ส่งออกอัญมณีโต จับเทรนด์พรีเมียม ดันแบรนด์ไทยชิงตลาดโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X

พฤติกรรมผู้ซื้อเครื่องประดับทั่วโลกที่กำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับน้ำหนักและมูลค่าวัตถุดิบ ไปสู่การเลือกซื้อสินค้าที่มีดีไซน์ เรื่องราว และสะท้อนตัวตน กำลังกลายเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำคัญของประเทศไทย เพราะอัญมณีและเครื่องประดับยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมส่งออกที่มีบทบาทสูงต่อเศรษฐกิจไทย

ข้อมูลล่าสุดจากฐานสถิติของ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ซึ่งรวบรวมร่วมกับกรมศุลกากร ยืนยันว่าการค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยยังมีมูลค่าสูง และมีตลาดส่งออกกระจายอยู่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก 

ข้อมูล GIT ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ระบุว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีมูลค่า 15,663.88 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29.41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากหักทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปออก การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 7,371.90 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11.11% 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการส่งออกทองคำเพียงอย่างเดียว แต่สินค้าที่เกิดจากการผลิต การเจียระไน และงานฝีมือของไทยยังสามารถสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศได้

ส่งออกโต แต่โจทย์สำคัญคือ “มูลค่าเพิ่ม”

สำหรับอุตสาหกรรมไทย การส่งออกที่ขยายตัวถือเป็นสัญญาณบวกต่อทั้งโรงงานผลิตตัวเรือน ผู้เจียระไนอัญมณี ช่างฝีมือ นักออกแบบ ตลอดจนธุรกิจสนับสนุนในห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ตาม มูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่ากำไรของผู้ประกอบการจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เพราะธุรกิจยังต้องรับมือกับราคาวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนการผลิตอื่นๆ

ผู้ผลิตแบบรับจ้างผลิตหรือ OEM จึงอาจมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจในการกำหนดราคา ต่างจากผู้ประกอบการที่มีงานออกแบบ ทรัพย์สินทางปัญญา หรือแบรนด์เป็นของตัวเอง ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งอื่นนอกเหนือจากตัววัตถุดิบ

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ภาครัฐกำลังพยายามผลักดันอุตสาหกรรมไทยไปในทิศทางดังกล่าว โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระบุในการเตรียมจัด Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 74 ว่า ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมจาก OEM สู่ ODM และเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบ 


สรุปข่าว

ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยยังเป็นอุตสาหกรรมสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการซื้อวัตถุดิบสู่ดีไซน์ แบรนด์ และคุณค่าทางอารมณ์ เปิดโอกาสไทยขยับจาก OEM สู่ ODM และเจ้าของแบรนด์

พฤติกรรมผู้ซื้อเครื่องประดับทั่วโลกที่กำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับน้ำหนักและมูลค่าวัตถุดิบ ไปสู่การเลือกซื้อสินค้าที่มีดีไซน์ เรื่องราว และสะท้อนตัวตน กำลังกลายเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำคัญของประเทศไทย เพราะอัญมณีและเครื่องประดับยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมส่งออกที่มีบทบาทสูงต่อเศรษฐกิจไทย

ข้อมูลล่าสุดจากฐานสถิติของ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ซึ่งรวบรวมร่วมกับกรมศุลกากร ยืนยันว่าการค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยยังมีมูลค่าสูง และมีตลาดส่งออกกระจายอยู่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก 

ข้อมูล GIT ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ระบุว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีมูลค่า 15,663.88 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29.41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากหักทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปออก การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 7,371.90 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11.11% 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการส่งออกทองคำเพียงอย่างเดียว แต่สินค้าที่เกิดจากการผลิต การเจียระไน และงานฝีมือของไทยยังสามารถสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศได้

ส่งออกโต แต่โจทย์สำคัญคือ “มูลค่าเพิ่ม”

สำหรับอุตสาหกรรมไทย การส่งออกที่ขยายตัวถือเป็นสัญญาณบวกต่อทั้งโรงงานผลิตตัวเรือน ผู้เจียระไนอัญมณี ช่างฝีมือ นักออกแบบ ตลอดจนธุรกิจสนับสนุนในห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ตาม มูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่ากำไรของผู้ประกอบการจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เพราะธุรกิจยังต้องรับมือกับราคาวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนการผลิตอื่นๆ

ผู้ผลิตแบบรับจ้างผลิตหรือ OEM จึงอาจมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจในการกำหนดราคา ต่างจากผู้ประกอบการที่มีงานออกแบบ ทรัพย์สินทางปัญญา หรือแบรนด์เป็นของตัวเอง ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งอื่นนอกเหนือจากตัววัตถุดิบ

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ภาครัฐกำลังพยายามผลักดันอุตสาหกรรมไทยไปในทิศทางดังกล่าว โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระบุในการเตรียมจัด Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 74 ว่า ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมจาก OEM สู่ ODM และเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบ 


ตลาดโลกกำลังแบ่งขั้ว “พรีเมียม” กับ “คุ้มราคา”

อีกความเปลี่ยนแปลงสำคัญของตลาดเครื่องประดับ คือผู้บริโภคแต่ละกลุ่มตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจและราคาทองแตกต่างกันมากขึ้น

กลุ่มผู้บริโภคระดับบนยังสามารถซื้อเครื่องประดับที่มีมูลค่าสูง โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความหายาก งานออกแบบ และฝีมือการผลิต ขณะที่ผู้บริโภคระดับกลางมีความอ่อนไหวต่อราคามากกว่า และมีแนวโน้มลดขนาดสินค้า หรือมองหาวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่มีราคาจับต้องได้

