แกะรอยเงินสีเทาข้ามชาติ ซุกแบงก์นอก–ตั้งกองทุน ชุบตัวสู่ 'ตลาดหุ้นไทย'

เปิดเส้นทางเงินข้ามชาติ สู่การลงทุนในตลาดหุ้นไทย
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เดินหน้าขยายผลคดีฟอกเงินข้ามชาติ หลังการสืบสวนพบข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายฉ้อโกง โดยมีการเคลื่อนย้ายเงินผ่านบัญชีธนาคารและกองทุนในต่างประเทศหลายขั้นตอน ก่อนนำเงินบางส่วนกลับเข้ามาลงทุนในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ล่าสุดเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 7 ราย พร้อมติดตามทรัพย์สินมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย
การดำเนินการครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ซึ่งมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ประสานความร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน การถือครองหลักทรัพย์ และความเชื่อมโยงของบุคคลและนิติบุคคลที่ปรากฏในเส้นทางการลงทุน
ตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลัง 7 ปี พบการเคลื่อนย้ายเงินหลายขั้นตอน
จากข้อมูลการสืบสวนของตำรวจพบว่า ธุรกรรมที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเกิดขึ้นในช่วงปี 2562–2568 โดยมีรูปแบบการโอนเงินผ่านบัญชีบุคคลและนิติบุคคล ก่อนส่งต่อไปยังสถาบันการเงินและกองทุนในต่างประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
ในสำนวนการสืบสวนมีการกล่าวถึงเส้นทางธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา และกองทุน CAI ในประเทศสิงคโปร์ โดยตำรวจระบุว่ามีเงินหมุนเวียนผ่านช่องทางที่ตรวจสอบมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ก่อนมีธุรกรรมบางส่วนเชื่อมโยงกับการลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การปรากฏชื่อสถาบันการเงินหรือกองทุนในเส้นทางธุรกรรม ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ จำเป็นต้องพิจารณาพยานหลักฐาน บทบาทของผู้เกี่ยวข้อง และข้อเท็จจริงในแต่ละธุรกรรมตามกระบวนการยุติธรรม
ประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ คือ แหล่งที่มาของเงินลงทุน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้โอนและผู้รับเงิน ตลอดจนผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากการถือครองหลักทรัพย์ เพื่อพิจารณาว่ามีธุรกรรมใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนหรือไม่
สรุปข่าว
เปิดเส้นทางเงินข้ามชาติ สู่การลงทุนในตลาดหุ้นไทย
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เดินหน้าขยายผลคดีฟอกเงินข้ามชาติ หลังการสืบสวนพบข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายฉ้อโกง โดยมีการเคลื่อนย้ายเงินผ่านบัญชีธนาคารและกองทุนในต่างประเทศหลายขั้นตอน ก่อนนำเงินบางส่วนกลับเข้ามาลงทุนในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ล่าสุดเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 7 ราย พร้อมติดตามทรัพย์สินมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย
การดำเนินการครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ซึ่งมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ประสานความร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน การถือครองหลักทรัพย์ และความเชื่อมโยงของบุคคลและนิติบุคคลที่ปรากฏในเส้นทางการลงทุน
ตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลัง 7 ปี พบการเคลื่อนย้ายเงินหลายขั้นตอน
จากข้อมูลการสืบสวนของตำรวจพบว่า ธุรกรรมที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเกิดขึ้นในช่วงปี 2562–2568 โดยมีรูปแบบการโอนเงินผ่านบัญชีบุคคลและนิติบุคคล ก่อนส่งต่อไปยังสถาบันการเงินและกองทุนในต่างประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
ในสำนวนการสืบสวนมีการกล่าวถึงเส้นทางธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา และกองทุน CAI ในประเทศสิงคโปร์ โดยตำรวจระบุว่ามีเงินหมุนเวียนผ่านช่องทางที่ตรวจสอบมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ก่อนมีธุรกรรมบางส่วนเชื่อมโยงกับการลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การปรากฏชื่อสถาบันการเงินหรือกองทุนในเส้นทางธุรกรรม ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ จำเป็นต้องพิจารณาพยานหลักฐาน บทบาทของผู้เกี่ยวข้อง และข้อเท็จจริงในแต่ละธุรกรรมตามกระบวนการยุติธรรม
ประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ คือ แหล่งที่มาของเงินลงทุน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้โอนและผู้รับเงิน ตลอดจนผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากการถือครองหลักทรัพย์ เพื่อพิจารณาว่ามีธุรกรรมใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนหรือไม่
