KTAM เปิดกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 รับเทรนด์ AI Supercycle

Share on Line Share on Facebook Share on X
KTAM เปิดกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 รับเทรนด์ AI Supercycle

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2569 มองว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปีต้องเผชิญกับภาวะการเติบโตที่แยกทางกันอย่างชัดเจน โดยสหรัฐฯ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งได้ดีกว่าคาด ขณะที่ยุโรปฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ และจีนยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแรงกดดันใหม่จากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยไม่ได้เกิดขึ้นเร็วและแรงอย่างที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้


ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากหลายปัจจัย อาทิ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และความเป็นไปได้ที่ภาวะการเงินอาจตึงตัวขึ้นหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยมีแรงผลักดันจากปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างอย่างการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีที่ก้าวเข้าสู่ช่วง AI Supercycle ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว เห็นได้ชัดจากตลาดหุ้นสหรัฐที่มีกลุ่มเทคโนโลยี AI ที่เติบโตได้ดีกว่าตลาดโลก รวมทั้งตลาดเกาหลีใต้ และใต้หวัน 


สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 จะอยู่ในระดับต่ำ คาดโคที่ 2.3% เพิ่มจากเดิมที่คาดไว้ 1.9% จากปัจจัยหนุนหลักมาจากรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ประกอบกับการส่งออกดี โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอลงจากสงคราม 


แต่บรรยากาศการลงทุนปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สามารถสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% ซึ่งเติบโตเหนือกว่าตลาดหุ้นโลก (ACWI) มากถึง 14% ตามการผลักดันนโยบายการคลังของภาครัฐ กระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ซึ่งเดิมต้นปีเข้ามาราว 50,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือประมาณ 20,000 ล้านบาท รวมถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ คาดจะคไว้ที่ 1 % ตลอดทั้งปี 

สรุปข่าว

KTAM ประเมินภาพเศรษฐกิจโลกยังผันผวน แต่เชื่อว่าจะเดินหน้าเติบโตต่อไปได้ แม้ต้องระวังเงินจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และหากสงครามยืดเยื้อนานอาจกระทบระดับน้ำมันสำรองของโลกให้กลับมาเป็นความเสี่ยงได้ โดยเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าฝั่งยุโรป จีน อินเดีย และอาเซียน ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ มีโอกาสในการลงทุนในหลายกลุ่ม คาดดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 69 ที่ 1,600 จุด ส่วนปี 70 มองที่ 1.750 จุด ตั้งเป้าเพิ่ม AUM 100,000 ล้าน แนะจัดพอร์ตสมดุลรับเทรนด์ AI Supercycle

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2569 มองว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปีต้องเผชิญกับภาวะการเติบโตที่แยกทางกันอย่างชัดเจน โดยสหรัฐฯ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งได้ดีกว่าคาด ขณะที่ยุโรปฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ และจีนยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแรงกดดันใหม่จากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยไม่ได้เกิดขึ้นเร็วและแรงอย่างที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้


ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากหลายปัจจัย อาทิ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และความเป็นไปได้ที่ภาวะการเงินอาจตึงตัวขึ้นหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยมีแรงผลักดันจากปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างอย่างการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีที่ก้าวเข้าสู่ช่วง AI Supercycle ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว เห็นได้ชัดจากตลาดหุ้นสหรัฐที่มีกลุ่มเทคโนโลยี AI ที่เติบโตได้ดีกว่าตลาดโลก รวมทั้งตลาดเกาหลีใต้ และใต้หวัน 


สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 จะอยู่ในระดับต่ำ คาดโคที่ 2.3% เพิ่มจากเดิมที่คาดไว้ 1.9% จากปัจจัยหนุนหลักมาจากรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ประกอบกับการส่งออกดี โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอลงจากสงคราม 


แต่บรรยากาศการลงทุนปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สามารถสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% ซึ่งเติบโตเหนือกว่าตลาดหุ้นโลก (ACWI) มากถึง 14% ตามการผลักดันนโยบายการคลังของภาครัฐ กระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ซึ่งเดิมต้นปีเข้ามาราว 50,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือประมาณ 20,000 ล้านบาท รวมถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ คาดจะคไว้ที่ 1 % ตลอดทั้งปี 

โดยปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะฟื้นตัวได้ดีแค่ไหนน่าจะขึ้นกับ 3 ปัจจัยสำคัญ คือ สถานการณ์สงคราม มาตรการหรือนโยบายภาครัฐที่จะเข้ามาหนุนเศรษฐกิจ หลังปัจจุบันทิศทางการลงทุนภาคเอกชนเห็นสัญญาณการลงทุนที่ดีขึ้น สะท้อนจากตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถเสริมกับเม็ดเงินลงทุนที่มาจากต่างประเทศ 


