“ความสงสารไม่ได้ช่วยให้ใครพ้นทุกข์” เปิดชีวิต 15 ปี ชัญญ่า ทามาดะ จากไฮโซสู่คนกู้ภัยสัตว์

Exclusive Interview | ชัญญ่า ทามาดะ ผู้ก่อตั้ง Little Paws Adoption Center กับชีวิตที่ต้องสลับระหว่างความสะดวกสบายกับการลุยน้ำท่วมช่วยสัตว์ นอนลานจอดรถที่หาดใหญ่ และบทเรียนจากการทำงานอาสาสมัครตลอด 15 ปี ซึ่งเริ่มต้นจากไม้กวาดหนึ่งด้าม ก่อนพบว่าความสงสารอย่างเดียวไม่สามารถช่วยชีวิตใครได้
“น่าจะเป็นมะเร็งผิวหนังนะ แต่ก็ไม่ใช่หมอนะ คิดว่าน่าจะใช่”
ชัญญ่า ทามาดะ ตอบหลังถูกถามถึงสุนัขตัวหนึ่งที่เพิ่งพบระหว่างลงพื้นที่ช่วยเหลือสัตว์ สภาพผิวหนังของมันทำให้เธอสงสัยว่าอาจมีอาการป่วยรุนแรง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้จนกว่าจะผ่านการตรวจจากสัตวแพทย์
เมื่อถามต่อว่าจะช่วยเหลือสุนัขตัวนี้อย่างไร เธอตอบทันทีว่า “ถ้าเขามีที่อยู่ เราจะรักษาแล้วเอามาไว้ที่เดิม”
บทสนทนาสั้นๆ เกิดขึ้นระหว่างการทำงานของผู้หญิงที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ไฮโซชัญญ่า” แต่ชีวิตอีกส่วนหนึ่งของเธอกลับอยู่กับการช่วยเหลือสัตว์จรจัด การหาบ้านให้สุนัขและแมว รวมถึงการเดินทางเข้าพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งทำต่อเนื่องมาประมาณ 15 ปี
การลงพื้นที่หาดใหญ่ครั้งล่าสุด เธอเล่าว่าต้องนอนอยู่ในลานจอดรถเป็นเวลานาน ใช้ชีวิตกับความไม่สะดวกและความเหนื่อยล้าจากการทำงาน จนอดบ่นกับตัวเองไม่ได้ว่าอยากกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ
“เบื่อมาก เมื่อไหร่น้ำจะแห้ง อยากกลับไปเป็นไฮโซละ”
ชัญญ่าหัวเราะกับเรื่องที่เล่า แต่เมื่อถามว่าทำไมยังออกไปช่วยสัตว์ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม เธอกลับตอบด้วยความคุ้นเคยของคนที่เห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้มาหลายครั้ง
“พอน้ำท่วมเราก็จะรู้แล้วว่า เฮ้ย มันต้องมีหมาเกาะอยู่บนที่นอนลอยแพอยู่ที่ไหนสักที่แน่เลย”
ความกังวลว่ายังมีสัตว์ติดอยู่ในพื้นที่ทำให้เธอเลือกออกจากบ้าน แม้จะรู้ว่าการเดินทางแต่ละครั้งอาจต้องใช้เวลาหลายวัน และไม่มีใครบอกได้ล่วงหน้าว่าจะกลับเมื่อไร
สรุปข่าว
Exclusive Interview | ชัญญ่า ทามาดะ ผู้ก่อตั้ง Little Paws Adoption Center กับชีวิตที่ต้องสลับระหว่างความสะดวกสบายกับการลุยน้ำท่วมช่วยสัตว์ นอนลานจอดรถที่หาดใหญ่ และบทเรียนจากการทำงานอาสาสมัครตลอด 15 ปี ซึ่งเริ่มต้นจากไม้กวาดหนึ่งด้าม ก่อนพบว่าความสงสารอย่างเดียวไม่สามารถช่วยชีวิตใครได้
“น่าจะเป็นมะเร็งผิวหนังนะ แต่ก็ไม่ใช่หมอนะ คิดว่าน่าจะใช่”
