ศรัทธาพญานาคกระตุ้นเศรษฐกิจริมโขง เงินสะพัดกว่า 100 ล้านบาท

Share on Line Share on Facebook Share on X
ศรัทธาพญานาคกระตุ้นเศรษฐกิจริมโขง เงินสะพัดกว่า 100 ล้านบาท


พลังศรัทธาริมโขง จากความเชื่อพญานาคสู่เศรษฐกิจท่องเที่ยวร้อยล้าน

เทศกาลออกพรรษาไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในมิติทางพระพุทธศาสนาและความเชื่อของชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม หนองคาย และบึงกาฬ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่จำนวนมาก เพื่อร่วมประเพณีไหลเรือไฟและชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ส่งผลให้ธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร การค้า และบริการท่องเที่ยวกลับมาคึกคักตลอดช่วงเทศกาล

บรรยากาศในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาว สปป.ลาว ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมสองฝั่งแม่น้ำโขง โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม ซึ่งมีรายงานผู้เข้าร่วมงานนับแสนคน ขณะที่จังหวัดหนองคายมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมบั้งไฟพญานาคกว่า 48,000 คน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

หนองคายรับนักท่องเที่ยวกว่า 48,000 คน ชมบั้งไฟพญานาค

หนึ่งในจุดหมายสำคัญของเทศกาลออกพรรษาคืออำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นพื้นที่ชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน โดยปีนี้มีผู้เดินทางเข้าพื้นที่มากกว่า 48,000 คน เพื่อรอชมลูกไฟที่ปรากฏขึ้นเหนือผิวน้ำโขงตามความเชื่อท้องถิ่น

ตามรายงานจากพื้นที่ ลูกไฟลูกแรกปรากฏขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. บริเวณจุดชมบ้านโพนแพง ก่อนจะมีรายงานพบลูกไฟเพิ่มเติมในหลายจุดตลอดแนวแม่น้ำโขง

ข้อมูลเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า พบลูกไฟรวม 155 ลูก จาก 13 จุดในพื้นที่อำเภอรัตนวาปี โดยบ้านท่าม่วงและบ้านตาลชุมเป็นจุดที่มีรายงานพบลูกไฟมากที่สุด จุดละ 28 ลูก

แม้จำนวนลูกไฟและนักท่องเที่ยวจะลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย แต่พื้นที่จัดงานยังคงมีผู้เดินทางมาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ทั้งการจับจองพื้นที่ชมปรากฏการณ์ การเลือกซื้อสินค้า และการใช้บริการร้านอาหารในชุมชน

ในมิติทางเศรษฐกิจ การเดินทางของนักท่องเที่ยวหลายหมื่นคนในช่วงเวลาเดียวกันช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ที่พัก ร้านค้าชุมชน และบริการเดินทาง ซึ่งเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเทศกาลประจำปี

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เข้าร่วมงานยังไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นมูลค่ารายได้ที่เกิดขึ้นจริงได้โดยตรง หากไม่มีข้อมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนและระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว

บึงกาฬต่อยอดความเชื่อพญานาค สู่การท่องเที่ยวเชิงศรัทธา

ขณะที่จังหวัดบึงกาฬ บรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงออกพรรษาเป็นไปอย่างคึกคักเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบริเวณวัดอาฮงศิลาวาส ซึ่งมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบสักการะพระพุทธคุวานันท์ศาสดา เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมชมทัศนียภาพบริเวณที่เรียกว่า “สะดือแม่น้ำโขง”

พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่มีความเชื่อเกี่ยวกับความลึกของลำน้ำโขง และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับความนิยมสำหรับการรอชมบั้งไฟพญานาค

นอกจากนี้ พื้นที่ริมแม่น้ำโขงในอำเภอปากคาด อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า และอำเภอบึงโขงหลง ยังมีการเตรียมพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยว รวมถึงกิจกรรมบวงสรวงและพิธีกรรมตามความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค

หน่วยงานในพื้นที่ได้จัดเตรียมสถานที่ จุดจอดรถ และมาตรการดูแลความปลอดภัย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางเข้าร่วมงาน

กิจกรรมเหล่านี้ช่วยขยายรูปแบบการท่องเที่ยวจากการเดินทางมาชมปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งเปิดโอกาสให้ชุมชนพัฒนาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น

