
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2569 มองว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปีต้องเผชิญกับภาวะการเติบโตที่แยกทางกันอย่างชัดเจน โดยสหรัฐฯ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งได้ดีกว่าคาด ขณะที่ยุโรปฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ และจีนยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแรงกดดันใหม่จากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยไม่ได้เกิดขึ้นเร็วและแรงอย่างที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้
ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากหลายปัจจัย อาทิ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และความเป็นไปได้ที่ภาวะการเงินอาจตึงตัวขึ้นหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยมีแรงผลักดันจากปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างอย่างการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีที่ก้าวเข้าสู่ช่วง AI Supercycle ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว เห็นได้ชัดจากตลาดหุ้นสหรัฐที่มีกลุ่มเทคโนโลยี AI ที่เติบโตได้ดีกว่าตลาดโลก รวมทั้งตลาดเกาหลีใต้ และใต้หวัน
สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 จะอยู่ในระดับต่ำ คาดโคที่ 2.3% เพิ่มจากเดิมที่คาดไว้ 1.9% จากปัจจัยหนุนหลักมาจากรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ประกอบกับการส่งออกดี โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอลงจากสงคราม
แต่บรรยากาศการลงทุนปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สามารถสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% ซึ่งเติบโตเหนือกว่าตลาดหุ้นโลก (ACWI) มากถึง 14% ตามการผลักดันนโยบายการคลังของภาครัฐ กระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ซึ่งเดิมต้นปีเข้ามาราว 50,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือประมาณ 20,000 ล้านบาท รวมถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ คาดจะคไว้ที่ 1 % ตลอดทั้งปี
สรุปข่าว
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2569 มองว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปีต้องเผชิญกับภาวะการเติบโตที่แยกทางกันอย่างชัดเจน โดยสหรัฐฯ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งได้ดีกว่าคาด ขณะที่ยุโรปฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ และจีนยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแรงกดดันใหม่จากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยไม่ได้เกิดขึ้นเร็วและแรงอย่างที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้
ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากหลายปัจจัย อาทิ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และความเป็นไปได้ที่ภาวะการเงินอาจตึงตัวขึ้นหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยมีแรงผลักดันจากปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างอย่างการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีที่ก้าวเข้าสู่ช่วง AI Supercycle ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว เห็นได้ชัดจากตลาดหุ้นสหรัฐที่มีกลุ่มเทคโนโลยี AI ที่เติบโตได้ดีกว่าตลาดโลก รวมทั้งตลาดเกาหลีใต้ และใต้หวัน
สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 จะอยู่ในระดับต่ำ คาดโคที่ 2.3% เพิ่มจากเดิมที่คาดไว้ 1.9% จากปัจจัยหนุนหลักมาจากรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ประกอบกับการส่งออกดี โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอลงจากสงคราม
แต่บรรยากาศการลงทุนปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สามารถสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% ซึ่งเติบโตเหนือกว่าตลาดหุ้นโลก (ACWI) มากถึง 14% ตามการผลักดันนโยบายการคลังของภาครัฐ กระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ซึ่งเดิมต้นปีเข้ามาราว 50,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือประมาณ 20,000 ล้านบาท รวมถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ คาดจะคไว้ที่ 1 % ตลอดทั้งปี
โดยปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะฟื้นตัวได้ดีแค่ไหนน่าจะขึ้นกับ 3 ปัจจัยสำคัญ คือ สถานการณ์สงคราม มาตรการหรือนโยบายภาครัฐที่จะเข้ามาหนุนเศรษฐกิจ หลังปัจจุบันทิศทางการลงทุนภาคเอกชนเห็นสัญญาณการลงทุนที่ดีขึ้น สะท้อนจากตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถเสริมกับเม็ดเงินลงทุนที่มาจากต่างประเทศ