ชัญญ่า ทามาดะ ตอบหลังถูกถามถึงสุนัขตัวหนึ่งที่เพิ่งพบระหว่างลงพื้นที่ช่วยเหลือสัตว์ สภาพผิวหนังของมันทำให้เธอสงสัยว่าอาจมีอาการป่วยรุนแรง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้จนกว่าจะผ่านการตรวจจากสัตวแพทย์
เมื่อถามต่อว่าจะช่วยเหลือสุนัขตัวนี้อย่างไร เธอตอบทันทีว่า “ถ้าเขามีที่อยู่ เราจะรักษาแล้วเอามาไว้ที่เดิม”
บทสนทนาสั้นๆ เกิดขึ้นระหว่างการทำงานของผู้หญิงที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ไฮโซชัญญ่า” แต่ชีวิตอีกส่วนหนึ่งของเธอกลับอยู่กับการช่วยเหลือสัตว์จรจัด การหาบ้านให้สุนัขและแมว รวมถึงการเดินทางเข้าพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งทำต่อเนื่องมาประมาณ 15 ปี
การลงพื้นที่หาดใหญ่ครั้งล่าสุด เธอเล่าว่าต้องนอนอยู่ในลานจอดรถเป็นเวลานาน ใช้ชีวิตกับความไม่สะดวกและความเหนื่อยล้าจากการทำงาน จนอดบ่นกับตัวเองไม่ได้ว่าอยากกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ
“เบื่อมาก เมื่อไหร่น้ำจะแห้ง อยากกลับไปเป็นไฮโซละ”
ชัญญ่าหัวเราะกับเรื่องที่เล่า แต่เมื่อถามว่าทำไมยังออกไปช่วยสัตว์ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม เธอกลับตอบด้วยความคุ้นเคยของคนที่เห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้มาหลายครั้ง
“พอน้ำท่วมเราก็จะรู้แล้วว่า เฮ้ย มันต้องมีหมาเกาะอยู่บนที่นอนลอยแพอยู่ที่ไหนสักที่แน่เลย”
ความกังวลว่ายังมีสัตว์ติดอยู่ในพื้นที่ทำให้เธอเลือกออกจากบ้าน แม้จะรู้ว่าการเดินทางแต่ละครั้งอาจต้องใช้เวลาหลายวัน และไม่มีใครบอกได้ล่วงหน้าว่าจะกลับเมื่อไร
15 ปีที่เริ่มต้นจากไม้กวาดหนึ่งด้าม
ชัญญ่าย้อนถึงวันแรกที่เริ่มทำงานอาสาสมัครว่า ตอนนั้นไม่ได้มีแผนจะก่อตั้งศูนย์ช่วยเหลือสัตว์หรือทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง เธอเพียงเดินเข้าไปที่มูลนิธิซอยด็อก (Soi Dog Foundation) และถามเจ้าหน้าที่ว่ามีงานอะไรให้ช่วยบ้าง
สิ่งที่ได้รับในวันนั้นคือไม้กวาดและหน้าที่ทำความสะอาดกรงสุนัข
“เดินเข้าไปถามมูลนิธิซอยด็อกว่ามีอะไรให้ช่วยไหม แล้วเขาให้ไม้กวาดมา แล้วก็ช่วยล้างกรงน้องหมาที่อยู่ที่นั่น ก็นับตั้งแต่วันนั้น 15 ปีแล้วค่ะ”
จากงานทำความสะอาดกรง เธอเริ่มเรียนรู้เรื่องการดูแลสัตว์ ได้พบสุนัขและแมวที่ถูกทอดทิ้ง รวมถึงสัตว์ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา ก่อนจะขยายบทบาทมาสู่การช่วยเหลือสัตว์อย่างต่อเนื่อง และก่อตั้ง Little Paws Adoption Center
ชัญญ่ายอมรับว่าตอนเริ่มต้น สิ่งที่ทำให้เธออยากเข้าไปช่วยคือความสงสาร แต่การได้ทำงานจริงทำให้เข้าใจว่าความรู้สึกดังกล่าวไม่ได้ทำให้ชีวิตของสัตว์ดีขึ้น หากไม่มีคนลงมือจัดการปัญหา
“ความสงสารมันไม่ได้ช่วยให้เขาพ้นจากความทุกข์ มันคือแค่ความรู้สึกของเรา แต่ถ้าเราอยากให้เขาพ้นจากทุกข์ เราก็ต้องลงมือช่วยเขา เพราะฉะนั้นแค่ความรู้สึกสงสารมันไม่พอ”
ความคิดนี้กลายเป็นหลักในการทำงานของเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง ซึ่งมีทั้งการรักษา การดูแลระหว่างพักฟื้น และการหาบ้านใหม่ให้สัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ
สำหรับชัญญ่า สุนัขและแมวควรมีบ้านที่ปลอดภัยและมีคนดูแล เธอมองว่าสัตว์เหล่านี้มีความซื่อสัตย์ต่อมนุษย์ แต่กลับต้องเผชิญการทอดทิ้งจากเจ้าของบางส่วน
“จริงๆ แล้วมันไม่ควรที่จะมาอยู่ข้างถนน ยังไงก็ควรที่จะมีบ้านที่อบอุ่น เพราะด้วยความซื่อสัตย์และความบริสุทธิ์ของจิตใจเขา เขาไม่ควรที่จะโดนทอดทิ้งเลย”
แม้จะช่วยเหลือสัตว์มานาน แต่เธอยอมรับว่าปัญหาสัตว์จรจัดยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง เพราะในขณะที่อาสาสมัครพยายามหาบ้านให้สัตว์ ก็ยังมีเจ้าของบางรายนำสัตว์มาปล่อยทิ้ง
“คนทำก็ทำไป คนทิ้งก็ทิ้งไป มันก็ไม่มีวันจบ”
ชัญญ่ามองว่าการช่วยเหลือสัตว์เป็นงานที่ทำแล้วสบายใจ เพราะสัตว์ไม่สามารถร้องขอหรือเรียกร้องอะไรจากคนช่วยได้
“การช่วยเหลือสัตว์รู้สึกไม่เคยเหนื่อยเลย เพราะเขาไม่เคยร้องขออะไร แล้วเขาก็ไม่เคยโวยวาย ก็เลยคิดว่าช่วยสัตว์ได้สบายใจที่สุด”
น้ำท่วมเมื่อไรต้องเตรียมลงน้ำ อยู่จนกว่าน้ำจะแห้ง
ตลอดเวลาที่ทำงานช่วยเหลือสัตว์ ชัญญ่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับภารกิจกู้ภัยในพื้นที่น้ำท่วมหลายครั้ง จนการเตรียมเสื้อผ้าสำหรับลุยน้ำกลายเป็นเรื่องปกติ
เธอบอกว่าเมื่อทราบข่าวน้ำท่วม สิ่งที่ต้องคิดตามมาคือการเตรียมอุปกรณ์และประเมินว่าจะเข้าไปช่วยสัตว์ในพื้นที่ได้อย่างไร เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา มักมีสุนัขและแมวติดอยู่ตามบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม
“มันเหมือนเป็นชีวิตของเราไปแล้ว เมื่อไหร่ที่น้ำท่วมก็ต้องรู้สึกว่า เออ ก็ต้องเอาเสื้อผ้า พวกกางเกงที่ต้องเอามาลุย เพราะว่าก็ต้องลงจนน้ำแห้ง”
ภารกิจแต่ละครั้งไม่ได้จบลงทันทีที่ช่วยสัตว์ออกมาได้ แต่ยังต้องดูแลอาการเบื้องต้น ประสานงานกับสัตวแพทย์ และจัดการเรื่องอาหารหรือที่พักชั่วคราวตามสภาพของสัตว์ที่พบ
ส่วนการลงพื้นที่หาดใหญ่ครั้งล่าสุด ชัญญ่าเล่าว่าเป็นช่วงที่เหนื่อยมาก เพราะต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลานาน โดยมีลานจอดรถเป็นสถานที่พักระหว่างทำงาน
