น้ำท่วมยังยืดเยื้อ 17 จังหวัด กระทบ 1.09 ล้านคน “อยุธยา” หนักสุด

สถานการณ์อุทกภัยหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังไม่คลี่คลาย แม้ระดับน้ำโดยรวมเริ่มลดลง แต่ยังมีน้ำท่วมใน 17 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 61 อำเภอ 414 ตำบล 2,866 หมู่บ้าน ส่งผลกระทบประชาชนกว่า 365,000 ครัวเรือน หรือเกือบ 1.1 ล้านคน โดยพระนครศรีอยุธยามีประชาชนได้รับผลกระทบมากที่สุดกว่า 57,000 ครัวเรือน ขณะที่พื้นที่ภาคกลางและปริมณฑลยังต้องเฝ้าระวังมวลน้ำที่ไหลมาสมทบ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เร่งระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยช่วยเหลือประชาชน พร้อมเดินหน้าระบายน้ำ สำรวจความเสียหาย และฟื้นฟูพื้นที่เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
สรุปข่าว
สถานการณ์อุทกภัยหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังไม่คลี่คลาย แม้ระดับน้ำโดยรวมเริ่มลดลง แต่ยังมีน้ำท่วมใน 17 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 61 อำเภอ 414 ตำบล 2,866 หมู่บ้าน ส่งผลกระทบประชาชนกว่า 365,000 ครัวเรือน หรือเกือบ 1.1 ล้านคน โดยพระนครศรีอยุธยามีประชาชนได้รับผลกระทบมากที่สุดกว่า 57,000 ครัวเรือน ขณะที่พื้นที่ภาคกลางและปริมณฑลยังต้องเฝ้าระวังมวลน้ำที่ไหลมาสมทบ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เร่งระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยช่วยเหลือประชาชน พร้อมเดินหน้าระบายน้ำ สำรวจความเสียหาย และฟื้นฟูพื้นที่เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
น้ำท่วมยังไม่จบ 17 จังหวัด-กทม. กระทบเกือบ 1.1 ล้านคน
วันนี้ (24 ตุลาคม 2569) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานสถานการณ์อุทกภัย ณ เวลา 06.00 น. ยังคงมีพื้นที่ประสบภัย 17 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม และชุมพร รวมถึงกรุงเทพมหานคร
สถานการณ์ครอบคลุม 61 อำเภอ 414 ตำบล 2,866 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 365,003 ครัวเรือน รวม 1,097,938 คน แม้ระดับน้ำในภาพรวมเริ่มลดลง แต่หลายพื้นที่ยังต้องเร่งระบายน้ำและฟื้นฟูความเสียหาย
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยเกิดจากฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ประกอบกับน้ำที่ระบายลงมาจากภาคเหนือไหลมาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดต่อเนื่อง
อยุธยากระทบหนักสุดกว่า 5.7 หมื่นครัวเรือน กทม.กว่า 1.68 แสนครัวเรือน
เมื่อพิจารณาจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูล ปภ. พบว่า พระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดที่มีประชาชนได้รับผลกระทบมากที่สุดในกลุ่มจังหวัดที่รายงาน โดยมีผู้ได้รับผลกระทบ 57,703 ครัวเรือน ครอบคลุม 11 อำเภอ 149 ตำบล และ 1,006 หมู่บ้าน
ขณะที่พื้นที่กรุงเทพมหานครในเขตลาดกระบังและหนองจอก มีประชาชนได้รับผลกระทบ 168,203 ครัวเรือน ครอบคลุม 14 แขวง ส่วนจังหวัดที่มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากรองลงมา ได้แก่
- สุพรรณบุรี ได้รับผลกระทบ 24,619 ครัวเรือน ครอบคลุม 8 อำเภอ
- นครนายก ได้รับผลกระทบ 23,835 ครัวเรือน ครอบคลุม 2 อำเภอ
- ปราจีนบุรี ได้รับผลกระทบ 23,641 ครัวเรือน ครอบคลุม 3 อำเภอ
- นครปฐม ได้รับผลกระทบ 19,058 ครัวเรือน ครอบคลุม 3 อำเภอ
- ฉะเชิงเทรา ได้รับผลกระทบ 16,932 ครัวเรือน ครอบคลุม 3 อำเภอ
- สมุทรสงคราม ได้รับผลกระทบ 15,870 ครัวเรือน ครอบคลุม 3 อำเภอ
- ราชบุรี ได้รับผลกระทบ 11,689 ครัวเรือน ครอบคลุม 8 อำเภอ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบจากน้ำท่วมยังครอบคลุมพื้นที่กว้าง โดยเฉพาะจังหวัดในภาคกลางและพื้นที่ปริมณฑล ซึ่งมีทั้งชุมชนที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ระดับน้ำเริ่มลด แต่หลายพื้นที่ยังต้องเร่งระบายน้ำ
ข้อมูล ปภ. ระบุว่า หลายจังหวัดเริ่มมีระดับน้ำลดลงแล้ว ทั้งพิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม และชุมพร รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานคร
อย่างไรก็ตาม การที่ระดับน้ำเริ่มลดลงไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติทันที เนื่องจากบางพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังและต้องใช้เวลาในการระบายน้ำ รวมถึงสำรวจความเสียหายของบ้านเรือน พื้นที่เกษตร และสาธารณูปโภค
ปภ. จึงระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยและทรัพยากรลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน บรรเทาความเดือดร้อน และสนับสนุนการระบายน้ำในจุดที่ได้รับผลกระทบ
ปภ.เร่งสำรวจความเสียหาย เดินหน้าฟื้นฟูหลังน้ำลด
อธิบดี ปภ. กำชับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดและศูนย์ ปภ. เขต ในพื้นที่ประสบภัย ให้เร่งช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้วต้องเร่งสำรวจความเสียหายและฟื้นฟูร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดทำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่กำหนดโดยเร็ว
ภารกิจหลังน้ำลดจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการระบายน้ำออกจากพื้นที่ แต่ยังรวมถึงการประเมินความเสียหาย การจัดทำข้อมูลผู้ประสบภัย และการประสานความช่วยเหลือ เพื่อให้ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ
ขณะเดียวกัน ปภ. ยังคงติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมถึงติดตามประกาศเตือนภัยจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง
แม้สถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่จะเริ่มคลี่คลาย แต่ด้วยจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 365,000 ครัวเรือน ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปคือการเร่งระบายน้ำที่ยังท่วมขังให้หมดไป ควบคู่กับการสำรวจความเสียหายและฟื้นฟูชุมชน เพื่อให้ประชาชนกลับคืนสู่ชีวิตปกติได้เร็วที่สุด
- “เงินเยียวยาน้ำท่วม”เตรียมชงครม.ขอเพิ่ม 1.5 หมื่นล้าน ล่าสุดโอนแล้ว 6.8 แสนครัวเรือน
- "พิพัฒน์" มอบ “สาโรจน์” นำคณะแก้ปัญหาพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย จ.ระนอง
- หนี้ครัวเรือนขาลงแต่พิษน้ำท่วมฉุด เจาะกลุ่มแรงงาน “นอกระบบ” เปราะบางที่สุด
- น้ำท่วมกระทบ 59 จังหวัด กระทบสถานประกอบการ เสียหายกว่า 1.8 หมื่นล้าน
- วิกฤตคลองรังสิตน้ำดำคล้ำ-ฟองขาว ร่งตรวจโลหะหนัก สารปนเปื้อน
ที่มาข้อมูล : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ที่มารูปภาพ : Thai News Pix
นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย