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดมีลักษณะ “แบ่งขั้ว” มากขึ้น ผู้ประกอบการที่อยู่ตรงกลางและไม่มีจุดเด่นด้านราคาหรือแบรนด์อาจเผชิญการแข่งขันหนักที่สุด

สำหรับไทย ตลาดต่างประเทศยังมีโอกาสอีกมาก โดยข้อมูล GIT ช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 แสดงให้เห็นการค้ากับตลาดสำคัญหลายแห่ง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ขณะที่โครงสร้างตลาดแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า 

ไทยต้องขยับจาก “โรงงานโลก” สู่เจ้าของดีไซน์

แม้ไทยมีชื่อเสียงมายาวนานด้านงานฝีมือ การเจียระไนพลอย และการผลิตเครื่องประดับ แต่การแข่งขันในอนาคตอาจไม่ได้ตัดสินกันเพียงว่าใครผลิตได้ดีหรือมีต้นทุนต่ำกว่า

มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมเครื่องประดับยังเกิดจากการออกแบบ แบรนด์ การตลาด ประสบการณ์ของลูกค้า และการขายปลีก ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการกำหนดราคาสินค้าเหนือกว่ามูลค่าวัตถุดิบ

ประเทศไทยจึงมีโจทย์สำคัญในการขยับจาก OEM → ODM → เจ้าของแบรนด์ เพื่อรักษามูลค่าเพิ่มไว้ในประเทศมากขึ้น

ไทยมีฐานที่สามารถต่อยอดได้ โดย DITP ระบุถึงศักยภาพของจันทบุรีในฐานะแหล่งซื้อขายและเจียระไนพลอย ขณะที่ผู้ซื้อและบริษัทอัญมณีต่างประเทศยังให้การยอมรับคุณภาพพลอยจากประเทศไทย 

พลอยจันทบุรี-เครื่องเงินเชียงใหม่ มีโอกาสจับตลาดคนรุ่นใหม่

โอกาสของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเครื่องประดับหรูราคาแพง เพราะตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน กำลังเกิดความต้องการเครื่องประดับที่มี “คุณค่าทางอารมณ์” หรือ Emotional Value มากขึ้น

DITP ระบุว่า ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงเครื่องประดับที่สวย แต่ยังมองหาสินค้าที่สะท้อนตัวตน ความเชื่อ ความหวัง และเรื่องราวของผู้สวมใส่

จุดนี้เข้ากับศักยภาพของไทยโดยตรง ทั้งพลอยสีจากจันทบุรี เช่น ทับทิมและไพลิน รวมถึงงานเครื่องเงินและงานหัตถกรรมของเชียงใหม่ ซึ่งสามารถผสมผสานกับเรื่องราวด้านความโชคดี ความมั่งคั่ง ความสุข หรือความสมดุลทางจิตใจ เพื่อสร้างความแตกต่างจากสินค้าทั่วไปได้ 


จากเครื่องประดับ สู่คาแรกเตอร์และทรัพย์สินทางปัญญา

อีกโมเดลที่น่าจับตาคือการนำเครื่องประดับและทองคำไปผสมกับคาแรกเตอร์หรือทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้สินค้าไม่ได้ขายเฉพาะมูลค่าของทองหรืออัญมณี แต่ขายความชื่นชอบ การสะสม และความผูกพันทางอารมณ์ไปพร้อมกัน

แนวทางนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสร้างสินค้าขนาดเล็ก ราคาจับต้องง่าย และเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ แต่การทำตลาดด้วยคาแรกเตอร์มีต้นทุนและความเสี่ยงเพิ่มเติม ทั้งค่าลิขสิทธิ์ อายุของกระแสสินค้า และสินค้าคงเหลือหากความนิยมลดลง

ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เครื่องหมายการค้า คุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ และการสร้างแบรนด์ของตัวเองควบคู่กันไป

อนาคตอัญมณีไทย ต้องขายมากกว่า “เนื้อทอง”

ทิศทางตลาดเครื่องประดับโลกกำลังชัดเจนขึ้นว่า การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การมีวัตถุดิบหรือผลิตสินค้าได้จำนวนมากที่สุดเท่านั้น แต่กำลังเปลี่ยนไปสู่การแข่งขันด้านดีไซน์ แบรนด์ เทคโนโลยี งานฝีมือ เรื่องราว และทรัพย์สินทางปัญญา

สำหรับประเทศไทย จุดแข็งด้านการเจียระไนพลอย งานเครื่องเงิน และทักษะของช่างฝีมือยังเป็นฐานสำคัญ แต่โจทย์ถัดไปคือการเปลี่ยนความเชี่ยวชาญเหล่านี้ให้กลายเป็น สินค้ามูลค่าสูงที่มีแบรนด์และเรื่องราวเป็นของไทย

หากทำได้ การเติบโตของการส่งออกจะไม่ใช่เพียงตัวเลขรายได้จากต่างประเทศ แต่จะหมายถึงมูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับนักออกแบบ ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจไทยมากขึ้นด้วย

แท็กบทความ

อัญมณีไทย
ส่งออกเครื่องประดับไทย
เครื่องประดับไทย 2569
ส่งออกอัญมณี 2026
GIT
Bangkok Gems
พลอยจันทบุรี
เครื่องเงินเชียงใหม่
ตลาดเครื่องประดับ
OEM เครื่องประดับ
ODM เครื่องประดับ
แบรนด์เครื่องประดับไทย