ความลำบากจากการใช้ชีวิตหน้างานทำให้เธอคิดถึงบ้านและอยากกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็ยังเป็นห่วงสัตว์ที่อาจติดอยู่ในพื้นที่
ชัญญ่าอธิบายว่า หากไม่เคยเข้าไปเห็นสภาพความเสียหายด้วยตัวเอง อาจไม่เข้าใจว่าสัตว์ต้องเผชิญอะไรบ้างเมื่อเกิดอุทกภัย
บางตัวติดอยู่ในบ้าน บางตัวไม่มีอาหาร และบางตัวต้องแช่น้ำเป็นเวลาหลายวันจนร่างกายอ่อนแรง
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกว่าการอยู่บ้านเฉยๆ ในช่วงที่มีสัตว์กำลังเดือดร้อนเป็นเรื่องยาก
“พอเราลงมาคลุกคลีกับคนที่ลำบากจริงๆ มันมีอีกหลายอย่างที่ถ้าเรานอนอยู่บ้าน เราจะไม่ได้เห็น”
เธอยอมรับว่าชีวิตส่วนตัวมีความสะดวกสบายอยู่แล้ว การแบ่งเวลาออกมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยจึงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แม้ต้องแลกกับความเหนื่อยและการใช้ชีวิตที่ต่างจากเดิม
“เราแค่สละเวลาไม่กี่วันของชีวิตสบายๆ ของเราออกมา มันก็รู้สึกว่ามันมีประโยชน์”
ที่น่าสนใจคือ แม้ชัญญ่าจะลงพื้นที่ช่วยเหลือสัตว์มาหลายครั้ง แต่เธอบอกว่าทีมทำงานประจำของตัวเองมีขนาดเล็กมาก
“จริงๆ แล้วทีมเราน้อยมาก จริงๆ ทีมเรามีแค่คนเดียว แล้วไปหาเอาหน้างาน”
การทำงานจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากอาสาสมัครและผู้คนในพื้นที่เป็นหลัก ทั้งการเข้าถึงจุดที่มีสัตว์ติดอยู่ การขนย้าย และการประสานความช่วยเหลือในแต่ละวัน
ทรายแมว ยา และผ้าห่ม สิ่งของจำเป็นที่คนบริจาคอาจนึกไม่ถึง
การลงพื้นที่ช่วยเหลือสัตว์ในช่วงน้ำท่วมต้องเตรียมอุปกรณ์แตกต่างจากการช่วยเหลือสัตว์จรจัดทั่วไป โดยเฉพาะสัตว์ที่ติดอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ซึ่งอาจมีอาการบาดเจ็บ อ่อนแรง หรือเจ็บป่วย
ชัญญ่าเล่าว่าเธอมีสัตวแพทย์คอยให้คำปรึกษาระหว่างทำงาน แม้บางครั้งแพทย์จะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่สามารถติดต่อผ่าน FaceTime เพื่อประเมินอาการและปรึกษาแนวทางรักษาเบื้องต้นได้
“เรามีคุณหมอที่คอยประกบอยู่กับเราตลอด ไม่ว่าจะทาง FaceTime หรือทางอะไรแบบนี้ เราสามารถเอายาพวกนี้ไปคอนซัลต์หน้างานว่าน้องมีอาการแบบนี้”
นอกจากยาแล้ว ยังต้องเตรียมผ้าห่มสำหรับสัตว์ที่เปียกหรือแช่น้ำเป็นเวลาหลายวัน รวมถึงอาหารสุนัขที่แบ่งเป็นถุงขนาดเล็กเพื่อแจกจ่ายให้ชาวบ้านที่ยังดูแลสัตว์อยู่ แต่ไม่สามารถเดินทางออกไปซื้ออาหารได้
ส่วนสิ่งของที่ชัญญ่าให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือทรายแมว เพราะเป็นของที่ผู้บริจาคบางคนอาจมองข้าม
“สิ่งที่คนชอบลืมก็คือทรายแมว ถ้าคนไม่เลี้ยงแมวจะไม่รู้เลย”
เธออธิบายว่าแมวบางตัวไม่ยอมขับถ่ายหากไม่มีพื้นที่หรือวัสดุที่คุ้นเคย และอาจกลั้นปัสสาวะจนเกิดปัญหาสุขภาพได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สัตว์กำลังเครียดจากการย้ายที่อยู่หรือเผชิญภัยพิบัติ
ทรายแมวจึงเป็นสิ่งของจำเป็นสำหรับการดูแลแมวในศูนย์พักพิงชั่วคราว เช่นเดียวกับอาหาร น้ำสะอาด และอุปกรณ์ทำความสะอาด
จากประสบการณ์ของชัญญ่า การบริจาคสิ่งของให้ตรงกับความต้องการของสัตว์และคนในพื้นที่มีความสำคัญ เพราะอุปกรณ์บางอย่างที่ดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับคนทั่วไป อาจจำเป็นต่อการดูแลสัตว์ระหว่างรอความช่วยเหลือ
จากร้องไห้ขณะช่วยสัตว์ ถึงวันที่ต้องเก็บน้ำตาไว้ก่อน
การทำงานช่วยเหลือสัตว์ตลอด 15 ปีทำให้ชัญญ่าต้องเผชิญทั้งเหตุการณ์ที่ช่วยชีวิตสัตว์ได้สำเร็จ และเหตุการณ์ที่สัตว์เสียชีวิตก่อนจะได้รับการช่วยเหลือ
เธอยอมรับว่าช่วงแรกของการทำงานยังควบคุมความรู้สึกตัวเองได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นสัตว์บาดเจ็บหนักหรืออยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือได้ลำบาก
“ทำแรกๆ คือร้องไห้ไป แต่มือก็ทำไป น้ำตานี่กลั้นไม่อยู่”
แต่เมื่อผ่านเหตุการณ์ลักษณะนี้มาหลายครั้ง เธอเริ่มเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์ของตัวเอง เพราะหากมัวเสียใจกับสัตว์ที่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ ก็อาจทำให้เสียโอกาสช่วยสัตว์ตัวอื่นที่ยังรออยู่
“เดี๋ยวนี้ก็คือโปรมาก ตายก็ยกมือไหว้ อุทิศส่วนกุศล แล้วก็ตัวต่อไป ตัวต่อไป”
ชัญญ่าบอกว่าแม้จะทำงานมานาน แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้เสียใจจนอยากร้องไห้ เพียงแต่บางครั้งภารกิจที่อยู่ตรงหน้าไม่เปิดโอกาสให้หยุดพัก
เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เพิ่งพบก่อนให้สัมภาษณ์ ซึ่งทำให้รู้สึกเสียใจอย่างมาก แต่ยังต้องทำงานต่อ
“เมื่อวานก็มีเคสที่แบบไม่ไหวแล้ว อยากร้องไห้มาก แต่แบบไม่ว่าง มันไม่ว่าง เราเสียเวลากับการเสียใจไม่ได้ เราต้องเข้มแข็ง”
เมื่อถามถึงความเหนื่อยจากการช่วยเหลือสัตว์ ชัญญ่ากลับบอกว่างานที่ต้องใช้แรงไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเธอ เพราะสิ่งที่จัดการยากกว่าคืออารมณ์ของตัวเองและผู้คนที่ต้องพบระหว่างทำงาน
โดยเฉพาะสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง การไม่เข้าใจกัน หรือข้อจำกัดจากระบบและกฎหมาย ซึ่งบางครั้งทำให้การช่วยเหลือล่าช้าหรือทำงานได้ยากขึ้น
“ส่วนมากจะเหนื่อยกับอารมณ์ที่ต้องคุม เพราะว่าอันนี้เป็นอุปสรรคที่ยากที่สุดจริงๆ”
“ทำไมไม่ช่วยคน” คำถามที่เคยถูกตะโกนด่ากลางน้ำท่วมปี 54
