
ความตึงเครียดของสงครามการค้าปะทุขึ้นอีกครั้งในอเมริกาเหนือ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาในอัตราร้อยละ 50 คิดเป็นมูลค่าสินค้ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมสินค้าหลายรายการ อาทิ ไวน์ นม เฟอร์นิเจอร์ ซีเมนต์ อุปกรณ์ฮอกกี้ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังกดดันให้ภาคธุรกิจของแคนาดาย้ายฐานการผลิตเข้าไปในสหรัฐฯ โดยทันที เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการกำแพงภาษีล่าสุด
จากนั้นในวันที่ 25 สิงหาคม ทางการแคนาดาก็ตอบโต้กลับ ด้วยการประกาศเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ ในอัตราร้อยละ 15-50 ซึ่งเป็นการตอบโต้แบบดอลลาร์ต่อดอลลาร์ หรือตาต่อตา ฟันต่อฟัน โดยจะมีผลตั้งแต่ 8 กันยายนนี้ ครอบคลุมสินค้ากว่า 700 รายการ รวมมูลค่ากว่า 2.76 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อาทิ เหล็ก นม เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแต่ละรายการจะใช้อัตราภาษีเดียวกับที่สหรัฐฯ เก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากแคนาดา ยกตัวอย่างสินค้ากลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียมจะเก็บภาษีในอัตราสูงสุดที่ร้อยละ 50 ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องซักผ้า เครื่องล้างงาน และผลิตภัณฑ์จากนมอย่างชีส จะถูกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 25 การตอบโต้แบบไม่มีใครยอมใครส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศย่ำแย่หนักสุดในรอบหลายปี และส่งผลให้การเจรจาการค้าระหว่างกันล่มไปในที่สุด
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดา ทั้งการค้าสินค้าและบริการ ปี 2025 อยู่ที่ 8.723 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 4.21 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ 4.6 จากปี 2024 โดยสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้ากับแคนาดา แต่เกินดุลการค้าบริการกับแคนาดา

ภายหลังการเจรจาการค้าล่มไป ผู้นำสหรัฐฯ ก็เพิ่มดีกรีความขัดแย้ง ด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ รถบรรทุก และชิ้นส่วนยานยนต์จากแคนาดา ในอัตราร้อยละ 50 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 2027 ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปัจจุบันที่ภาษีอยู่ในอัตราร้อยละ 25 การพุ่งเป้าอุตสาหกรรมยานยนต์จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของแคนาดาอย่างมาก และหากการบูรณาการอุตสาหกรรมยานยนต์ของอเมริกาเหนือล่มสลาย ผลกระทบจะเพิ่มขึ้นและแพร่ไปยังเศรษฐกิจในวงกว้าง
ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดามีการบูรณาการอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ข้อตกลงยานยนต์ปี 1965 ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากแก่ทั้ง 2 ประเทศ ทั้งในแง่ต้นทุนที่ลดลงสำหรับผู้บริโภค ค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้น จำนวนการผลิตและกำไรที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานถูกออกแบบมาสำหรับการค้าเสรีระหว่างกัน เพราะชิ้นส่วนรถยนต์อาจข้ามพรมแดนหลายครั้งผ่านรูปแบบต่าง ๆ ก่อนถูกประกอบเป็นรถยนต์ 1 คัน ไม่เช่นนั้นก็อาจต้องเสียภาษีนำเข้าหลายครั้ง แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เชื่อในแนวทางดังกล่าว และการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ก็ทำให้เกิดความไม่แน่นอนสำหรับผู้ผลิตรถยนต์
อย่างไรก็ตาม ตลาดรถยนต์ของแคนาดามีขนาดเล็กกว่าเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ โดยมียอดขายรถยนต์ใหม่ไม่ถึง 2 ล้านคันในปี 2025 เทียบกับในสหรัฐฯ ที่มียอดขายรถยนต์ใหม่มากกว่า 16 ล้านคัน ข้อมูลของ GlobalData ระบุว่า จำนวนรถยนต์ที่แคนาดาผลิตอยู่ที่ 861,000 คัน คิดเป็นเพียงร้อยละ 5.4 ของยอดขายทั้งหมดในสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว
สรุปข่าว

