แบรนด์หรูยุโรปกำลังปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ หันมาโฟกัสตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น ด้วยการเร่งเปิดร้านใหม่ จัดแฟชันโชว์ และขยายฐานลูกค้าในเมืองเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อคว้าโอกาสจากกลุ่มเศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยขึ้นจากกระแส AI และเทคโนโลยี
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่อุตสาหกรรมสินค้าหรูทั่วโลกยังเผชิญแรงกดดัน หลังหดตัวต่อเนื่อง 2 ปี แม้เริ่มมีสัญญาณทรงตัว แต่สงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้กระทบการเดินทางและบั่นทอนการใช้จ่ายสินค้าหรู ไม่เพียงในตะวันออกกลาง แต่ลามไปยังตลาดอื่นด้วย
ขณะเดียวกัน จีน ซึ่งเคยเป็นแหล่งเติบโตใหญ่ที่สุดของตลาดลักชูรีตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ยังติดปัญหาเงินฝืดและผลกระทบจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ทำให้แบรนด์หรูต้องพึ่งพากำลังซื้อจากชาวอเมริกันมากกว่าปกติ
นักลงทุนในลอนดอนมองว่า ผู้บริโภคระดับไฮเอนด์ในสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแกร่งมากกว่าภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยุโรป ปัจจัยหนุนสำคัญคือกระแสหุ้น AI ที่ยังร้อนแรง และการเติบโตของค่าจ้างในกลุ่มรายได้สูง
สรุปข่าว
แบรนด์หรูยุโรปกำลังปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ หันมาโฟกัสตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น ด้วยการเร่งเปิดร้านใหม่ จัดแฟชันโชว์ และขยายฐานลูกค้าในเมืองเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อคว้าโอกาสจากกลุ่มเศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยขึ้นจากกระแส AI และเทคโนโลยี
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่อุตสาหกรรมสินค้าหรูทั่วโลกยังเผชิญแรงกดดัน หลังหดตัวต่อเนื่อง 2 ปี แม้เริ่มมีสัญญาณทรงตัว แต่สงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้กระทบการเดินทางและบั่นทอนการใช้จ่ายสินค้าหรู ไม่เพียงในตะวันออกกลาง แต่ลามไปยังตลาดอื่นด้วย
ขณะเดียวกัน จีน ซึ่งเคยเป็นแหล่งเติบโตใหญ่ที่สุดของตลาดลักชูรีตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ยังติดปัญหาเงินฝืดและผลกระทบจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ทำให้แบรนด์หรูต้องพึ่งพากำลังซื้อจากชาวอเมริกันมากกว่าปกติ
นักลงทุนในลอนดอนมองว่า ผู้บริโภคระดับไฮเอนด์ในสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแกร่งมากกว่าภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยุโรป ปัจจัยหนุนสำคัญคือกระแสหุ้น AI ที่ยังร้อนแรง และการเติบโตของค่าจ้างในกลุ่มรายได้สูง
แบรนด์ใหญ่อย่าง LVMH, Moncler และ Gucci จึงเร่งตอบสนองทันที โดย Dior และ Gucci เพิ่งจัดโชว์คอลเลกชันครูซในสหรัฐฯ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ Zegna แบรนด์หรูจากอิตาลี เตรียมนำเสนอคอลเลกชัน Summer 2027 ที่ลอสแอนเจลิส
ข้อมูลจาก Savills ระบุว่า ปี 2025 นอร์ทอเมริกากลายเป็นภูมิภาคอันดับ 1 ของการเปิดร้านลักชูรีใหม่ คิดเป็นราวร้อยละ 27 ของการเปิดร้านทั่วโลก แซงยุโรปที่ร้อยละ 26 และจีนที่ร้อยละ 19 แม้จำนวนร้านใหม่ทั่วโลกจะลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2020 เหตุผลสำคัญคือ สหรัฐฯ ยังมีจำนวนร้านหรูน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนผู้บริโภคระดับมั่งคั่งสูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับจีน หลายแบรนด์จึงมองว่า ตลาดอเมริกายังมีพื้นที่ให้ขยายอีกมาก
รายงานไตรมาสแรกของหลายแบรนด์สะท้อนภาพนี้ชัดเจน ยอดขายของ Richemont เจ้าของ Cartier ในภูมิภาคอเมริกาเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม ถือเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกันที่ภูมิภาคนี้เติบโตเป็นเลขสองหลัก ความแข็งแกร่งของผู้บริโภคอเมริกันยังช่วยหนุนแบรนด์สหรัฐฯ อย่าง Ralph Lauren และ Tapestry เจ้าของ Coach ให้เติบโตเหนือคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า แม้เงินใหม่จาก AI และ IPO ในสหรัฐฯ อาจช่วยดันยอดขายนาฬิกาและเครื่องประดับหรู แต่ชาวอเมริกันคิดเป็นเพียงราวร้อยละ 20–22 ของการใช้จ่ายสินค้าหรูทั่วโลก ดังนั้น หากอุตสาหกรรมลักชูรีต้องการฟื้นตัวเต็มรูปแบบ จีนยังต้องกลับมาแข็งแรงอีกครั้งด้วย
ที่มาข้อมูล : https://www.reuters.com/business/luxury-brands-seek-lure-americas-ai-super-rich-2026-06-02/
ที่มารูปภาพ : -