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ชัญญ่ายังจำได้คือการลงพื้นที่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งมีคนบางส่วนไม่พอใจที่เธอเข้าไปช่วยเหลือสุนัขแทนที่จะช่วยผู้ประสบภัยที่เป็นมนุษย์
เธอเล่าว่าเคยถูกตะโกนต่อว่าและขับไล่ออกจากพื้นที่ เพราะคนเหล่านั้นไม่เข้าใจเหตุผลที่เธอเลือกช่วยสัตว์
“มีคนตะโกนด่าเราว่าทำไมเราถึงช่วยหมา ให้ไล่เราออกบ้าง หรือตะโกนด่าบ้าง”
ชัญญ่าเข้าใจว่าผู้ประสบภัยแต่ละคนกำลังเผชิญความเดือดร้อนและความเครียด แต่เธอก็มองว่าสัตว์ที่ติดอยู่ในพื้นที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เช่นกัน
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เธอต้องปรับวิธีทำงาน ทั้งการเตรียมคนร่วมลงพื้นที่ การสื่อสารกับชาวบ้าน และการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดความขัดแย้ง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอพบว่าปัญหาการช่วยเหลือสัตว์ไม่ได้มีแค่เรื่องจำนวนอาสาสมัครหรืออุปกรณ์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบการทำงาน คน และกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม
“การทำงานมันยากลำบากเพราะว่าระบบ แล้วก็คน แล้วก็กฎหมาย แล้วก็อะไรหลายๆ อย่าง อันนี้คือสิ่งที่ท้าทายที่สุดที่เจอ”
ส่วนคำถามว่าทำไมถึงช่วยสัตว์แต่ไม่ช่วยคน ชัญญ่าอธิบายว่าความเป็นจริงของการลงพื้นที่ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างนั้น
เพราะเมื่อเข้าไปช่วยสัตว์ในชุมชนที่ถูกน้ำท่วม เธอก็ได้พบชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน และช่วยเหลือตามกำลังที่สามารถทำได้
“พอเราเข้ามาช่วยสัตว์ เราก็จะเห็นว่าชาวบ้านเดือดร้อนมากๆ นะคะ เพราะฉะนั้นเราก็จะช่วยชาวบ้านไปด้วย”
การทำงานอาสาสมัครจึงทำให้เธอได้สัมผัสปัญหาของผู้ประสบภัยมากขึ้น และเข้าใจสภาพชีวิตของคนที่ต้องเผชิญความลำบาก ซึ่งแตกต่างจากชีวิตที่เธอคุ้นเคยก่อนเริ่มทำงานช่วยเหลือสัตว์
ชีวิตไฮโซกับงานกู้ภัย ชัญญ่ายืนยันทำอะไรต้องทำให้สุด
สำหรับภาพลักษณ์บนโซเชียลมีเดียที่หลายคนรู้จัก ชัญญ่าไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ
แต่เมื่อถึงเวลาทำงานช่วยเหลือสัตว์ เธอก็พร้อมเปลี่ยนจากชีวิตที่สะดวกสบายมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้แรงและความอดทน
“ในโซเชียลเหรอคะ จริงๆ ชีวิตก็เป็นแบบนั้นแหละค่ะ เหลือแค่เวลาที่ทำงานในมูลนิธิก็จะเป็นอีกแบบนึง”
เธออธิบายว่าตัวเองเป็นคนทำอะไรแล้วต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตส่วนตัวหรือการลงพื้นที่ช่วยเหลือสัตว์
