซึ่งรวมถึงธุรกิจแพลตฟอร์มมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นจาก 310,000 ล้านบาท ในปี 2023 เป็น 520,000 ล้านบาท ในปี 2027 อีกทั้ง เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยในปี 2025 รองรับแรงงานเกือบ 460,000 คน 


นอกจากนี้ งานศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในปี 2025 พบว่า Grab เพียงแพลตฟอร์มเดียวสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 180,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.0 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และก่อให้เกิดการจ้างงานกว้า 280,000 ตำแหน่ง 

สรุปข่าว

สภาพัฒน์ชี้ ระบบคุ้มครองการจ้างงานของไทย ก้าวไม่ทัน "แรงงานแพลตฟอร์ม" ประมาณ 460,000 คน เหตุมีลักษณะ"ก้ำกึ่ง" ระหว่างลูกจ้าง -ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พร้อมถอดบทเรียนการแก้ปัญหาในต่างประเทศ แนะภาครัฐเร่งทบทวนและผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระให้เหมาะสมและมีผลบังคับใช้โดยเร็ว

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ วิเคราะห์สถานการณ์ “แรงงานแพลตฟอร์ม: เมื่อการคุ้มครองต้องก้าวให้ทันการจ้างงานยุคดิจิทัล” พบว่าเบื้องหลังความสะดวกของการสั่งอาหาร เรียกรถ หรือ จ้างบริการผ่านแอปพลิเคชัน คือแรงงานแพลตฟอร์ม ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล


ธนาคารโลกประเมินเมื่อปี 2023 ว่า มีแรงงานแพลตฟอร์มทั่วโลกประมาณ 154-435 ล้านคน หรือ คิดเป็นร้อยละ 4.4-12.5 ของกำลังแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าการทำงานผ่านแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบการจ้างงานทางเลือกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดแรงงานโลก


สำหรับประเทศไทย ธุรกิจบริการดิจิทัลซึ่งรวมถึงธุรกิจแพลตฟอร์มมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นจาก 310,000 ล้านบาท ในปี 2023 เป็น 520,000 ล้านบาท ในปี 2027 อีกทั้ง เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยในปี 2025 รองรับแรงงานเกือบ 460,000 คน 


นอกจากนี้ งานศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในปี 2025 พบว่า Grab เพียงแพลตฟอร์มเดียวสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 180,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.0 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และก่อให้เกิดการจ้างงานกว้า 280,000 ตำแหน่ง 

แม้แรงงานแพลตฟอร์มจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ระบบคุ้มครองแรงงานไทยในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากกฎหมายแรงงานแบ่งผู้ทำงานเป็น 2 กลุ่มหลักได้แก่ "ลูกจ้าง" และ “ผู้ประกอบอาชีพอิสระ” 


ขณะที่แรงงานแพลตฟอร์มมีลักษณะ "ก้ำกึ่ง" ระหว่างสองสถานะ โดยแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ อาทิ Grab, LINE MAN, Bolt, และ BeNeat กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานมีสถานะเป็นผู้ให้บริการบริการอิสระ (Partner) ซึ่งในทางกฎหมายถือเป็นผู้รับจ้างทำของ (Contractor) จึงไม่อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์แบบนายจ้างและลูกจ้าง และไม่ได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายแรงงานเช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป 


แต่ในทางปฏิบัติแรงงานกลับต้องทำงานภายใต้การกำกับของแพลตฟอร์มผ่านระบบอัลกอริทึม ทั้งการจัดสรรงาน การกำหนดค่าตอบแทน การประเมินผล และการระงับบัญชีผู้ใช้งาน ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ตกอยู่ในช่องว่างด้านการคุ้มครอง โดยไม่ได้รับสิทธิพื้นฐานเช่นเดียวกับลูกจ้าง ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถกำหนดเงื่อนไขการทำงานได้เช่นเดียวกับผู้ประกอบอาชีพอิสระทั่วไป 


สภาพัฒน์ระบุว่า ช่องว่างดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาสำคัญ 3 ประการ 


1. ความไม่มั่นคงด้านรายได้และสวัสดิการ แรงงานแพลตฟอร์มไม่มีหลักประกันค่าจ้างขั้นต่ำ ชั่วโมงการทำงาน วันลา หรือค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง ขณะเดียวกัน ค่าตอบแทนยังมีความไม่แน่นอนจากการแข่งขันที่สูงขึ้น การหักค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์ม ซึ่งบางแห่งสูงถึงร้อยละ 25.0 รวมถึงการปรับลดค่ารอบและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจ่ายค่าตอบแทนที่เกิดขึ้นเป็นระยะ โดยแรงงานอาจไม่ได้รับแจ้งล้วงหน้า 


