
คุณรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC บอกว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตร้อยละ 9-12 สูงกว่าตลาดโลก 3 เท่า ที่เติบโตประมาณร้อยละ 3-4 แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ผ่านการขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เข้าถึงกลุ่มตลาดที่มีการเติบโตแข็งแกร่ง การเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้วยระบบอัตโนมัติและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การคว้าชัยชนะในตลาดด้วยกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละภูมิภาค และการต่อยอดความเยื่องยืนสู่คุณค่าทางธุรกิจ
สำหรับกลยุทธ์ด้านนวัตกรรม ITC มุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเป็น ร้อยละ15 ของรายได้รวมภายในปี 2569 โดยเน้นการพัฒนาสินค้าร่วมกับลูกค้าแบรนด์ระดับโลก พร้อมรุกตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมและกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ยังมีอัตราการเติบโตสูง ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและโภชนาการของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าลงทุนในระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันมีการนำระบบออโตเมชันมาใช้ในกระบวนการผลิตแล้วราวร้อยละ 25 ส่งผลให้สามารถบริหารต้นทุนและรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านการขยายตลาด ITC ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ราวร้อยละ 60 ของรายได้รวม ผ่านการขยายพอร์ตสินค้า Private Label และรุกตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงกลุ่ม Chunk & Pate ขณะที่ตลาดยุโรปซึ่งมีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 15 บริษัทอยู่ระหว่างต่อยอดโมเดลธุรกิจและเสริมศักยภาพด้านซัพพลายเชน ส่วนตลาดเอเชียและโอเชียเนียที่คิดเป็นร้อยละ 25 ของรายได้รวม จะมุ่งพัฒนากลยุทธ์ด้านราคาและผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ
สรุปข่าว
คุณรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC บอกว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตร้อยละ 9-12 สูงกว่าตลาดโลก 3 เท่า ที่เติบโตประมาณร้อยละ 3-4 แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ผ่านการขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เข้าถึงกลุ่มตลาดที่มีการเติบโตแข็งแกร่ง การเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้วยระบบอัตโนมัติและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การคว้าชัยชนะในตลาดด้วยกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละภูมิภาค และการต่อยอดความเยื่องยืนสู่คุณค่าทางธุรกิจ
สำหรับกลยุทธ์ด้านนวัตกรรม ITC มุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเป็น ร้อยละ15 ของรายได้รวมภายในปี 2569 โดยเน้นการพัฒนาสินค้าร่วมกับลูกค้าแบรนด์ระดับโลก พร้อมรุกตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมและกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ยังมีอัตราการเติบโตสูง ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและโภชนาการของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าลงทุนในระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันมีการนำระบบออโตเมชันมาใช้ในกระบวนการผลิตแล้วราวร้อยละ 25 ส่งผลให้สามารถบริหารต้นทุนและรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านการขยายตลาด ITC ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ราวร้อยละ 60 ของรายได้รวม ผ่านการขยายพอร์ตสินค้า Private Label และรุกตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงกลุ่ม Chunk & Pate ขณะที่ตลาดยุโรปซึ่งมีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 15 บริษัทอยู่ระหว่างต่อยอดโมเดลธุรกิจและเสริมศักยภาพด้านซัพพลายเชน ส่วนตลาดเอเชียและโอเชียเนียที่คิดเป็นร้อยละ 25 ของรายได้รวม จะมุ่งพัฒนากลยุทธ์ด้านราคาและผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ
ทั้งนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างเจรจาทำ M&A กับบริษัทในประเทศจีน ซึ่งคาดว่าจะลงนามได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ และยังมีดีลที่อยู่ระหว่างศึกษากับบริษัทในสหรัฐ ซึ่งดีลส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องของภาคการผลิตและและแบรนด์ที่สามารถต่อยอดการเติบโตในระยะยาวได้ โดยบริษัทมีเป้าหมายใหญ่ในปี 2030 ผลักดันยอดขายให้ไปถึงระดับ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมาจากการเติบโตด้วยตัวเอง จำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมาจาก M&A อีก 500 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตามบริษัทมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มราคาสินค้าเนื่องจากสภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งในส่วนของวัตถุดิบและต้นทุนทางพลังงาน เช่น ค่าน้ำมัน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยจากข้อมูลในอดีตบริษัทเชื่อมั่นว่าการขึ้นราคาจะไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้มีความต้องการในตลาดสูง นอกจากนี้ บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนภายในผ่านกระบวนการ Manufacturing Transformation
นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ความยั่งยืนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ผ่านการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบและระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้แนวคิด “From Source to Bowl” พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 42% ภายในปี 2573 และบรรลุ Net Zero ภายในปี 2593 โดยเชื่อว่ากลยุทธ์ทั้งหมดจะช่วยสนับสนุนการเติบโตระยะยาวและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกได้อย่างต่อเนื่อง
