“สรรเพชญ” ดันท่าเรือระนองสู่ฮับการค้าอันดามัน ตู้สินค้าพุ่ง 55%

Share on Line Share on Facebook Share on X
“สรรเพชญ” ดันท่าเรือระนองสู่ฮับการค้าอันดามัน ตู้สินค้าพุ่ง 55%

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงาน ณ ท่าเรือระนอง จังหวัดระนอง พร้อมติดตามผลการดำเนินงานและแผนพัฒนาศักยภาพของท่าเรือระนอง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ กลุ่มประเทศ BIMSTEC และเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรอินเดีย

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง และว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาท่าเรือระนองในฐานะ “ประตูการค้าฝั่งอันดามัน” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของไทยไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC และภูมิภาคเอเชียใต้ สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ทั้งนี้ ท่าเรือระนองมีศักยภาพสูงทั้งด้านการขนส่งสินค้าและการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพการให้บริการให้รองรับปริมาณสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต พร้อมบูรณาการการเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมรูปแบบอื่น เพื่อสร้างระบบขนส่งที่ไร้รอยต่อ ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเพิ่มประสิทธิภาพการค้าระหว่างประเทศ



สรุปข่าว

“สรรเพชญ” มอบนโยบายเร่งยกระดับท่าเรือระนองเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมตลาดเอเชียใต้และกลุ่ม BIMSTEC กทท. เผย 7 เดือนแรกปีงบฯ 2569 ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเติบโต 55.56% สินค้าผ่านท่ากว่า 106,000 ตัน เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือทุ่นแรง และขยายความร่วมมือท่าเรือคู่ค้าในอินเดีย บังกลาเทศ และศรีลังกา

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงาน ณ ท่าเรือระนอง จังหวัดระนอง พร้อมติดตามผลการดำเนินงานและแผนพัฒนาศักยภาพของท่าเรือระนอง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ กลุ่มประเทศ BIMSTEC และเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรอินเดีย

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง และว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาท่าเรือระนองในฐานะ “ประตูการค้าฝั่งอันดามัน” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของไทยไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC และภูมิภาคเอเชียใต้ สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ทั้งนี้ ท่าเรือระนองมีศักยภาพสูงทั้งด้านการขนส่งสินค้าและการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพการให้บริการให้รองรับปริมาณสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต พร้อมบูรณาการการเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมรูปแบบอื่น เพื่อสร้างระบบขนส่งที่ไร้รอยต่อ ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเพิ่มประสิทธิภาพการค้าระหว่างประเทศ



ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร กล่าวว่า ท่าเรือระนองมีจุดแข็งจากทำเลที่ตั้งบนชายฝั่งทะเลอันดามัน สามารถเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าจากอ่าวไทย ภาคใต้ตอนบน และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ออกสู่เส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง

ด้วยเหตุนี้ กทท. จึงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริการ และความร่วมมือกับท่าเรือพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ท่าเรือระนองเป็นทางเลือกด้านโลจิสติกส์ที่มีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการ ช่วยลดระยะทางการขนส่งในบางเส้นทาง เพิ่มความคล่องตัว และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ให้กับภาคธุรกิจไทย

ปัจจุบันท่าเรือระนองประกอบด้วยท่าเทียบเรือหลัก 2 ส่วน ได้แก่ ท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ ความยาว 134 เมตร รองรับเรือสินค้าไม่เกิน 500 ตันกรอส และท่าเทียบเรือตู้สินค้า ความยาว 150 เมตร รองรับเรือสินค้า 8,000 ตันกรอส หรือไม่เกิน 12,000 เดดเวทตัน พร้อมร่องน้ำเดินเรือลึก 8 เมตร กว้าง 120 เมตร ระยะทาง 28 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่รองรับกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ครบวงจร ทั้งโรงพักสินค้า ลานวางตู้สินค้า พื้นที่จอดรถบรรทุก และเครื่องมือทุ่นแรงที่ทันสมัย อาทิ รถเครนเคลื่อนที่ (Mobile Harbour Crane) รถหัวลาก รถยกสินค้า และจุดบริการตู้ควบคุมอุณหภูมิ

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเมษายน 2569 ท่าเรือระนองมีอัตราการเติบโตโดดเด่นในทุกมิติเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ทีอียู (TEU) หรือเติบโต 55.56% ขณะที่ปริมาณสินค้าผ่านท่าอยู่ที่ 106,000 ตัน เพิ่มขึ้น 7.07% และจำนวนเรือเข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 217 เที่ยว หรือขยายตัว 38.22% สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของท่าเรือระนองในฐานะศูนย์กลางการขนส่งสินค้าฝั่งอันดามัน

พร้อมกันนี้ กทท. ยังเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการตลาดและเครือข่ายการขนส่งภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับท่าเรือพันธมิตรในประเทศบังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดเส้นทางขนส่งใหม่และเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการไทย

กทท. ระบุว่า ในระยะต่อไปจะเร่งลงทุนเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพของเครื่องมือทุ่นแรง รวมถึงยกระดับมาตรฐานการให้บริการและความปลอดภัย เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันท่าเรือระนองให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ของไทยบนฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยสู่ตลาดเอเชียใต้ กลุ่ม BIMSTEC และมหาสมุทรอินเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยขับเคลื่อนการค้า การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มาข้อมูล : กทท.

ที่มารูปภาพ : กทท.