และต้องดูว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ต่อเนื่องหรือไม่ การท่องเที่ยวของไทยที่ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามจะฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงไหน ด้านแนวโน้มค่าเงินบาทไม่น่าจะแข็งค่าได้มากนัก น่าจะสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว โดยคาดสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 31.75 -32.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรืออาจจะอ่อนค่าไปที่ระดับ 33-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐก็เป็นได้ ถ้าเงินลงทุนไหลออก 


ทั้งนี้ คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2569 น่าจะอยู่ระดับ1,600 จุด ในระดับ P/E ที่ 16 เท่า ส่วนปี 2570  คาดการเทรดจะมีค่าเฉลี่ย P/E ที่ 15-16 เท่า ดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ที่ระดับ 1,648-1,650 จุด แต่ถ้า P/E ขึ้นไปที่ 18 เท่าก็อาจเห็นดัชนีที่ระดับ 1,750 จุด หรือจะเห็นกำไรต่อหุ้น (EPS ) ขึ้นมาที่ 103 บาท/หุ้น ยืนเหลือ 100 บาทได้ 


"ถามว่าตลาดหุ้นไทยเราจะไปต่อได้ไหม ต้องขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนต่างชาติเห็นองค์ประกอบ 3 อย่างนี้ คือ 1.การเมืองต้องแข็งแรง 2.พลังงานต้องไปต่อ ซึ่งดูจากสภาพการแล้วแนวโน้มดูเหมือนยังไปไปไหว และ 3.เศรษฐกิจไทยโดยภาพรวมยังแข็งแรง แม้กำไรบริษัทจดทะเบียนหรือกำไรบริษัทต่างๆ จะมีเอสเอ็มอีเป็นตัวหลอน ทำให้ภาพอาจจะไปไม่ได้ แต่มันไม่ใช่ ซึ่งจากนี้นโยบายภาครัฐ มาตรการภาครัฐ มีหน้าที่จะทำให้ภาพมันไปต่อ เพราะเรื่อง Good Governance ปีที่แล้วหายไปแล้ว ความไม่ดี ความไม่โปร่งใส่ถูกขจัดไปพอสมควรแล้ว ทำให้ความน่าสนใจในการกลับมาลงทุนมีมากขึ้น จากความแข็งแรงของเศรษฐกิจ ความ Laggard กว่าตลาดอื่น ทำให้เหล่านี้เป็นปัจจัยที่เงินมันกลับมาในประเทศที่เป็น opportunity อยู่ ทำให้ Cycle ของภาพอุตสาหกรรมกองทุน การลงทุนดีขึ้นขึ้น "  นาง ชวินดา กล่าว 


นางชวินดา กล่าวว่า ภาพเช่นนี้จะทำให้ สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) โตทั้งภาพอุตสาหกรรม ส่วนเป้าหมายในการเพิ่ม AUM ของ KTAM ในปี 2569 เชื่อว่า AUM ของ KTAM ก็น่าจะเติบโตได้ดีขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่ม AUM ปีนี้ประมาณ 100,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,062,024 ล้านบาท  ( ณ  30 เม.ย. 2569) เติบโต 4.8%  (ประมาณ 40,000 ล้านบาท) จากสิ้นปี 2568 คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ 10.1% แบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจกองทุนรวม (Mutual Fund) 825,698 ล้านบาท (ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 12.4% ) กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) 172,638 ล้านบาท (ส่วนแบ่งตลาด 10.5%) และกลุ่มธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) 63,687 ล้านบาท (ส่วนแบ่งตลาด 2.9%) 


ด้าน นายสมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กรุงไทย  กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตได้ แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากระดับราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ได้ต่ำเหมือนในอดีต ปรับขึ้นมาจากค่าเฉลี่ยเดิมที่ประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งหากสงครามยืดเยื้อไปนานๆ อาจกระทบต่อความกังวลในพลังงานสำรองของโลกที่ปัจจุบันปรับลดลงค่อนข้างมาก หลังระบบการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางที่ช่องแคบฮอร์มุซปิด และท่อขุดเจาะที่หยุดไปนานจะไม่สามารถนำน้ำมันขึ้นมาได้ ต้องขุดใหม่ซึ่งจะใช้เวลานาน ไม่สามารถกลับมาได้ทันที แต่ความเสี่ยงดังกกล่าวมีผลในทางตรงกันข้ามถ้าสงครามยุติลง