ข้อมูลของ Rocket Media Lab (2024) พบว่า ในช่วงปี 2019-2023 ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหลายรายปรับลดค่ารอบรวม 15 ครั้ง ทำให้รายได้ของไรเดอร์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แรงงานยังต้องรับภาระ ต้นทุนการทำงานด้วยตนเอง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุงยานพาหนะ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าอุปกรณ์ที่จำเป็น ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 6 ของรายได้ (Smart SME, 2022) ส่งผลให้เมื่อคำนวณรายได้สุทธิจากการทำงานแล้วแรงงานส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอย่างมีนัยสำคัญ ตามข้อมูลของ Fairwork ปี 2025 


2. ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย การปรับลดค่าตอบแทน ประกอบกับระบบบริหารจัดการของแพลตฟอร์มที่สร้างแรงกดดันให้แรงงานต้องรับงานอย่างต่อเนื่อง เช่น การรับส่งหลายออเดอร์ในรอบเดียว การลดโอกาสได้รับงานหากปฏิเสธงานในช่วงฝนตก และระบบคะแนนที่เชื่อมโยงกับโอกาสได้รับงานและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากทำงานถึงวันละ 10-12 ชั่วโมง (Teerakowitkajorn & Tularak, 2020; Fairwork, 2025) ซึ่งยาวนานกว่าระยะเวลาการทำงานทั่วไป และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและอุบัติเหตุจากการทำงาน 


สภาพัฒน์ระบุว่า งานศึกษาของอรรคณัฐ วันทนะสมบัติ และอนรรฆ พิทักษ์ธานิน (2021) พบว่า แรงงานส่งอาหารร้อยละ 33.5 เคยประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 40.0 ได้รับบาดเจ็บสาหัส และร้อยละ 12.0 เสียชีวิต นอกจากนี้ แรงงานบางกลุ่ม เช่น แม่บ้านทำความสะอาด ยังเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศ (เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร, 2020 ) 


อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองจากแพลตฟอร์มยังคงมีอยู่อย่างจำกัด โดยบางแพลตฟอร์มกำหนดเงื่อนไขการคุ้มครองประกันภัยให้ขึ้นอยู่กับผลการปฏิบัติงานของแรงงาน ขณะที่บางแพลตฟอร์มไม่มีการจัดประกันภัยให้แก่แรงงานเลย (Fairwork, 2025)


3. การบริหารจัดการขาดความโปร่งใสและอำนาจต่อรองจำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มส่วนใหญ่มักจะกำหนดสัญญาและเงื่อนไขการให้บริการที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตนเอง เช่น การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข การทำงานได้ฝ่ายเดียวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของแพลตฟอร์ม 


ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการผ่านระบบอัลกอริทึมยังขาดความโปร่งใส แรงงานไม่ทราบหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการจัดสรรงาน ประเมินผล หรือการตัดสินใจของระบบอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ระบบให้คะแนนจากลูกค้ายังส่งผลต่อโอกาสได้รับงาน และอาจนำไปสู่การพักงานหรือระงับบัญชีได้ แต่แรงงานกลับมีช่องทางร้องเรียนหรืออุทธรณ์ที่เข้าถึงได้ยากและใช้เวลานาน ส่งผลให้หลายคนยอมรับภาระความเสียหายหรือการตัดสินใจของแพลตฟอร์ม เพื่อรักษาสิทธิในการทำงานต่อไป (Fairwork, 2568)


ในช่วงที่ผ่านมา แรงงานแพลตฟอร์มโดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ได้รวมตัวกันเรียกร้องให้บริษัทแพลตฟอร์มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากข้อมูล Rocket Media Lab (2567) พบว่าในช่วงปี 2019 -2023 มีการประท้วงของไรเดอร์ทั้งหมด 113 ครั้ง โดยประเด็นที่ได้รับการตอบสนองจากแพลตฟอร์มส่วนใหญ่เป็นด้านความสะดวกในการทำงาน เช่น การปรับปรุงระบบ GPS การพัฒนาระบบกระจายงาน การชะลอการรับ ไรเดอร์รายใหม่ และการปรับปรุงระบบสนับสนุนผู้ให้บริการ ขณะที่ประเด็นเชิงโครงสร้าง เช่น ค่าตอบแทน และหลักประกันในการทำงาน ยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไข


ทั้งนี้ ภาครัฐได้เริ่มพัฒนากลไกคุ้มครอง เช่น การผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ.ศ. .... และการจัดตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางกำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ขั้นต่ำสำหรับผู้ทำงานบนแพลตฟอร์ม 

อย่างไรก็ดี หลายประเทศได้พัฒนาแนวทางคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน โดยสามารถจำแนกได้เป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่ 


1. การใช้กฎหมายแรงงานที่มีอยู่เดิมและให้ศาลพิจารณาจากสภาพการทำงานจริงเป็นรายกรณีเมื่อมีข้อพิพาท ดังเช่น สหราชอาณาจักร ศาลฎีกามีคำพิพากษาในปี 2021 ให้คนขับ Uber มีสถานะเปน “ผู้ปฏิบัติงาน (Worker)” ตาม Employment Rights Act 1996 