สรุปข่าว

เทศกาลออกพรรษาริมโขงกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว หนองคายรับนักท่องเที่ยวกว่า 48,000 คน ชมบั้งไฟพญานาค ขณะที่นครพนมจัดไหลเรือไฟ 12 ลำ จาก 12 อำเภอ ตลอดงาน 12 วัน คาดสร้างรายได้หมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หนุนธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และเศรษฐกิจชุมชน


พลังศรัทธาริมโขง จากความเชื่อพญานาคสู่เศรษฐกิจท่องเที่ยวร้อยล้าน

เทศกาลออกพรรษาไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในมิติทางพระพุทธศาสนาและความเชื่อของชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม หนองคาย และบึงกาฬ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่จำนวนมาก เพื่อร่วมประเพณีไหลเรือไฟและชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ส่งผลให้ธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร การค้า และบริการท่องเที่ยวกลับมาคึกคักตลอดช่วงเทศกาล

บรรยากาศในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาว สปป.ลาว ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมสองฝั่งแม่น้ำโขง โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม ซึ่งมีรายงานผู้เข้าร่วมงานนับแสนคน ขณะที่จังหวัดหนองคายมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมบั้งไฟพญานาคกว่า 48,000 คน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

หนองคายรับนักท่องเที่ยวกว่า 48,000 คน ชมบั้งไฟพญานาค

หนึ่งในจุดหมายสำคัญของเทศกาลออกพรรษาคืออำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นพื้นที่ชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน โดยปีนี้มีผู้เดินทางเข้าพื้นที่มากกว่า 48,000 คน เพื่อรอชมลูกไฟที่ปรากฏขึ้นเหนือผิวน้ำโขงตามความเชื่อท้องถิ่น

ตามรายงานจากพื้นที่ ลูกไฟลูกแรกปรากฏขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. บริเวณจุดชมบ้านโพนแพง ก่อนจะมีรายงานพบลูกไฟเพิ่มเติมในหลายจุดตลอดแนวแม่น้ำโขง

ข้อมูลเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า พบลูกไฟรวม 155 ลูก จาก 13 จุดในพื้นที่อำเภอรัตนวาปี โดยบ้านท่าม่วงและบ้านตาลชุมเป็นจุดที่มีรายงานพบลูกไฟมากที่สุด จุดละ 28 ลูก

แม้จำนวนลูกไฟและนักท่องเที่ยวจะลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย แต่พื้นที่จัดงานยังคงมีผู้เดินทางมาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ทั้งการจับจองพื้นที่ชมปรากฏการณ์ การเลือกซื้อสินค้า และการใช้บริการร้านอาหารในชุมชน

ในมิติทางเศรษฐกิจ การเดินทางของนักท่องเที่ยวหลายหมื่นคนในช่วงเวลาเดียวกันช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ที่พัก ร้านค้าชุมชน และบริการเดินทาง ซึ่งเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเทศกาลประจำปี

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เข้าร่วมงานยังไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นมูลค่ารายได้ที่เกิดขึ้นจริงได้โดยตรง หากไม่มีข้อมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนและระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว

บึงกาฬต่อยอดความเชื่อพญานาค สู่การท่องเที่ยวเชิงศรัทธา

ขณะที่จังหวัดบึงกาฬ บรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงออกพรรษาเป็นไปอย่างคึกคักเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบริเวณวัดอาฮงศิลาวาส ซึ่งมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบสักการะพระพุทธคุวานันท์ศาสดา เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมชมทัศนียภาพบริเวณที่เรียกว่า “สะดือแม่น้ำโขง”

พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่มีความเชื่อเกี่ยวกับความลึกของลำน้ำโขง และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับความนิยมสำหรับการรอชมบั้งไฟพญานาค

นอกจากนี้ พื้นที่ริมแม่น้ำโขงในอำเภอปากคาด อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า และอำเภอบึงโขงหลง ยังมีการเตรียมพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยว รวมถึงกิจกรรมบวงสรวงและพิธีกรรมตามความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค

หน่วยงานในพื้นที่ได้จัดเตรียมสถานที่ จุดจอดรถ และมาตรการดูแลความปลอดภัย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางเข้าร่วมงาน

กิจกรรมเหล่านี้ช่วยขยายรูปแบบการท่องเที่ยวจากการเดินทางมาชมปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งเปิดโอกาสให้ชุมชนพัฒนาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น

นครพนมจัดไหลเรือไฟ 12 วัน คาดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

