
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ ณ อาคาร 9 (ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ) กรมการขนส่งทางบก เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีข้อมูลยานพาหนะรั่วไหลบนสื่อออนไลน์
พร้อมด้วยผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทีม ThaiCERT จากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ เข้าร่วมรายงานความคืบหน้า
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องต้นพบร่องรอยและเบาะแสของการกระทำความผิดแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง
สรุปข่าว
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ ณ อาคาร 9 (ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ) กรมการขนส่งทางบก เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีข้อมูลยานพาหนะรั่วไหลบนสื่อออนไลน์
พร้อมด้วยผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทีม ThaiCERT จากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ เข้าร่วมรายงานความคืบหน้า
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องต้นพบร่องรอยและเบาะแสของการกระทำความผิดแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง
โดยทีม ThaiCERT ได้เข้ามาประจำการ ณ กรมการขนส่งทางบก เพื่อร่วมกันรวบรวมข้อมูลและพิสูจน์หลักฐานทางเทคนิคด้วยกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล อย่างเป็นระบบ รวมถึงแกะรอยระบบ API และหน่วยงานที่มีการเชื่อมโยงข้อมูล
นายสิริพงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการและเน้นย้ำในประเด็นสำคัญ โดยกำชับให้ตำรวจไซเบอร์ (สอท.) และ ThaiCERT ดำเนินการสืบสวนและหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
ซึ่งขณะนี้กรมการขนส่งทางบกได้เข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมอำนวยความสะดวกให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
พร้อมกันนี้ ยังได้สั่งการให้ยกระดับการตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้มีความถี่มากขึ้น รวมถึงให้เร่งจัดทำแผนป้องกันการเกิดเหตุในอนาคตเพื่อรายงานต่อรัฐมนตรีโดยด่วน
กรมการขนส่งทางบก ขอยืนยันว่า ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้นแม้จะเป็นข้อมูลจริง แต่เป็นเพียงข้อมูลพื้นฐานที่ ไม่สามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมอื่นได้แต่อย่างใด และขอเตือนว่าผู้ที่นำข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อ จะมีความผิดตามกฎหมายและต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
พร้อมกันนี้ กรมการขนส่งทางบก ขอแจ้งเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้ โดยมิจฉาชีพอาจนำข้อมูลรถยนต์ เช่น หมายเลขทะเบียน ยี่ห้อ หรือชื่อผู้ครอบครอง มาแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วหลอกลวงให้โอนเงินหรือหลอกถามข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติม
