“ไทยช่วยไทย พลัส” กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.21 แสนล้านบาท

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ไทยช่วยไทย พลัส” กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.21 แสนล้านบาท

“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผู้ใช้สิทธิ 71.77%

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลติดตามผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศจำนวน 5,465 ราย ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่าง

ร้อยละ 71.77 ระบุว่าเข้าร่วมใช้สิทธิโครงการ 

ร้อยละ 28.23 ไม่ได้ใช้สิทธิ สะท้อนว่าโครงการมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย กระตุ้นการจับจ่าย และสนับสนุนการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าในชุมชน

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนใช้สิทธิกับสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเป็นหลัก โดยอาหารพร้อมทาน เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว และอาหารปรุงสำเร็จ มีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 48.22 

รองลงมาคืออาหารสด ร้อยละ 38.87 ของใช้ประจำวันและของใช้ในครัวเรือน ร้อยละ 32.22 เครื่องประกอบอาหาร ร้อยละ 26.73 การสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านฟู้ดเดลิเวอรี ร้อยละ 23.97 เครื่องดื่ม ร้อยละ 21.23 และอาหารสำเร็จรูป ร้อยละ 21.02 

ทั้งนี้ คำถามในส่วนดังกล่าวสามารถเลือกตอบได้มากกว่าหนึ่งข้อ จึงไม่ควรนำสัดส่วนแต่ละรายการมารวมเป็นร้อยละ 100

สรุปข่าว

รัฐบาลเผยผลสำรวจ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” พบประชาชน 71.77% จาก 5,465 ราย ใช้สิทธิ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการจับจ่ายในชุมชน ขณะที่ยอดใช้จ่ายสะสมล่าสุดทะลุ 1.21 แสนล้านบาท รัฐร่วมจ่ายกว่า 7 หมื่นล้านบาท พร้อมเร่งนำข้อมูลประเมินมาตรการและแก้ข้อจำกัดการเข้าถึงสิทธิ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ไม่ถนัดเทคโนโลยี

“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผู้ใช้สิทธิ 71.77%

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลติดตามผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศจำนวน 5,465 ราย ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่าง

ร้อยละ 71.77 ระบุว่าเข้าร่วมใช้สิทธิโครงการ 

ร้อยละ 28.23 ไม่ได้ใช้สิทธิ สะท้อนว่าโครงการมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย กระตุ้นการจับจ่าย และสนับสนุนการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าในชุมชน

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนใช้สิทธิกับสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเป็นหลัก โดยอาหารพร้อมทาน เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว และอาหารปรุงสำเร็จ มีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 48.22 

รองลงมาคืออาหารสด ร้อยละ 38.87 ของใช้ประจำวันและของใช้ในครัวเรือน ร้อยละ 32.22 เครื่องประกอบอาหาร ร้อยละ 26.73 การสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านฟู้ดเดลิเวอรี ร้อยละ 23.97 เครื่องดื่ม ร้อยละ 21.23 และอาหารสำเร็จรูป ร้อยละ 21.02 

ทั้งนี้ คำถามในส่วนดังกล่าวสามารถเลือกตอบได้มากกว่าหนึ่งข้อ จึงไม่ควรนำสัดส่วนแต่ละรายการมารวมเป็นร้อยละ 100

ผลสำรวจยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการใช้จ่าย โดย

ร้อยละ 36.96 ระบุว่ากล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น 

ร้อยละ 24.50 นำเงินส่วนที่เหลือจากการใช้สิทธิไปใช้จ่ายกับสิ่งจำเป็นอื่น 

ร้อยละ 23.00 ซื้อสินค้าและบริการในชุมชนหรือท้องถิ่นเพิ่มขึ้น 

ร้อยละ 8.60 นำเงินที่ประหยัดได้ไปออม 

ร้อยละ 7.25 นำไปชำระหนี้ 

ร้อยละ 5.75 เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น 

ร้อยละ 4.43 ระบุว่าสามารถลดการกู้ยืมหรือการใช้บัตรเครดิตได้

“ตัวเลขที่น่าสนใจคือ สิทธิของรัฐไม่ได้ช่วยเฉพาะตอนชำระเงิน แต่ยังทำให้เงินในกระเป๋าประชาชนส่วนหนึ่งเหลือไปใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น รวมถึงเกิดการซื้อสินค้าในร้านค้าชุมชนเพิ่มขึ้น จึงเป็นการช่วยทั้งฝั่งครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยในเวลาเดียวกัน” นางสาวลลิดากล่าว

ยอดการใช้จ่ายสะสมทั้งหมด 121,848.0 ล้านบาท 

สำหรับข้อมูลการดำเนินโครงการล่าสุด ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 23.00 น. มีผู้ได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,957 ราย มียอดการใช้จ่ายสะสมทั้งหมด 121,848.0 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่าย 70,054.4 ล้านบาท และส่วนที่ประชาชนร่วมจ่าย 51,793.6 ล้านบาท

ในส่วนของยอดที่รัฐบาลร่วมจ่าย 70,054.4 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติ 67,546.3 ล้านบาท และผ่าน Food Delivery 2,508.1 ล้านบาท ขณะที่ยอดร่วมจ่ายของประชาชน 51,793.6 ล้านบาท แบ่งเป็นร้านค้าปกติ 49,851.5 ล้านบาท และ Food Delivery 1,942.1 ล้านบาท ทั้งนี้ ตัวเลข 121,848.0 ล้านบาทเป็นยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการ ไม่ใช่การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจสุทธิทั้งหมด

ผลสำรวจยังมีสัญญาณเชิงบวกต่อร้านค้าหลังสิ้นสุดมาตรการ โดย

ร้อยละ 31.58 ระบุว่าจะกลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมเป็นส่วนใหญ่ 

ร้อยละ 20.70 จะกลับไปซื้อบางส่วน 

ร้อยละ 11.29 จะซื้อจากร้านค้าเดิมประมาณครึ่งหนึ่ง 

ร้อยละ 6.55 ระบุว่าจะกลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมทั้งหมด

ร้อยละ 0.88 ที่ระบุว่าจะไม่กลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมเลย

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิของประชาชนบางกลุ่ม ทั้งกรณีลงทะเบียนไม่ทัน ลงทะเบียนไม่ผ่าน ไม่ได้สมัครหรือไม่ผ่านคุณสมบัติ รวมถึงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เช่น ไม่มีสมาร์ทโฟน โทรศัพท์ไม่รองรับแอปพลิเคชัน ไม่สามารถดาวน์โหลดหรือใช้งานแอปพลิเคชัน รวมถึงปัญหาการยืนยันตัวตนและสแกนใบหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและประชาชนที่ไม่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัล

“รัฐบาลจะนำข้อมูลจากการสำรวจมาใช้ประกอบการติดตามและประเมินมาตรการ ทั้งในมิติการลดภาระค่าครองชีพ การสร้างยอดขายให้ร้านค้ารายย่อย และการเข้าถึงสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านดิจิทัล พ

ร้อมให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามได้ว่าเงินภาครัฐและเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายหมุนเวียนไปสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างไร และนำบทเรียนไปพัฒนามาตรการในระยะต่อไปให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและเกิดความคุ้มค่ามากที่สุด” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส้ (60/40)” กำหนดให้ภาครัฐร่วมจ่ายร้อยละ 60 สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมรายการ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 โดยสามารถใช้สิทธิได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 และวงเงินที่เหลือไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้.

ที่มาข้อมูล : รัฐบาล

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