ขณะที่ นางวรรณจันทร์ อึ้งถาวร รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า จากภาพเศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้ ดังนั้น มุมมองการลงทุนยังมองเชิงบวกกับสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งตราสารทุนต่างประเทศ (หุ้นโลก) และตราสารทุนไทย (หุ้นไทย) ที่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้ ในส่วนของตราสารหนี้ต่างประเทศนั้นยังคงมีความน่าสนใจจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง แต่ยังคงมีความผันผวน จึงควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศระยะยาว  


ขณะที่ ตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น และช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้ถึงแม้ผลตอบแทนคาดการณ์จากการลงทุนในตราสารหนี้ไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากปัจจัยดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลให้การลงทุนในตราสารหนี้ไทยระยะยาวยังคงมีความผันผวน  

 

ส่วนตลาดหุ้นต่างประเทศมีตลาดที่น่าสนใจหลักๆ ได้แก่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ได้รับแรงหนุนจากโมเมนตัมกำไรและการปฏิรูปภาคธุรกิจ และตลาดกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ระดับราคาหุ้นยังอยู่ในเกณฑ์ถูกและผลกำไรเริ่มฟื้นตัว จึงเป็นโอกาสดีสำหรับการเข้าลงทุนแบบคัดเลือกหุ้นรายตัว (Selective) ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงขับเคลื่อนด้วยธีมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งแม้ระดับราคาจะค่อนข้างสูงส่วนตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น 


โดยแนะนำเน้นลงทุนในกลุ่มเอเชียเหนือเป็นหลัก เนื่องจากมีทั้งกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้ได้ประโยชน์จากธีม AI และผู้เสียประโยชน์จากราคาน้ำมัน ในขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอ ผลกำไรชะลอตัว ความเปราะบางด้านพลังงาน และเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง ซึ่งภาพดังกล่าวยังกดดันการลงทุนในยุโรป อินเดีย และอาเซียนบ้าง 


ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงและจำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยที่เกิดขึ้นในอนาคต ทาง KTAM จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เน้น “การจัดพอร์ตแบบสมดุล (Balanced Portfolio)” ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภทเพื่อรับมือกับความผันผวน โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่สามารถเติบโตไปกับกระแสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและมีโมเมนตัมของกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง 


ทั้งนี้ KTAM แนะนำกองทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ดังนี้ กองทุนเปิดเคแทม เอเชีย โกรท อิควิตี้ ฟันด์ (KT-ASIAG)(ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan Funds - Asia Growth Fund (กองทุนหลัก)โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ในภูมิลำเนาหรือดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) 


รวมถึงตลาดเกิดใหม่และกองทุนเปิดเคแทม Japan All Cap Equity (KT-JAPANALL) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Fidelity Funds - Japan Value Fund Y-ACC-JPY (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่น ทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ โดยมุ่งเน้นในบริษัทที่มีมูลค่าตํ่ากว่ามูลค่าที่แท้จริง 


กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ เทคโนโลยี อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ อิควิตี้ ฟันด์ (KT-WTAI)(ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนใน Allianz Global Artificial Intelligence (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จากวิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์


และกลุ่มกองทุน “KTWC Series” ซึ่งเป็นกองทุนผสม เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม และ/หรือกองทุนรวม ETF ในต่างประเทศ ที่มีนโยบายลงทุนทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ทรัพย์สินทางเลือก โดยจะลงทุนอย่างน้อยตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไปโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยจะลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งไม่เกิน 79% ของ NAV 


สำหรับกลุ่มกองทุน KTWC Series (ความเสี่ยงระดับ 5) มีจำนวน 4 กองทุน ประกอบด้วย

กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Growth(KTWC-GROWTH) , กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Moderate (KTWC-MODERATE) , กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Defensive (KTWC-DEFENSIVE) และกองทุนเปิดกรุงไทย World Class Income (KTWC-INCOME) เน้นสร้างกระแส ทั้งนี้ กลยุทธ์และสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มกองทุน KTWC Series สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทางผู้จัดการกองทุน 


สำหรับตลาดหุ้นไทย แนะนำกองทุนหุ้นไทย 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงไทย สมาร์ท อิควิตี้ ฟันด์ (KTEF) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัด โดยกองทุนจะลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนใน SET ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจสูง และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง 


และกองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ (KT-HiDiv) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนใน SET ที่มีปัจจัยพื้นฐานผลการดำเนินงานที่ดี มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดีสม่ำเสมอ