ความตึงเครียดของสงครามการค้าปะทุขึ้นอีกครั้งในอเมริกาเหนือ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาในอัตราร้อยละ 50 คิดเป็นมูลค่าสินค้ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมสินค้าหลายรายการ อาทิ ไวน์ นม เฟอร์นิเจอร์ ซีเมนต์ อุปกรณ์ฮอกกี้ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังกดดันให้ภาคธุรกิจของแคนาดาย้ายฐานการผลิตเข้าไปในสหรัฐฯ โดยทันที เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการกำแพงภาษีล่าสุด
จากนั้นในวันที่ 25 สิงหาคม ทางการแคนาดาก็ตอบโต้กลับ ด้วยการประกาศเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ ในอัตราร้อยละ 15-50 ซึ่งเป็นการตอบโต้แบบดอลลาร์ต่อดอลลาร์ หรือตาต่อตา ฟันต่อฟัน โดยจะมีผลตั้งแต่ 8 กันยายนนี้ ครอบคลุมสินค้ากว่า 700 รายการ รวมมูลค่ากว่า 2.76 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อาทิ เหล็ก นม เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแต่ละรายการจะใช้อัตราภาษีเดียวกับที่สหรัฐฯ เก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากแคนาดา ยกตัวอย่างสินค้ากลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียมจะเก็บภาษีในอัตราสูงสุดที่ร้อยละ 50 ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องซักผ้า เครื่องล้างงาน และผลิตภัณฑ์จากนมอย่างชีส จะถูกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 25 การตอบโต้แบบไม่มีใครยอมใครส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศย่ำแย่หนักสุดในรอบหลายปี และส่งผลให้การเจรจาการค้าระหว่างกันล่มไปในที่สุด
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดา ทั้งการค้าสินค้าและบริการ ปี 2025 อยู่ที่ 8.723 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 4.21 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ 4.6 จากปี 2024 โดยสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้ากับแคนาดา แต่เกินดุลการค้าบริการกับแคนาดา

ภายหลังการเจรจาการค้าล่มไป ผู้นำสหรัฐฯ ก็เพิ่มดีกรีความขัดแย้ง ด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ รถบรรทุก และชิ้นส่วนยานยนต์จากแคนาดา ในอัตราร้อยละ 50 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 2027 ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปัจจุบันที่ภาษีอยู่ในอัตราร้อยละ 25 การพุ่งเป้าอุตสาหกรรมยานยนต์จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของแคนาดาอย่างมาก และหากการบูรณาการอุตสาหกรรมยานยนต์ของอเมริกาเหนือล่มสลาย ผลกระทบจะเพิ่มขึ้นและแพร่ไปยังเศรษฐกิจในวงกว้าง
ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดามีการบูรณาการอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ข้อตกลงยานยนต์ปี 1965 ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากแก่ทั้ง 2 ประเทศ ทั้งในแง่ต้นทุนที่ลดลงสำหรับผู้บริโภค ค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้น จำนวนการผลิตและกำไรที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานถูกออกแบบมาสำหรับการค้าเสรีระหว่างกัน เพราะชิ้นส่วนรถยนต์อาจข้ามพรมแดนหลายครั้งผ่านรูปแบบต่าง ๆ ก่อนถูกประกอบเป็นรถยนต์ 1 คัน ไม่เช่นนั้นก็อาจต้องเสียภาษีนำเข้าหลายครั้ง แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เชื่อในแนวทางดังกล่าว และการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ก็ทำให้เกิดความไม่แน่นอนสำหรับผู้ผลิตรถยนต์
อย่างไรก็ตาม ตลาดรถยนต์ของแคนาดามีขนาดเล็กกว่าเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ โดยมียอดขายรถยนต์ใหม่ไม่ถึง 2 ล้านคันในปี 2025 เทียบกับในสหรัฐฯ ที่มียอดขายรถยนต์ใหม่มากกว่า 16 ล้านคัน ข้อมูลของ GlobalData ระบุว่า จำนวนรถยนต์ที่แคนาดาผลิตอยู่ที่ 861,000 คัน คิดเป็นเพียงร้อยละ 5.4 ของยอดขายทั้งหมดในสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว

น่าสนใจว่า ผู้ที่เจ็บหนักจากการที่สหรัฐฯ พุ่งเป้าเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาในอัตราร้อยละ 50 กลับกลายเป็น 2 ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง “โตโยต้า” (Toyota) และ “ฮอนด้า” (Honda) เพราะทั้ง 2 บริษัทมีสัดส่วนร้อยละ 76.5 หรือมากกว่า 3 ใน 4 ของรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตในแคนาดา ในปี 2025 นอกจากนี้ ทั้ง “โตโยต้า” และ “ฮอนด้า” ต่างก็ผลิตรถยนต์ในแคนาดาได้มากกว่าค่ายรถอื่น ๆ อาทิ ฟอร์ด, เจเนอรัล มอเตอร์ส (GM) และสเตลแลนทิส ผลิตรวมกันเสียอีก หากมาตรการกำแพงภาษีล่าสุดมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2027 อาจทำให้ทั้ง “โตโยต้า” และ “ฮอนด้า” ต้องตัดสินใจปิดสายการผลิตบางส่วนในแคนาดา หลังจาก “ฮอนด้า” ชะลอแผนสร้างโรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่ 8 ในอเมริกาเหนือไปแล้ว หลังสหรัฐฯ ยุติข้อตกลงการค้าเสรี 3 ฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก (USMCA) ซึ่งใช้แทนความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟตา (NAFTA) ขณะที่ “โตโยต้า” กำลังเพิ่มการผลิตในสหรัฐฯ เป็น 2 เท่า เมื่อปีที่แล้ว
แม้ว่าหลายฝ่ายจะลุ้นให้สหรัฐฯ และแคนาดาบรรลุข้อตกลงกันได้ก่อนถึงเวลานั้น แต่จังหวะเวลาของมาตรการกำแพงภาษีล่าสุดไม่เป็นผลดีกับผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น เนื่องจากกำลังเผชิญการแข่งขันจากแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาประหยัดจากจีนที่เข้าไปตีตลาดต่าง ๆ ทั้งอาเซียน ยุโรป และลาตินอเมริกา ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีความสำคัญ เพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่สุดของทั้ง “โตโยต้า” และ “ฮอนด้า” อีกทั้งสหรัฐฯ เป็นตลาดที่คู่แข่งจากจีนอย่าง BYD ยังไม่สามารถทำตลาดได้

นักวิเคราะห์จาก “บาร์เคลย์ส” ประเมินว่า รถยนต์ที่ผลิตในแคนาดาคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของยอดขาย “ฮอนด้า” ในสหรัฐฯ ปีที่แล้ว ส่วน Edmunds.com เว็บไซต์ข้อมูลอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐฯ ที่ประเมินว่า ปีนี้ “ฮอนด้า” มีรถยนต์ที่ผลิตในแคนาดาคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.9 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในสหรัฐฯ โดยเฉพาะรุ่นขายดีอย่าง CR-V กรณี “โตโยต้า” การประเมินของ “บาร์เคลย์ส” ระบุว่า มีสัดส่วนรถที่ผลิตในแคนาดาที่ร้อยละ 17 ของยอดขายรถใหม่ในสหรัฐฯ ปีที่แล้ว และในปีนี้มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 13.7 รุ่นขายดีอย่าง “ราฟโฟร์” (RAV4) ผลิตในแคนาดา ส่วน “สเตลแลนทิส” มีสัดส่วนรถที่ผลิตในแคนาดาคิดเป็นร้อยละ 5.1 ของยอดขายรถใหม่ในปีนี้ ด้าน GM มีสัดส่วนร้อยละ 4.5 ของยอดขายรถใหม่ในปีนี้ รุ่นขายดีอย่าง “เชฟโรเลต ซิลเวอราโด” ร้อยละ 17 ผลิตในแคนาดา ขณะที่ “ฟอร์ด” มีสัดส่วนที่ศูนย์ เพราะรถยนต์ส่วนใหญ่ที่ขายในสหรัฐฯ ผลิตในประเทศ
ทั้งนี้ สัดส่วนรถยนต์ที่ผลิตในแคนาดาของค่ายรถอเมริกันค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับค่ายรถจากญี่ปุ่นทั้ง “โตโยต้า” และ “ฮอนด้า” ที่เร่งการผลิตในแคนาดาและเม็กซิโกอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากอัตราภาษีนำเข้ารถของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บจากแคนาดาเพิ่มขึ้นเท่าตัวก็จะกระทบต้นทุนผู้ผลิตหลายราย รวมทั้ง “ฟอร์ด”, GM, สเตลแลนทิส เนื่องจากต้องนำเข้าชิ้นส่วนต่าง ๆ

