
"บางที่แทบไม่มีคนดู... ก็เล่นให้เทพเจ้าดูแค่นั้นเอง"
ประโยคสั้น ๆ จาก ธัชชัย อบทอง ผู้จัดการและนักแสดงคณะงิ้วไซ้ หย่ง ฮง ฟังดูเหมือนคำพูดติดตลก หากแต่ซ่อนความจริงอันขมขื่นของ "งิ้ว" ศิลปะการแสดงที่เคยเป็นมหรสพสำคัญของชุมชนไทยเชื้อสายจีนทั่วประเทศ
ครั้งหนึ่ง เวทีงิ้วเคยเต็มไปด้วยนักแสดงนับร้อย ผู้ชมนับพัน และเสียงปรบมือที่ดังก้องตลอดคืน
แต่วันนี้ หลายเวทีกลับเหลือเพียงควันธูปลอยอ้อยอิ่งอยู่หน้าแท่นบูชา เสียงร้องที่เคยส่งถึงผู้ชม กลับดังกังวานเพื่อถวายแด่องค์เทพเสียมากกว่า
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า "คนดูหายไปไหน"
แต่คือ "งิ้วจะอยู่รอดได้อย่างไร เมื่อโลกเปลี่ยนไป"
สรุปข่าว
"บางที่แทบไม่มีคนดู... ก็เล่นให้เทพเจ้าดูแค่นั้นเอง"
ประโยคสั้น ๆ จาก ธัชชัย อบทอง ผู้จัดการและนักแสดงคณะงิ้วไซ้ หย่ง ฮง ฟังดูเหมือนคำพูดติดตลก หากแต่ซ่อนความจริงอันขมขื่นของ "งิ้ว" ศิลปะการแสดงที่เคยเป็นมหรสพสำคัญของชุมชนไทยเชื้อสายจีนทั่วประเทศ
ครั้งหนึ่ง เวทีงิ้วเคยเต็มไปด้วยนักแสดงนับร้อย ผู้ชมนับพัน และเสียงปรบมือที่ดังก้องตลอดคืน
แต่วันนี้ หลายเวทีกลับเหลือเพียงควันธูปลอยอ้อยอิ่งอยู่หน้าแท่นบูชา เสียงร้องที่เคยส่งถึงผู้ชม กลับดังกังวานเพื่อถวายแด่องค์เทพเสียมากกว่า
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า "คนดูหายไปไหน"
แต่คือ "งิ้วจะอยู่รอดได้อย่างไร เมื่อโลกเปลี่ยนไป"
จากมหรสพยอดนิยม...สู่การแสดงในหน้าเทพเจ้า
ฉากผ้าใบวาดมือที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของคณะงิ้ว ถูกแทนที่ด้วยจอ LED สีสันสดใส เทคโนโลยีช่วยให้การเดินสายเล่นงิ้วยังสถานที่ต่างๆสะดวกขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มความสมจริงให้กับการแสดง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีไม่อาจทดแทนได้
นั่นคือ “ผู้ชม”
"เมื่อก่อนคนดูเป็นพัน นักแสดงเป็นร้อย เดี๋ยวนี้คนดูไม่ถึงหลักร้อย นักแสดงเหลือแค่หลักสิบ บางที่แทบไม่มีคนดู ก็เล่นให้เทพเจ้าดูแค่นั้นเอง" ธัชชัยเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่งิ้วรุ่งเรืองที่สุด
เมื่อหลายสิบปีก่อน ย่านเยาวราชมีโรงงิ้วปิดวิกถึง 3 แห่ง (โรงงิ้วปิดวิก คือ การเปิดขายบัตรให้คนตีตั๋วเข้าไปดู) มีเปิดรอบการแสดงในทุกสัปดาห์ เปลี่ยนเรื่องใหม่ทุกอาทิตย์ แต่ละคณะมีนักแสดงกว่า 70-80 คน พ่อค้า แม่ค้า อาเสี่ย อาอี๊ และผู้มีฐานะต่างซื้อตั๋วเข้าชม งิ้วในเวลานั้นไม่ใช่เพียงแค่การแสดงในงานเทศกาล แต่เป็น "มหรสพ" หรือการแสดงเพื่อความบันเทิงที่ได้รับความนิยมรูปแบบหนึ่งในสังคมไทยที่ผู้คนจำนวนมกาตั้งใจเดินทางมาชม
"สมัยก่อนไม่ใช่งานไหว้เจ้าอย่างเดียว คนตีตั๋วเข้ามาดูงิ้วจริง ๆ"
วันนี้ โรงงิ้วปิดวิกหายไปหมดแล้ว เวทีที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ได้จากเทศกาลประจำปีของศาลเจ้า
