ไทย - ภูฏาน ลงนามความร่วมมือ 3 ฉบับ เปิดทางพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน

การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุน แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยและราชอาณาจักรภูฏานเป็นอีกคู่ประเทศที่กำลังเดินหน้าต่อยอดความสัมพันธ์ในทิศทางดังกล่าว โดยล่าสุดรัฐบาลไทยผลักดันความร่วมมือใน 3 สาขาสำคัญ ได้แก่ สาธารณสุข การเงินภาคเกษตร และพลังงานสะอาด พร้อมวางเป้าหมายขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–ภูฏาน ในปี 2570
สรุปข่าว
การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุน แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยและราชอาณาจักรภูฏานเป็นอีกคู่ประเทศที่กำลังเดินหน้าต่อยอดความสัมพันธ์ในทิศทางดังกล่าว โดยล่าสุดรัฐบาลไทยผลักดันความร่วมมือใน 3 สาขาสำคัญ ได้แก่ สาธารณสุข การเงินภาคเกษตร และพลังงานสะอาด พร้อมวางเป้าหมายขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–ภูฏาน ในปี 2570
ไทย - ภูฏาน ลงนามความร่วมมือ 3 ฉบับ เปิดทางพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ โรงแรม Pemako กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือระหว่างไทยกับภูฏาน จำนวน 3 ฉบับ
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมทั้งการพัฒนาระบบสาธารณสุข การสนับสนุนเงินทุนภาคเกษตร และการพัฒนาพลังงานสะอาด โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ
1. สาธารณสุข ยกระดับการแพทย์ดิจิทัล เปิดทางผู้ป่วยภูฏานรักษาในไทย
ความร่วมมือฉบับแรกเป็นบันทึกความเข้าใจด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขของไทยและภูฏาน โดยมุ่งพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การป้องกันและควบคุมโรค การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนการวิจัยทางการแพทย์
ประเด็นที่น่าสนใจคือการขยายความร่วมมือด้านการแพทย์ดิจิทัล การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระบบสาธารณสุข ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ทางการแพทย์
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมการส่งต่อผู้ป่วยชาวภูฏานเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐในประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกช่องทางในการขยายความร่วมมือด้านบริการทางการแพทย์ และสนับสนุนการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ
2. การเงินภาคเกษตร ดันสินเชื่อสีเขียว เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน
ความร่วมมือฉบับที่สองเป็นบันทึกความเข้าใจต่อเนื่องระหว่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กับธนาคารเพื่อการพัฒนาภูฏาน จำกัด (BDBL) โดยเน้นการพัฒนาความร่วมมือด้านบริการทางการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน
สาระสำคัญยังครอบคลุมการพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงด้านสินเชื่อ การเชื่อมโยงบริการโอนเงินระหว่างประเทศ และการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน
ความร่วมมือด้านนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย เนื่องจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการผลิต การเพิ่มมูลค่าสินค้า และการขยายตลาด โดยการเชื่อมโยงสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินและสร้างช่องทางธุรกิจใหม่ ๆ
3. พลังงานสะอาด สนับสนุนโครงการโซลาร์ 100 เมกะวัตต์ในภูฏาน
ความร่วมมือฉบับที่สามเป็นบันทึกการหารือด้านพลังงานสะอาด ระหว่างสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) กระทรวงการคลังภูฏาน และบริษัท Norion Renewable Energy Limited
โดยมีเป้าหมายให้ความช่วยเหลือทางวิชาการในการทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการเกษตรพลังงานแสงอาทิตย์ตาเรย์ทัง (Taraythang) ขนาด 100 เมกะวัตต์ ในภูฏาน
โครงการดังกล่าวสะท้อนทิศทางการขยายความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูฏาน
ขณะเดียวกัน การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการยังเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศในสาขาพลังงานหมุนเวียน
FTA ไทย - ภูฏาน เป้าหมายใหม่ขยายการค้าและการลงทุนปี 2570
นอกเหนือจากความร่วมมือทั้ง 3 ด้านแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตาคือการผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–ภูฏาน ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570
ความตกลงดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ และเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน
เมื่อพิจารณาความร่วมมือทั้ง 3 ด้านควบคู่กับการผลักดัน FTA จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ไทย–ภูฏานกำลังขยายจากความร่วมมือระดับหน่วยงานไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งการแพทย์ การเกษตร พลังงาน และการค้า
จับตาความร่วมมือไทย - ภูฏาน สร้างประโยชน์ระยะยาว
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ความร่วมมือทั้ง 3 ฉบับสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการกระชับความสัมพันธ์กับภูฏาน และผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ
โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงอยู่ที่การนำข้อตกลงไปสู่การดำเนินงานจริง ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับบริการทางการแพทย์ การเพิ่มช่องทางเข้าถึงสินเชื่อให้เกษตรกร การพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด หรือการขยายโอกาสทางการค้าภายใต้ FTA
ความร่วมมือไทย–ภูฏานครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ยังเป็นการวางรากฐานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง หากสามารถผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ก็จะเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว
- ไกลสุดขอบโลก ก็ใช้พลังสะอาด! “บ้านที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก” ขออยู่แบบกรีน!
- เกษตรฯ ทุ่ม4 แสนล้าน! ดัน 57 โครงการ เปลี่ยนเกษตรไทยสู่พลังงานสะอาด
- "รัฐบาล" ลุย 2 แสนลบ. เปลี่ยนผ่าน ลดพึ่งพา รองรับเศรษฐกิจพลังงานสะอาด
- จีนลุยพลังงานสะอาดเต็มสูบ ดันไฟฟ้าสะอาดแตะ 50% ปี 2030 รองรับรถ EV กว่า 110 ล้านคัน
- “ยุโรป” หวังพึ่งพลังงานสะอาด มุ่งเปลี่ยนผ่านเต็มรูปแบบ ลดใช้ฟอสซิลรับมือโลกเดือด
นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย
