เลือดข้นกว่าน้ำจริงหรือ? เมื่อ 24 ปีของ CP สอนให้รู้ว่า อ้อมกอดที่ไร้สายเลือดก็เปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งได้

Share on Line Share on Facebook Share on X
เลือดข้นกว่าน้ำจริงหรือ? เมื่อ 24 ปีของ CP สอนให้รู้ว่า อ้อมกอดที่ไร้สายเลือดก็เปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งได้

จากเด็กที่ขาดครอบครัว สู่ชีวิตใหม่ที่มีคนรักและรออยู่ที่บ้าน

เด็กคนหนึ่งต้องมีอะไรบ้างจึงจะเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ นอกจากอาหาร การศึกษา และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยแล้ว การมีคนคอยดูแลในวันที่เจ็บป่วย มีคนรับฟังเมื่อเจอปัญหา หรือแม้แต่การได้ยินเสียงพ่อแม่เรียกให้กลับมากินข้าว ล้วนเป็นส่วนสำคัญของชีวิตวัยเด็กที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา

แต่สำหรับเด็กกำพร้าหรือเด็กที่ไม่สามารถเติบโตกับครอบครัวเดิมได้ โอกาสที่จะได้รับความรักและการดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน

เรื่องราวของ “มอส” เด็กคนหนึ่งที่ได้รับการอุปการะจากครอบครัว ทำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากสายเลือดเสมอไป แต่สามารถเกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตร่วมกัน การดูแลเอาใจใส่ และความผูกพันที่ค่อย ๆ เติบโตตามวันเวลา

มอสมีพ่อแม่ที่คอยเป็นห่วง มีโอกาสเรียนหนังสือ มีความฝันที่อยากทำให้สำเร็จ และมีบ้านให้กลับมา แม้ในวันที่ต้องออกไปใช้ชีวิตห่างไกลจากครอบครัว เขายังคงโทรศัพท์กลับมาพูดคุยกับพ่อแม่อยู่เป็นประจำ

เมื่อวันหนึ่งคนที่เคยดูแลจากไป ความรู้สึกคิดถึงบ้านในความหมายเดิมก็ยังคงอยู่ มอสเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของบ้านที่เคยอบอุ่น และยอมรับว่าการกลับไปโดยไม่มีคนที่เคยอยู่ด้วย ทำให้รู้สึกเหมือนบางสิ่งขาดหายไป

อีกช่วงหนึ่งของเรื่องราว สมาชิกในครอบครัวกล่าวถึงความตั้งใจที่จะรับเด็กมาเลี้ยงเช่นเดียวกับที่พ่อแม่เคยทำให้มอส นับเป็นอีกมุมหนึ่งของการส่งต่อความรักและโอกาสจากครอบครัวหนึ่งไปสู่เด็กคนอื่น

เรื่องราวเช่นนี้เป็นแนวทางที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ให้ความสำคัญผ่านโครงการครอบครัวอุปการะในชุมชนวัฒนธรรม ซึ่งดำเนินงานมาแล้วกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อช่วยให้เด็กที่ขาดโอกาสได้เติบโตในสภาพแวดล้อมแบบครอบครัว พร้อมได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษาและทักษะชีวิต

ซีพีเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2545 สร้างโอกาสเด็กกว่า 376 คน

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ภายใต้การสนับสนุนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เริ่มดำเนินโครงการครอบครัวอุปการะในชุมชนวัฒนธรรมตั้งแต่ปี 2545 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีเป้าหมายให้เด็กกำพร้าและเด็กที่ขาดโอกาสจากสถานสงเคราะห์ ได้รับการดูแลจากครอบครัวทดแทนในชุมชน

จากจุดเริ่มต้นในจังหวัดบุรีรัมย์ โครงการได้ขยายการดำเนินงานไปยังจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย รวมเป็น 4 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ข้อมูลผลดำเนินงานที่เผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 24 ปี โครงการช่วยสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนกว่า 376 คน ได้เติบโตในครอบครัวอุปการะ พร้อมได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาและพัฒนาศักยภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง

แนวทางของโครงการไม่ได้มุ่งเพียงการจัดหาครอบครัวให้เด็กเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความพร้อมของผู้ดูแล ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในบ้าน การเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน และการพัฒนาเด็กให้สามารถดูแลตัวเองได้เมื่อเติบโตขึ้น

การดำเนินงานอาศัยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิฯ หน่วยงานด้านเด็กและเยาวชน องค์กรพัฒนาเอกชน สถานศึกษา สถานพยาบาล และชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

สรุปข่าว

เครือเจริญโภคภัณฑ์เดินหน้าโครงการซีพีครอบครัวอุปการะในชุมชนวัฒนธรรมตลอด 24 ปี ช่วยเด็กกำพร้าและเด็กขาดโอกาสกว่า 376 คน ใน 4 จังหวัดภาคอีสาน ให้เติบโตกับครอบครัวทดแทน พร้อมสนับสนุนการศึกษา ทักษะชีวิต สุขภาพ และความมั่นคงของครอบครัว เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้เด็กไทย

