เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณ Jensen Huang (เจนเซ่น หวง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Nvidia (เอ็นวิเดีย) ถูกผู้สื่อข่าวตั้งคำถามที่ ไทเป เกี่ยวกับแนวทางกระจายความมั่งคั่ง จากกระแสการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษญ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งประเด็นดังกล่าว ยังเชื่อมโยงกับข้อพิพาทด้านแรงงานของ Samsung Electronics (ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์) ที่เพิ่งบรรลุข้อตกลงในการจ่ายโบนัสให้พนักงาน
หวง ตอบว่า ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าพนักงานควรได้รับค่าตอบแทนมากที่สุดเท่าที่บริษัทจะสามารถจ่ายให้ได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่เอ็นวิเดียยึดถือมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่านี่เป็นแนวทางที่บริษัทเลือกใช้ และอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมสำหรับทุกองค์กร
รายงานของ ฟอร์จูน ระบุว่า ปัจจุบัน หวง มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ประมาณ 186,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเอ็นวิเดีย ยังส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงหลายคน ได้รับอานิสงส์จากราคาหุ้นที่พุ่งขึ้น
สรุปข่าว
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณ Jensen Huang (เจนเซ่น หวง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Nvidia (เอ็นวิเดีย) ถูกผู้สื่อข่าวตั้งคำถามที่ ไทเป เกี่ยวกับแนวทางกระจายความมั่งคั่ง จากกระแสการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษญ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งประเด็นดังกล่าว ยังเชื่อมโยงกับข้อพิพาทด้านแรงงานของ Samsung Electronics (ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์) ที่เพิ่งบรรลุข้อตกลงในการจ่ายโบนัสให้พนักงาน
หวง ตอบว่า ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าพนักงานควรได้รับค่าตอบแทนมากที่สุดเท่าที่บริษัทจะสามารถจ่ายให้ได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่เอ็นวิเดียยึดถือมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่านี่เป็นแนวทางที่บริษัทเลือกใช้ และอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมสำหรับทุกองค์กร
รายงานของ ฟอร์จูน ระบุว่า ปัจจุบัน หวง มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ประมาณ 186,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเอ็นวิเดีย ยังส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงหลายคน ได้รับอานิสงส์จากราคาหุ้นที่พุ่งขึ้น
มีรายงานว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ เอ็นวิเดีย พุ่งขึ้นมากกว่า 1,170% ส่งผลให้พนักงานจำนวนมากที่มี Stock Options ได้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านแทบจะในชั่วข้ามคืน
อย่างเมื่อปีที่แล้ว ฟอร์จูน รายงานว่า Colette Kress ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน และ Jay Puri รองประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการภาคสนามทั่วโลก ได้ก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลจากการถือครองหุ้นดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ หวง ยังเคยกล่าวว่า เขาตรวจสอบค่าตอบแทนของพนักงานกว่า 42,000 คนด้วยตนเอง พร้อมแสดงความเชื่อว่า เมื่อองค์กรดูแลผู้คนอย่างเหมาะสมแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็จะดำเนินไปในทิศทางที่ดีตามมา
ทั้งนี้ ความเห็นล่าสุดของ หวง มีขึ้นหลังจากฝ่ายธุรกิจผลิตชิปของ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ สามารถบรรลุข้อตกลงด้านค่าตอบแทนกับพนักงานได้สำเร็จ หลังเผชิญความเสี่ยงจากการประท้วงหยุดงาน โดยสมาชิกสหภาพแรงงานได้ลงมติเห็นชอบต่อข้อตกลง ที่มอบโบนัสให้พนักงานที่มีสิทธิได้รับ รายละประมาณ 340,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงการนัดหยุดงานที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบริษัทไว้ได้
โดย ซัมซุม ก็ได้รับอานิสงส์จากความต้องการ ชิป เอไอ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มูลค่าบริษัท และผลกำไรเติบโตเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันในการแบ่งปันผลประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรม เอไอ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเกาหลีใต้เท่านั้น บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในไต้หวันที่ได้รับประโยชน์จากกระแส เอไอ ก็เผชิญแรงเรียกร้องในลักษณะเดียวกัน
ตามรายงานของ บลูมเบิร์ก ระบุว่า หนึ่งในนั้นคือบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือ TSMC ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพันธมิตรรายสำคัญของ เอ็นวิเดีย ที่กำลังพยายามคลายความกังวลของพนักงาน เกี่ยวกับการแบ่งปันผลกำไร
โดย ซีอีโอ ของ TSMC ได้จัดการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อยืนยันกับพนักงานว่าโครงการค่าตอบแทนตามผลงานของบริษัท จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าปีก่อนอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า หวง จะพยายามแบ่งปันผลกำไรของ เอ็นวิเดีย ให้กับพนักงานของบริษัท แต่ในภาพรวมที่กว้างกว่านั้น ยังมีคำถามสำคัญว่า การลงทุนอย่างมหาศาลในเทคโนโลยี เอไอ อาจยิ่งตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่งที่มีอยู่เดิมให้รุนแรงขึ้นหรือไม่
ประเด็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของ Larry Fink (แลร์รี่ ฟิงค์) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BlackRock ที่เคยเตือนว่า ระบบทุนนิยมโลกในรูปแบบเดิมกำลังเผชิญรอยร้าวที่สำคัญ จากการที่หลายประเทศทุ่มงบประมาณมหาศาล เพื่อสร้างความมั่นคง และพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทั้งด้านพลังงาน การป้องกันประเทศ และเทคโนโลยี
ขณะที่ ความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ได้ไหลไปสู่ผู้ถือครองสินทรัพย์เป็นหลัก มากกว่าผู้ที่สร้างรายได้จากการทำงาน (หมายถึงพนักงานและแรงงาน)
และ เอไอ อาจยิ่งซ้ำเติมแนวโน้มดังกล่าว ด้วยการสร้างผลตอบแทนจำนวนมหาศาลให้แก่บริษัทและนักลงทุนที่มีเงินทุน ทรัพยากร และความพร้อมในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้ก่อนผู้อื่น
ฟิงค์ กล่าวว่า ความกังวลดังกล่าว จะกลายเป็นหนึ่งในโจทย์เศรษฐกิจสำคัญของโลกในปัจจุบัน เพราะหลายคนเริ่มรู้สึกแล้วว่า แม้ระบบทุนนิยมจะยังเดินหน้าต่อไปได้ แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้กระจายไปสู่คนส่วนใหญ่ที่มากเพียงพอ
นอกจากเรื่องค่าตอบแทนแล้ว พนักงานทั่วโลกกำลังกังวลว่า เอไอ อาจกลายเป็นภัยคุกตามต่องานของตนในอนาคต โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูล งานสำนักงาน และงานที่สามารถทำซ้ำได้ แต่เมื่อ หวง ถูกตั้งคำถามในเรื่องนี้ เขากลับเรียกความเชื่อดังกล่าวว่าเป็น เรื่องไร้สาระ
โดยกล่าวย้ำว่า เอไอ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนรายได้ กำไร และการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ เทคโนโลยีดังกล่าวกำลังถูกนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและยกระดับผลิตภาพขององค์กร
ซึ่งความเห็นดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางกระแสการลงทุนด้าน เอไอ ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก และความกังวลจากแรงงานในหลายภาคส่วนเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการจ้างงานในอนาคต