“เราจะเป็นไฮโซก็เป็นให้สุด มาช่วยเราก็ต้องช่วยจริงๆ”
ชัญญ่าบอกว่าไม่ได้ต้องการลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพการแจกของหรือสร้างภาพว่ากำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพราะงานที่ทำต้องลงมือจริง และหลายครั้งต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเสร็จสิ้น
“เราไม่ได้แบบมาถือกล้วยถ่ายรูป ถือน้ำยื่นถ่ายรูป”
เธอยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนพูดจาอ่อนหวานนัก มีบุคลิกค่อนข้างตรงและพูดห้วน แต่การทำงานมานานทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อคำวิจารณ์มากขึ้น
จากคนที่เคยร้องไห้กับเหตุการณ์ต่างๆ ปัจจุบันเธอรู้ว่าควรรับมือกับปัญหาอย่างไร และต้องจัดลำดับความสำคัญของงานก่อนเรื่องอารมณ์ส่วนตัว
ส่วนการถูกมองว่าเป็นไฮโซก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์เพื่อให้คนยอมรับการทำงานอาสาสมัคร
เพราะสำหรับชัญญ่า ชีวิตทั้งสองแบบสามารถอยู่ด้วยกันได้ และเธอก็เลือกทำทั้งสองอย่างตามที่ตัวเองต้องการ
15 ปีที่ได้เห็นโลกอีกใบ และความลำบากที่ไม่เคยรู้จัก
เมื่อถามว่างานช่วยเหลือสัตว์เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธออย่างไร ชัญญ่าตอบว่า สิ่งที่ได้รับมากที่สุดคือโอกาสเข้าไปเห็นชีวิตของผู้คนที่มีความเป็นอยู่แตกต่างจากตัวเอง
เธอยอมรับว่าเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบหนึ่ง และก่อนเริ่มทำงานอาสาสมัครก็ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสความลำบากของผู้คนอย่างใกล้ชิดมากนัก
“เราโตมาแบบนึง แต่ว่าการที่เรามาทำแบบนี้ เราจะได้เห็นอีกอย่างนึง”
การลงพื้นที่ช่วยเหลือสัตว์ทำให้เธอพบปัญหาที่ไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ความยากลำบากระหว่างเกิดภัยพิบัติ และข้อจำกัดที่ผู้ประสบภัยต้องเผชิญ
ชัญญ่าบอกว่าประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ทุกครั้งที่ออกไปทำงาน และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้กับงานอื่นได้
“มันได้ความรู้เยอะมากค่ะ มันได้ความรู้ที่ถ้าอยู่บ้านไม่มีทางได้เห็น ทุกครั้งที่ออกลงพื้นที่ก็จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะมาก”
จากคนที่เคยทำอะไรไม่เป็นหลายอย่าง ปัจจุบันเธอบอกว่ามีทักษะเพิ่มขึ้นมาก ทั้งจากการทำงานเองและการเรียนรู้จากคนที่พบระหว่างทาง
“จากการที่เราทำอะไรไม่เป็น จนทุกวันนี้เราก็แทบจะทำเป็นทุกอย่าง”
อีกเรื่องที่ชัญญาพูดถึงคือความช่วยเหลือที่ได้รับจากคนรอบข้าง เธอเล่าว่าแม้หลายครั้งจะเริ่มทำงานด้วยตัวเอง แต่เมื่อพบปัญหาก็มักมีคนเข้ามาช่วยเหลืออยู่เสมอ