จากเด็กที่ขาดครอบครัว สู่ชีวิตใหม่ที่มีคนรักและรออยู่ที่บ้าน

เด็กคนหนึ่งต้องมีอะไรบ้างจึงจะเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ นอกจากอาหาร การศึกษา และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยแล้ว การมีคนคอยดูแลในวันที่เจ็บป่วย มีคนรับฟังเมื่อเจอปัญหา หรือแม้แต่การได้ยินเสียงพ่อแม่เรียกให้กลับมากินข้าว ล้วนเป็นส่วนสำคัญของชีวิตวัยเด็กที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา

แต่สำหรับเด็กกำพร้าหรือเด็กที่ไม่สามารถเติบโตกับครอบครัวเดิมได้ โอกาสที่จะได้รับความรักและการดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน

เรื่องราวของ “มอส” เด็กคนหนึ่งที่ได้รับการอุปการะจากครอบครัว ทำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากสายเลือดเสมอไป แต่สามารถเกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตร่วมกัน การดูแลเอาใจใส่ และความผูกพันที่ค่อย ๆ เติบโตตามวันเวลา

มอสมีพ่อแม่ที่คอยเป็นห่วง มีโอกาสเรียนหนังสือ มีความฝันที่อยากทำให้สำเร็จ และมีบ้านให้กลับมา แม้ในวันที่ต้องออกไปใช้ชีวิตห่างไกลจากครอบครัว เขายังคงโทรศัพท์กลับมาพูดคุยกับพ่อแม่อยู่เป็นประจำ

เมื่อวันหนึ่งคนที่เคยดูแลจากไป ความรู้สึกคิดถึงบ้านในความหมายเดิมก็ยังคงอยู่ มอสเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของบ้านที่เคยอบอุ่น และยอมรับว่าการกลับไปโดยไม่มีคนที่เคยอยู่ด้วย ทำให้รู้สึกเหมือนบางสิ่งขาดหายไป

อีกช่วงหนึ่งของเรื่องราว สมาชิกในครอบครัวกล่าวถึงความตั้งใจที่จะรับเด็กมาเลี้ยงเช่นเดียวกับที่พ่อแม่เคยทำให้มอส นับเป็นอีกมุมหนึ่งของการส่งต่อความรักและโอกาสจากครอบครัวหนึ่งไปสู่เด็กคนอื่น

เรื่องราวเช่นนี้เป็นแนวทางที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ให้ความสำคัญผ่านโครงการครอบครัวอุปการะในชุมชนวัฒนธรรม ซึ่งดำเนินงานมาแล้วกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อช่วยให้เด็กที่ขาดโอกาสได้เติบโตในสภาพแวดล้อมแบบครอบครัว พร้อมได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษาและทักษะชีวิต

ซีพีเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2545 สร้างโอกาสเด็กกว่า 376 คน

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ภายใต้การสนับสนุนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เริ่มดำเนินโครงการครอบครัวอุปการะในชุมชนวัฒนธรรมตั้งแต่ปี 2545 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีเป้าหมายให้เด็กกำพร้าและเด็กที่ขาดโอกาสจากสถานสงเคราะห์ ได้รับการดูแลจากครอบครัวทดแทนในชุมชน

จากจุดเริ่มต้นในจังหวัดบุรีรัมย์ โครงการได้ขยายการดำเนินงานไปยังจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย รวมเป็น 4 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ข้อมูลผลดำเนินงานที่เผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 24 ปี โครงการช่วยสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนกว่า 376 คน ได้เติบโตในครอบครัวอุปการะ พร้อมได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาและพัฒนาศักยภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง

แนวทางของโครงการไม่ได้มุ่งเพียงการจัดหาครอบครัวให้เด็กเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความพร้อมของผู้ดูแล ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในบ้าน การเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน และการพัฒนาเด็กให้สามารถดูแลตัวเองได้เมื่อเติบโตขึ้น

การดำเนินงานอาศัยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิฯ หน่วยงานด้านเด็กและเยาวชน องค์กรพัฒนาเอกชน สถานศึกษา สถานพยาบาล และชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

พัฒนาเด็ก 5 ด้าน สร้างพื้นฐานชีวิตก่อนก้าวสู่วัยผู้ใหญ่

ในปี 2569 มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบทกำหนดให้โครงการซีพีครอบครัวอุปการะเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สร้างผู้นำชนบท โดยมุ่งพัฒนาเด็กที่ได้รับการอุปการะใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ ครอบครัวที่มั่นคง การศึกษา ทักษะชีวิต สภาพแวดล้อมที่ดี และสุขภาพ

ทั้ง 5 ด้านถูกนำมาใช้วางพื้นฐานการเติบโตของเด็ก ตั้งแต่การมีผู้ใหญ่คอยให้คำปรึกษา การเข้าถึงการเรียนรู้ การฝึกทักษะจำเป็นในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยภายในบ้าน

อีกหนึ่งเป้าหมายคือการสนับสนุนให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถพึ่งพาตนเอง มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว และมีโอกาสกลับมาช่วยเหลือชุมชนหรือเด็กที่ขาดโอกาสรุ่นต่อไป