ส่งผลให้ได้รับสิทธิพื้นฐาน เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ และวันลาพักผ่อนโดยได้รับค่าค้าง แม้สัญญาจะระบุว่าคนขับเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่เมื่อคนขับเปิดแอปพลิเคชันและพร้อมรับงาน จะอยู่ภายใต้การควบคุมและเงื่อนไขที่แพลตฟอร์มกำหนด 


ในทางกลับกัน คดี Deliveroo เมื่อปี 2017 ศาลวินิจฉัยว่าไรเดอร์เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ เนื่องจากสามารถส่งงานต่อให้ผู้อื่น ปฏิเสธงาน และกำหนดเวลาทำงานของตนเองได้อย่างอิสระ แนวทางนี้เปิดโอกาสให้ศาลวินิจฉัยตามลักษณะการทำงานของแต่ละแพลตฟอร์ม อย่างไรก็ดี การคุ้มครองจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งมักใช้เวลานาน มีค่าใช้จ่ายสูง และแรงงานมักเสียเปรียบผู้ประกอบการที่มีทรัพยากรมากกว่า


2. การออกกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม ดังเช่น สเปน ที่ออก Rider Law ในปี 2021 กำหนดให้ไรเดอร์มีสถานะเป็นลูกจ้างโดยสันนิษฐาน เว้นแต่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น พร้อมทั้งกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลอัลกอริทึมที่ใช้ในการจัดสรรงานและประเมินผลการทำงาน เพื่อความโปร่งใสในการบริหารจัดการ


ขณะที่ อิตาลี ยังคงให้ไรเดอร์มีสถานะเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่กำหนดมาตรการคุ้มครองเฉพาะผ่าน Riders Decree อาทิ การคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน สะท้อน ให้เห็นว่า กฎหมายเฉพาะสามารถกำหนดระดับความคุ้มครองให้เหมาะสมกับลักษณะการทำงานได้ โดย ไม่จำเป็นต้องกำหนดให้แรงงานแพลตฟอร์มมีสถานะเป็นลูกจ้างเสมอไป



นอกจากนี้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้รับรองอนุสัญญาฉบับที่ 193 ว่าด้วย "งานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” (Decent Work in the Platform Economy) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 โดยกำหนดหลักการสำคัญให้ประเทศสมาชิกพิจารณาสถานะการจ้างงานจากลักษณะการทำงานที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าสถานะที่ระบุไว้ในสัญญา เพื่อให้แรงงานแพลตฟอร์มได้รับสิทธิและความคุ้มครองที่เหมาะสม 


ครอบคลุมทั้งค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน การเข้าถึงระบบประกันสังคม สิทธิในการรวมตัวและ เจรจาต่อรอง การคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ ตลอดจนการกำกับดูแลการบริหารจัดการแรงงานผ่านระบบอัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์ 


แม้อนุสัญญาดังกล่าวต้องผ่านกระบวนการให้สัตยาบันของแต่ละประเทศก่อนจึงจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ถือเป็นกรอบสำคัญที่ส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ ทบทวนกฎหมายและมาตรการ คุ้มครองแรงงานให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป


สำหรับประเทศไทย อนุสัญญาดังกล่าวสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เช่น การเปิดเผยข้อมูลอัลกอริทึม และ การแจ้งล่วงหน้าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการทำงานที่ส่งผลต่อแรงงาน ทั้งนี้ ควรเร่งทบทวนและผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ.ศ. .... ให้มีความเหมาะสมและมีผลบังคับใช้โดยเร็ว ควบคู่กับการส่งเสริมให้แรงงานแพลตฟอร์มสามารถรวมตัวหรือจัดตั้งองค์กรผู้แทนแรงงานที่ได้รับการรับรอง เพื่อเป็นกลไกในการสะท้อนปัญหาและหารือมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมในอนาคต


ทั้งนี้ แนวคิดการรวมกลุ่ม Platform Coop หรือการผสานธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ากับหลักการสหกรณ์ เพื่อพัฒนารูปแบบธุรกิจที่ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างเป็นธรรม เริ่มได้รับความสนใจ ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย อาทิ


กรณีของไทยมีแพลตฟอร์ม "ตามสั่ง-ตามส่ง" แพลตฟอร์มส่งอาหารและพัสดุที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างวินมอเตอร์ไซค์ซอยลาดพร้าว 101 กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คิดค่าบริการตามต้นทุนจริงของอาหารและค่าโดยสาร และค่าบริการเพิ่มเติมเพียง 5-10 บาท ปัจจุบันได้ขยายการดำเนินงานไปยังหลายพื้นที่ชุมชน และเป็นตัวอย่างของการใช้แพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มรายได้และเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชน เป็นต้น