ดำเนินคดี 7 ราย ศาลออกหมายจับ 6 ราย
ผลจากการรวบรวมพยานหลักฐาน ตำรวจได้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 7 ราย โดยมีข้อกล่าวหาฐานร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการถือครองหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ และการไม่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนด
ศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย ซึ่งตามรายงานของตำรวจอยู่ระหว่างติดตามตัวจากต่างประเทศ ส่วนอีก 1 ราย เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว
สำหรับการตรวจสอบบทบาทของผู้เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างพิจารณาข้อมูลการทำธุรกรรม การบริหารจัดการเงินลงทุน และการถือครองผลประโยชน์ในนิติบุคคลต่าง ๆ เพื่อประกอบการดำเนินคดีตามพยานหลักฐาน
ทั้งนี้ การออกหมายจับและการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ผู้ถูกกล่าวหาทุกรายยังคงมีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริงและต่อสู้คดีตามกฎหมาย โดยยังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
อายัดทรัพย์สินกว่า 26,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลแพ่ง
อีกหนึ่งความคืบหน้าสำคัญคือการติดตามทรัพย์สินที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยคณะกรรมการธุรกรรมได้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินหลายประเภท รวมมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท
ทรัพย์สินดังกล่าวประกอบด้วยหุ้นในบริษัทจดทะเบียนของประเทศไทย เรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝากในบัญชีธนาคาร และที่ดิน ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาของศาลแพ่ง
ขณะเดียวกัน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการคืนเงินแก่ผู้เสียหาย โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกระบวนการทางกฎหมาย
การยึดและอายัดทรัพย์สินในขั้นตอนนี้เป็นมาตรการทางกฎหมายเพื่อรักษาทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ มิใช่ข้อยุติว่าทรัพย์สินทั้งหมดมีที่มาจากการกระทำความผิด ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาจากหน่วยงานและศาลที่มีอำนาจ
26 ตุลาคม 2569 ขยายผลตรวจค้น 4 จุดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เข้าตรวจค้นสถานที่เป้าหมาย 4 จุดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินและการลงทุนที่อยู่ระหว่างการสืบสวน
จากการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดพยานหลักฐานที่อาจเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของเครือข่าย เพื่อนำไปตรวจสอบประกอบสำนวนคดีและขยายผลถึงบุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป
ปฏิบัติการดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการ ปอศ. และ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม
พร้อมด้วย พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส ผู้กำกับการ 5 บก.ปปป. รักษาราชการแทนผู้กำกับการ 3 บก.ปอศ. และ พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิรา ผู้กำกับการ 3 บก.ป. โดยมอบหมายให้ พ.ต.ต.ภัทราวุธ ดำราษฎร์ สารวัตร กก.3 บก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่จาก กก.3 บก.ปอศ. และ กก.3 บก.ป. ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
เดินหน้าตรวจสอบเส้นทางเงิน คุ้มครองระบบการเงินและตลาดทุนไทย
การขยายผลคดีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน ในการตรวจสอบธุรกรรมที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ โดยเฉพาะการติดตามแหล่งที่มาของเงินลงทุนและการตรวจสอบผู้ถือครองผลประโยชน์ที่แท้จริง
การประสานข้อมูลระหว่างตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ปปง. มีบทบาทสำคัญต่อการรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินคดีตามกฎหมาย และการติดตามทรัพย์สินที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้เสียหาย
สำหรับขั้นตอนต่อไป เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบพยานหลักฐานที่ตรวจยึดได้ รวมถึงติดตามตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ และดำเนินกระบวนการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาและผู้เสียหายตามที่กฎหมายกำหนด
- หุ้นไทยวันนี้ 2 ต.ค. 2569 ปิดบวก 7.71 จุด รีบาวด์ทางเทคนิ
- หุ้นไทยวันนี้ 1 ต.ค. 2569 บวก 4.90 จุด กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์หนุน
- นายกรัฐมนตรี - ตลท. – FETCO โรดโชว์ดึงต่างชาติลงทุน หนุนตลาดทุนไทยโตแกร่ง
- เตือนภัย! โอนเงินทำบุญให้วัด เลี่ยงบัญชีส่วนตัว-ตัดช่องทางมิจฉาชีพ
- หุ้นไทยวันนี้ 20 สิงหาคม 2569 ปิดบวก 0.23 จุด แรงขายกดดันช่วงบ่าย
บรรณาธิการออนไลน์