เธอเชื่อว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำความดีและบุญกุศลที่สะสมมา แม้จะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ก็เป็นกำลังใจให้ทำงานอาสาสมัครต่อเนื่อง
“เมื่อไหร่ที่เรามีปัญหาหรืออะไร มันก็จะมีคนยื่นมือเข้ามา”
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอด 15 ปี ชัญญ่าบอกว่าได้เรียนรู้ชีวิตมากกว่าที่เคยคิดไว้ และเริ่มมองเวลาของตัวเองต่างออกไป
เพราะในขณะที่เธอมีชีวิตที่ค่อนข้างสะดวกสบาย ยังมีคนและสัตว์อีกมากที่ต้องการความช่วยเหลือ การแบ่งเวลาส่วนหนึ่งออกไปทำงานจึงเป็นสิ่งที่เธออยากทำต่อไป
“วันนึงเราตายไป อย่างน้อยมันก็จะทิ้งอะไรไว้บนโลกนี้”
อยากช่วยสัตว์ไม่ต้องรอให้เกิดน้ำท่วม เริ่มจากสิ่งที่ทำได้
หลังทำงานช่วยเหลือสัตว์มานาน ชัญญ่าบอกว่าไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องลงพื้นที่น้ำท่วมหรือทำงานกู้ภัยเหมือนเธอ เพราะการช่วยเหลือผู้อื่นสามารถเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัวได้
หากพบสุนัขหิวก็สามารถให้อาหาร หรือหากเห็นคนกำลังเดือดร้อนก็ช่วยตามกำลังที่มี
“คนที่มีเมตตาในหัวใจอยู่แล้ว มันก็ช่วยได้ทุกคนแหละ ใครเห็นใครลำบากก็ช่วยเขา เห็นหมาหิวก็ให้ข้าวเขา”
สำหรับคนที่สนใจงานอาสาสมัคร เธอแนะนำให้เริ่มจากการเข้าไปช่วยงานกับองค์กรหรือกลุ่มที่ทำงานด้านนี้อยู่แล้ว เพื่อเรียนรู้วิธีทำงานและประเมินว่าตัวเองสามารถช่วยอะไรได้บ้าง
ส่วนคนที่ไม่สะดวกเดินทางหรือไม่มีเวลาลงพื้นที่ก็สามารถสนับสนุนสิ่งของและเงินบริจาคให้กับกลุ่มช่วยเหลือตามความเหมาะสม
“เรามีแรงก็ลงแรง ถ้าเรามีทรัพย์เราก็ลงทรัพย์ ไม่จำเป็นที่จะต้องมาลงน้ำแบบนี้ก็ได้ อยู่ที่บ้านก็มีอะไรอยากบริจาคก็ส่งมา”
จากวันแรกที่เดินเข้าไปขอช่วยกวาดพื้นและล้างกรงสุนัขที่มูลนิธิซอยด็อก จนถึงวันที่ต้องเตรียมอุปกรณ์ลงพื้นที่น้ำท่วม ชัญญ่าใช้เวลากว่า 15 ปีเรียนรู้การทำงานช่วยเหลือสัตว์ รวมถึงการรับมือกับความสูญเสียและปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
แม้จะยอมรับว่าบางครั้งเหนื่อยจนอยากกลับบ้าน แต่เธอก็ยังออกไปช่วยเหลือเมื่อทราบว่ามีสัตว์ติดอยู่ในพื้นที่ประสบภัย เพราะรู้ว่าการรอคอยอาจทำให้สัตว์บางตัวหมดโอกาสรอดชีวิต
ก่อนจบบทสัมภาษณ์ ชัญญ่าฝากถึงคนที่อยากทำงานช่วยเหลือสังคมว่า ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่หรือทำตามคนอื่น ขอให้เลือกสิ่งที่ตัวเองถนัดและสามารถทำได้จริง
“ถนัดอะไรก็ทำไปเถอะค่ะ ทำอะไรก็ได้ที่มันมีประโยชน์ ทำไปเถอะ”
บรรณาธิการออนไลน์