สำหรับจังหวัดนครพนม ประเพณีไหลเรือไฟถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งประเทศไทยและ สปป.ลาว โดยมีรายงานว่าประชาชนและนักท่องเที่ยวนับแสนคนเดินทางมาจับจองพื้นที่ริมแม่น้ำโขงตลอดแนวระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร เพื่อชมความงดงามของเรือไฟในคืนออกพรรษา

ปีนี้มีเรือไฟเข้าร่วมประกวดทั้งหมด 12 ลำ จาก 12 อำเภอของจังหวัดนครพนม แต่ละลำมีขนาดความยาวประมาณ 60–80 เมตร และความสูง 30–40 เมตร ประดับด้วยตะเกียงไฟกระป๋องจำนวน 10,000–20,000 ดวงต่อลำ

รายได้หมุนเวียนคาดการณ์ขั้นต่ำข้อมูลจากรายงานบรรยากาศการจัดงาน ตัวเลขรายได้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ยอดสรุปจริง

เรือไฟแต่ละลำมีมูลค่าการจัดทำประมาณ 500,000–1,000,000 บาท ซึ่งเกิดจากการระดมทรัพยากรและความร่วมมือของประชาชนในแต่ละอำเภอ เพื่อสืบทอดประเพณีที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำโขง

หากพิจารณาจากมูลค่าการจัดทำเรือไฟทั้ง 12 ลำ จะคิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 6–12 ล้านบาท โดยเป็นการประเมินจากต้นทุนต่อลำตามข้อมูลที่รายงาน และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านการจัดกิจกรรมอื่น ๆ

แม้ต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจะเป็นความท้าทายต่อการจัดงาน แต่ชุมชนยังคงร่วมกันสืบสานประเพณีอย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลาจัดงาน 12 วัน มีรายงานว่าธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าในพื้นที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมีการคาดการณ์ว่าเทศกาลดังกล่าวจะสร้างรายได้หมุนเวียนในจังหวัดนครพนมไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงขนาดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากเทศกาล โดยมีการใช้จ่ายกระจายไปยังธุรกิจท่องเที่ยวและบริการหลายประเภท อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอข้อมูลสรุปรายได้จริงหลังสิ้นสุดการจัดงาน

เศรษฐกิจสายมูและการท่องเที่ยววัฒนธรรม โอกาสสร้างรายได้ให้ชุมชน

ความนิยมของประเพณีไหลเรือไฟและการชมบั้งไฟพญานาค เป็นตัวอย่างของการนำทุนทางวัฒนธรรมและความเชื่อท้องถิ่นมาสนับสนุนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

ความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำโขงมายาวนาน ทั้งในด้านศาสนา ประเพณี และพิธีกรรม ขณะที่การเดินทางมาร่วมงานในช่วงออกพรรษาช่วยเพิ่มโอกาสให้เกิดการใช้จ่ายในพื้นที่

ในเชิงเศรษฐกิจสามารถพิจารณาได้ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มจำนวนผู้เดินทางเข้าสู่จังหวัด การสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น และการต่อยอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวประจำปี

โดยเฉพาะการจัดงานต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาพำนักในจังหวัดนานขึ้น และมีการใช้จ่ายในกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากการเข้าชมงานหลัก

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน ยังมีบทบาทสำคัญในการจัดเตรียมสถานที่ การดูแลความปลอดภัย และการบริหารจัดการพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

จากแรงศรัทธาสู่รายได้ เศรษฐกิจริมโขงมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง

ประเพณีออกพรรษาของจังหวัดนครพนม หนองคาย และบึงกาฬ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางเข้าร่วมงานในช่วงเวลาเดียวกัน

เฉพาะจังหวัดนครพนมที่มีการคาดการณ์รายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจสำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับจังหวัด

หากสามารถต่อยอดกิจกรรมประจำปีด้วยการพัฒนาสินค้าชุมชน การส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงบริการระหว่างจังหวัดริมแม่น้ำโขง ก็มีโอกาสช่วยกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้น

เทศกาลออกพรรษา เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ความศรัทธา ประเพณี และการท่องเที่ยวทำงานร่วมกันในการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พร้อมรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงให้คงอยู่ต่อไป

 

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์

แท็กบทความ

บั้งไฟพญานาค
ไหลเรือไฟนครพนม
เศรษฐกิจท่องเที่ยวออกพรรษา
ท่องเที่ยวสายมู