มาตรการกำแพงภาษีล่าสุดของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของแคนาดาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีส่วนขับเคลื่อน GDP ของแคนาดาเกือบ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2024 และในแต่ละปี แคนาดาผลิตรถยนต์ประมาณ 1.2 ล้านคัน อุตสาหกรรมนี้มีส่วนจ้างงานโดยตรงมากกว่า 125,000 ตำแหน่ง และสนับสนุนการจ้างงานโดยอ้อมประมาณ 427,000 ตำแหน่ง หมายความว่ามีความเสี่ยงที่แรงงานในแคนาดาจะตกงานมากขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของแคนาดามีขนาดเล็กกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ คิดเป็นเพียง 1 ใน 10 นอกจากนี้ แคนาดาส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ประมาณร้อยละ 70 ซึ่งการพึ่งพาการส่งออกกับตลาดสหรัฐฯ ทำให้แคนาดามีความเปราะบางมากเป็นพิเศษต่อมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าของสหรัฐฯ
แม้ว่าภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของแคนาดาในระดับจำกัด จากการประเมินของ Oxford Economics ระบุว่า มาตรการภาษีอาจจะทำให้ GDP ของแคนาดาลดลงร้อยละ 0.3 ในปีหน้า แต่จะส่งผลกระทบต่อบางภูมิภาคและบางภาคส่วนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างกรณีของโรงงานผลิตและประกอบชิ้นส่วนรถยนต์หลายแห่งในรัฐออนแทรีโอที่ประกาศปลดพนักงานและลดกำลังการผลิตไปแล้วจากมาตรการภาษีก่อนหน้านี้ และคาดว่านับตั้งแต่ต้นปี 2025 รัฐออนแทรีโอสูญเสียตำแหน่งงานด้านการผลิตไปหลายหมื่นตำแหน่ง เช่นเดียวกับบริษัทในควิเบก นิวบรันสวิก บริติชโคลัมเบีย ที่จะได้รับผลกระทบชัดเจน เนื่องจากพึ่งพาการค้ากับสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก
แต่สงครามภาษีที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ได้เริ่มทำให้ธุรกิจของแคนาดาหันไปหาตลาดอื่น ๆ มากขึ้น สถิติของธนาคารกลางแคนาดา พบว่า บริษัทแคนาดาส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ มากขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม 2025

ขณะที่ “สหรัฐฯ” ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการกำแพงภาษีของตัวเองได้ เพราะภาษีร้อยละ 50 จะส่งผลต่อผู้ผลิตรถยนต์ของทั้ง 2 ประเทศ ในส่วนของสหรัฐฯ หลายรัฐ อาทิ มิชิแกน โอไฮโอ และอินดีแอนา จะได้รับผลกระทบชัดเจน ซึ่งภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของรัฐเหล่านี้พึ่งพาชิ้นส่วนที่ผลิตในแคนาดา ขณะที่บางรัฐจะรู้สึกถึงผลกระทบจากการตอบโต้ของแคนาดามากกว่ารัฐอื่น ๆ จากการเก็บภาษีนำเข้าของแคนาดา ตั้งแต่เหล็กไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ เครื่องสำอาง และกระดาษชำระ
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแคนาดา รัฐโอไฮโอซึ่งเป็นรัฐสำคัญในการเลือกตั้งจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยสินค้าส่งออกมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์แคนาดา หรือร้อยละ 12 จะถูกแคนาดาเรียกเก็บภาษี ซึ่งภาษีเหล็กจะกระทบมากที่สุด ตามมาด้วยรัฐอิลลินอยส์และรัฐเพนซิลเวเนีย
- จีนทำ “ลิฟต์หน้าผา 500 เมตร” ฉายา “รถโรงเรียนลอยฟ้า” พาเด็กข้ามหุบเขาไปโรงเรียน
- "ญี่ปุ่น" ศึกหนัก 3 ด้าน คลัง-เยนอ่อน-บอนด์พุ่ง วัดใจ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย
- รัฐบาลจีนยืนยัน รายงานข้อมูลโปร่งใส ลงโทษคนปล่อยข่าวเท็จดินถล่มทิเบต
- เนปาลหารือจีน ก่อนเกิดสึนามิหิมาลัย 3 เดือน ทำไมยังไม่สามารถรับมือได้
- แคนาดาเปิตตัวป้ายยักษ์ “ทะเลสาบออนแทรีโอ” ตอบโต้ “ทรัมป์” สั่งเปลี่ยนชื่อ
ที่มาข้อมูล : CNBC, Reuters, Japan Times, AlJazeera, DW, The Globe and Mail, BBC, Detroil Free Press
ที่มารูปภาพ : TNN