และต้องดูว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ต่อเนื่องหรือไม่ การท่องเที่ยวของไทยที่ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามจะฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงไหน ด้านแนวโน้มค่าเงินบาทไม่น่าจะแข็งค่าได้มากนัก น่าจะสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว โดยคาดสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 31.75 -32.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรืออาจจะอ่อนค่าไปที่ระดับ 33-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐก็เป็นได้ ถ้าเงินลงทุนไหลออก
ทั้งนี้ คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2569 น่าจะอยู่ระดับ1,600 จุด ในระดับ P/E ที่ 16 เท่า ส่วนปี 2570 คาดการเทรดจะมีค่าเฉลี่ย P/E ที่ 15-16 เท่า ดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ที่ระดับ 1,648-1,650 จุด แต่ถ้า P/E ขึ้นไปที่ 18 เท่าก็อาจเห็นดัชนีที่ระดับ 1,750 จุด หรือจะเห็นกำไรต่อหุ้น (EPS ) ขึ้นมาที่ 103 บาท/หุ้น ยืนเหลือ 100 บาทได้
"ถามว่าตลาดหุ้นไทยเราจะไปต่อได้ไหม ต้องขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนต่างชาติเห็นองค์ประกอบ 3 อย่างนี้ คือ 1.การเมืองต้องแข็งแรง 2.พลังงานต้องไปต่อ ซึ่งดูจากสภาพการแล้วแนวโน้มดูเหมือนยังไปไปไหว และ 3.เศรษฐกิจไทยโดยภาพรวมยังแข็งแรง แม้กำไรบริษัทจดทะเบียนหรือกำไรบริษัทต่างๆ จะมีเอสเอ็มอีเป็นตัวหลอน ทำให้ภาพอาจจะไปไม่ได้ แต่มันไม่ใช่ ซึ่งจากนี้นโยบายภาครัฐ มาตรการภาครัฐ มีหน้าที่จะทำให้ภาพมันไปต่อ เพราะเรื่อง Good Governance ปีที่แล้วหายไปแล้ว ความไม่ดี ความไม่โปร่งใส่ถูกขจัดไปพอสมควรแล้ว ทำให้ความน่าสนใจในการกลับมาลงทุนมีมากขึ้น จากความแข็งแรงของเศรษฐกิจ ความ Laggard กว่าตลาดอื่น ทำให้เหล่านี้เป็นปัจจัยที่เงินมันกลับมาในประเทศที่เป็น opportunity อยู่ ทำให้ Cycle ของภาพอุตสาหกรรมกองทุน การลงทุนดีขึ้นขึ้น " นาง ชวินดา กล่าว
นางชวินดา กล่าวว่า ภาพเช่นนี้จะทำให้ สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) โตทั้งภาพอุตสาหกรรม ส่วนเป้าหมายในการเพิ่ม AUM ของ KTAM ในปี 2569 เชื่อว่า AUM ของ KTAM ก็น่าจะเติบโตได้ดีขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่ม AUM ปีนี้ประมาณ 100,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,062,024 ล้านบาท ( ณ 30 เม.ย. 2569) เติบโต 4.8% (ประมาณ 40,000 ล้านบาท) จากสิ้นปี 2568 คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ 10.1% แบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจกองทุนรวม (Mutual Fund) 825,698 ล้านบาท (ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 12.4% ) กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) 172,638 ล้านบาท (ส่วนแบ่งตลาด 10.5%) และกลุ่มธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) 63,687 ล้านบาท (ส่วนแบ่งตลาด 2.9%)
ด้าน นายสมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตได้ แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากระดับราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ได้ต่ำเหมือนในอดีต ปรับขึ้นมาจากค่าเฉลี่ยเดิมที่ประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งหากสงครามยืดเยื้อไปนานๆ อาจกระทบต่อความกังวลในพลังงานสำรองของโลกที่ปัจจุบันปรับลดลงค่อนข้างมาก หลังระบบการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางที่ช่องแคบฮอร์มุซปิด และท่อขุดเจาะที่หยุดไปนานจะไม่สามารถนำน้ำมันขึ้นมาได้ ต้องขุดใหม่ซึ่งจะใช้เวลานาน ไม่สามารถกลับมาได้ทันที แต่ความเสี่ยงดังกกล่าวมีผลในทางตรงกันข้ามถ้าสงครามยุติลง
ขณะที่ นางวรรณจันทร์ อึ้งถาวร รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า จากภาพเศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้ ดังนั้น มุมมองการลงทุนยังมองเชิงบวกกับสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งตราสารทุนต่างประเทศ (หุ้นโลก) และตราสารทุนไทย (หุ้นไทย) ที่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้ ในส่วนของตราสารหนี้ต่างประเทศนั้นยังคงมีความน่าสนใจจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง แต่ยังคงมีความผันผวน จึงควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศระยะยาว
ขณะที่ ตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น และช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้ถึงแม้ผลตอบแทนคาดการณ์จากการลงทุนในตราสารหนี้ไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากปัจจัยดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลให้การลงทุนในตราสารหนี้ไทยระยะยาวยังคงมีความผันผวน
ส่วนตลาดหุ้นต่างประเทศมีตลาดที่น่าสนใจหลักๆ ได้แก่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ได้รับแรงหนุนจากโมเมนตัมกำไรและการปฏิรูปภาคธุรกิจ และตลาดกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ระดับราคาหุ้นยังอยู่ในเกณฑ์ถูกและผลกำไรเริ่มฟื้นตัว จึงเป็นโอกาสดีสำหรับการเข้าลงทุนแบบคัดเลือกหุ้นรายตัว (Selective) ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงขับเคลื่อนด้วยธีมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งแม้ระดับราคาจะค่อนข้างสูงส่วนตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น
โดยแนะนำเน้นลงทุนในกลุ่มเอเชียเหนือเป็นหลัก เนื่องจากมีทั้งกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้ได้ประโยชน์จากธีม AI และผู้เสียประโยชน์จากราคาน้ำมัน ในขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอ ผลกำไรชะลอตัว ความเปราะบางด้านพลังงาน และเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง ซึ่งภาพดังกล่าวยังกดดันการลงทุนในยุโรป อินเดีย และอาเซียนบ้าง
ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงและจำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยที่เกิดขึ้นในอนาคต ทาง KTAM จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เน้น “การจัดพอร์ตแบบสมดุล (Balanced Portfolio)” ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภทเพื่อรับมือกับความผันผวน โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่สามารถเติบโตไปกับกระแสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและมีโมเมนตัมของกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ KTAM แนะนำกองทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ดังนี้ กองทุนเปิดเคแทม เอเชีย โกรท อิควิตี้ ฟันด์ (KT-ASIAG)(ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan Funds - Asia Growth Fund (กองทุนหลัก)โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ในภูมิลำเนาหรือดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น)
รวมถึงตลาดเกิดใหม่และกองทุนเปิดเคแทม Japan All Cap Equity (KT-JAPANALL) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Fidelity Funds - Japan Value Fund Y-ACC-JPY (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่น ทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ โดยมุ่งเน้นในบริษัทที่มีมูลค่าตํ่ากว่ามูลค่าที่แท้จริง
กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ เทคโนโลยี อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ อิควิตี้ ฟันด์ (KT-WTAI)(ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนใน Allianz Global Artificial Intelligence (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จากวิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์
และกลุ่มกองทุน “KTWC Series” ซึ่งเป็นกองทุนผสม เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม และ/หรือกองทุนรวม ETF ในต่างประเทศ ที่มีนโยบายลงทุนทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ทรัพย์สินทางเลือก โดยจะลงทุนอย่างน้อยตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไปโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยจะลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งไม่เกิน 79% ของ NAV
สำหรับกลุ่มกองทุน KTWC Series (ความเสี่ยงระดับ 5) มีจำนวน 4 กองทุน ประกอบด้วย
กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Growth(KTWC-GROWTH) , กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Moderate (KTWC-MODERATE) , กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Defensive (KTWC-DEFENSIVE) และกองทุนเปิดกรุงไทย World Class Income (KTWC-INCOME) เน้นสร้างกระแส ทั้งนี้ กลยุทธ์และสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มกองทุน KTWC Series สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทางผู้จัดการกองทุน
สำหรับตลาดหุ้นไทย แนะนำกองทุนหุ้นไทย 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงไทย สมาร์ท อิควิตี้ ฟันด์ (KTEF) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัด โดยกองทุนจะลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนใน SET ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจสูง และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง
และกองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ (KT-HiDiv) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนใน SET ที่มีปัจจัยพื้นฐานผลการดำเนินงานที่ดี มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดีสม่ำเสมอ
ที่มาข้อมูล : บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ที่มารูปภาพ : TNN