มูลนิธิฯ ยังมีแผนพัฒนาการดำเนินงานในจังหวัดบุรีรัมย์เพิ่มเติมในปี 2569 พร้อมเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะและภาวะผู้นำของเยาวชนเข้ากับโครงการด้านการศึกษาและการพัฒนาชุมชนของเครือซีพี

จับมือกรมกิจการเด็กและเยาวชน ดูแลเด็กถึงครอบครัว

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน พร้อมด้วยนายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายจอมกิตติ ศิริกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และหน่วยงานในพื้นที่ ลงติดตามผลการดำเนินโครงการที่ตำบลบุโพธิ์ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีทั้งการเยี่ยมบ้านครอบครัวอุปการะ การติดตามความเป็นอยู่ของเด็ก การส่งมอบเด็กเข้าสู่การดูแลของครอบครัวอุปการะ และการสนับสนุนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการใช้ชีวิต

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังดำเนินโครงการ “ซ่อม เสริม สร้าง บ้านที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก” เพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพเกษตรผสมผสานให้ครอบครัวมีรายได้ เช่น การปลูกมะพร้าวและฟักทอง รวมถึงกิจกรรม “บ้านหลังเรียน สะออนโฮม” ซึ่งเป็นพื้นที่พัฒนาทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชนในชุมชน

นางอภิญญาให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่าเด็กควรได้รับโอกาสเติบโตในครอบครัวที่เหมาะสม ขณะที่นายจอมกิตติระบุว่า โครงการมุ่งสร้างความมั่นคงให้ชีวิตเด็ก ทั้งความรักจากผู้ดูแล การศึกษา และความสามารถในการพึ่งพาตนเองเมื่อเติบโตขึ้น

เด็กไทย 1 ใน 4 ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ทั้งสองคน

ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ระบุว่า ในปี 2565 เด็กไทยประมาณ 1 ใน 4 ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดทั้งสองคน โดยส่วนใหญ่อยู่ในการดูแลของปู่ย่าตายายหรือญาติ

แม้เด็กในกลุ่มนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเด็กกำพร้าหรือถูกทอดทิ้งทั้งหมด แต่ข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นความจำเป็นของระบบสนับสนุนครอบครัว โดยเฉพาะเด็กที่ผู้ปกครองไม่สามารถดูแลได้อย่างเหมาะสม

กรมกิจการเด็กและเยาวชนจึงมีระบบครอบครัวอุปถัมภ์ ทั้งครอบครัวที่เป็นเครือญาติและไม่ใช่เครือญาติ เพื่อให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และมีการติดตามดูแลตามกระบวนการคุ้มครองเด็ก

โครงการของซีพีเป็นหนึ่งในความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และชุมชน ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับการดูแลในครอบครัว พร้อมสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในระยะยาว

จากหนึ่งโอกาส สู่อนาคตของเด็กอีกหลายคน

ในเดือนกรกฎาคม 2569 มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบทยังจัดกิจกรรม “จากหนึ่งโอกาส…สู่ล้านความฝัน” ถ่ายทอดเรื่องราวของเยาวชนที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการต่าง ๆ ทั้งการศึกษา อาชีพบริบาล ครอบครัวอุปการะ และการส่งเสริมอาหารกลางวันในโรงเรียน

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานมูลนิธิฯ ซึ่งก่อตั้งมาแล้ว 39 ปี และเดินหน้าต่อยอดงานพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ชนบท โดยเน้นการสร้างคนควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

สำหรับเด็กคนหนึ่ง การได้รับโอกาสอาจเริ่มต้นจากการมีผู้ใหญ่เปิดประตูบ้านต้อนรับ แต่หลังจากนั้นยังต้องอาศัยเวลาหลายปีในการเลี้ยงดู ส่งเสริมการศึกษา และช่วยให้เด็กค้นพบความสามารถของตัวเอง

เรื่องราวของมอสทำให้เห็นถึงความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างเด็กกับครอบครัวที่รับมาเลี้ยง ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่ยังอยู่กับเขา แม้วันหนึ่งสภาพแวดล้อมในบ้านจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม

เช่นเดียวกับเป้าหมายของโครงการซีพีครอบครัวอุปการะในชุมชนวัฒนธรรม ที่ต้องการให้เด็กได้รับความรัก มีโอกาสเรียนหนังสือ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลตัวเองได้ และหากมีความพร้อม ก็สามารถกลับไปช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

เพราะสิ่งที่เด็กคนหนึ่งต้องการ อาจเริ่มจากเรื่องธรรมดาที่สุดในครอบครัว ทั้งคนที่คอยถามว่าเหนื่อยไหม คนที่เตือนให้ระวังร้อนขณะช่วยทำกับข้าว หรือคนที่บอกให้ดูแลตัวเองเมื่อเดินทางไปเรียนไกลบ้าน

เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดวัยเด็ก ก็อาจกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายไปตลอดชีวิต

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : We are CP

บรรณาธิการออนไลน์

แท็กบทความ

เครือเจริญโภคภัณฑ์
ซีพีครอบครัวอุปการะ
เด็กกำพร้า
มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์
พัฒนาอนาคตเด็ก