จากมหรสพที่ผู้คนรอคอย กลายเป็นศิลปะที่หลายคนพบเห็นเพียงปีละครั้ง
แม้เวทีงิ้วจะเงียบเหงากว่าในอดีต แต่ยังมีผู้ชมกลุ่มหนึ่งที่พร้อมเดินทางไกล เพียงเพื่อมานั่งหน้าเวทีและเฝ้ารอเสียงร้องที่คุ้นเคย
หนึ่งในนั้นคือ วิชุดา ตังจิตพานิชกุล แฟนงิ้วผู้เดินทางไกลกว่า 350 กิโลเมตร จากจังหวัดนครราชสีมา มาชมการแสดงของคณะงิ้วไซ้ หย่ง ฮง ที่โรงเจไซทีหลุ่ยอิมยี่ (มูลนิธิเหลี่ยงเม่ง) ย่านเจริญกรุง 79
สำหรับเธอ งิ้วไม่ใช่เพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง หากคือศาสตร์และศิลป์ที่สั่งสมภูมิปัญญามาหลายร้อยปี
"Chinese Opera เป็นศิลปะชั้นสูง เสียงต้องสูง การเดินเหินต้องสวยงาม เสื้อผ้าต้องสวยงาม การสอนปรัชญา การสอนความกตัญญู ความซื่อสัตย์ มันมีอยู่ในงิ้วหมด นี่คือสิ่งที่เราได้ แม้บางครั้งเราไม่ได้ฟังออกทุกคำ แต่ถ้าดูบ่อย ๆ เข้า เราจะเข้าใจสิ่งที่นักแสดงกำลังถ่ายทอด"
สำหรับผู้ชมอย่างวิชุดา เสน่ห์ของงิ้วจึงไม่ได้อยู่ที่การเข้าใจภาษาเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ศิลปะการสื่อสารผ่านเสียง สีหน้า ท่วงท่า และคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในทุกบทละคร
ทุกวันนี้ คณะงิ้วไซ้ หย่ง ฮง ยังมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นคอยติดตามไปแทบทุกเวทีการแสดง ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญให้คณะยังคงเดินหน้าต่อไป
แต่ในอีกมุมหนึ่ง นั่นก็สะท้อนความจริงที่น่าเป็นห่วงเช่นกัน
เพราะไม่ว่าเวทีจะจัดขึ้นที่ใด ผู้ชมที่นั่งอยู่หน้าเวทีส่วนใหญ่กลับเป็นคนกลุ่มเดิม นักแสดงก็ยังเป็นชุดเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงสถานที่จัดการแสดง ขณะที่คนรุ่นใหม่กลับเดินเข้ามาสู่โลกของงิ้วน้อยลงทุกปี
จากผู้ชมตัวน้อยสู่ "คนงิ้ว" รุ่นใหม่
ท่ามกลางคำถามว่างิ้วกำลังจะเลือนหาย ยังมีคนรุ่นใหม่ที่เลือกเดินสวนทางกับกระแสของโลก
รัศมี คำดี เติบโตมากับเสียงร้องงิ้ว
ตั้งแต่จำความได้ แม่พาเธอมาดูงิ้วแทบทุกคืน
ขณะที่เด็กคนอื่นวิ่งเล่นอยู่ในศาลเจ้า เธอกลับเลือกยืนอยู่หน้าเวที คอยรำตามนักแสดงทีละท่วงท่า
แม้จะฟังภาษาจีนแต้จิ๋วไม่ออกสักคำ
แต่เธอกลับดูรู้เรื่อง
"หนูหลงใหลในความสวยงามของการแสดงงิ้ว มันไม่ใช่แค่เล่นให้เจ้าดู แต่มันคือศิลปะที่ควรค่าแก่การชื่นชม"
ความชอบในวัยเด็ก ค่อย ๆ กลายเป็นเส้นทางชีวิต
เมื่อเติบโตขึ้น เถ้าแก่คณะเห็นแวว จึงชวนให้ขึ้นเวที ฝึกฝนอย่างจริงจัง จนกลายเป็นนางเอกงิ้วในปัจจุบัน
"ตอนเด็ก ๆ หนูฟังไม่รู้เรื่องเลยนะ แต่หนูก็ดูรู้เรื่อง เพราะการแสดงของงิ้วมันเล่าเรื่องผ่านสัญลักษณ์ ผ่านสีหน้า ผ่านท่าทาง"
นั่นคือเสน่ห์ที่ทำให้เธอยังคงหลงรักงิ้วจนถึงทุกวันนี้
อิกเซีย หยี่เสก ซากวงมุก : 3 เสาหลักของศิลปะการแสดงชั้นสูง
สำหรับคนทั่วไป งิ้วอาจเป็นเพียงการร้องเพลงภาษาจีนที่ฟังยาก
แต่สำหรับคนในวงการ งิ้วคือศาสตร์การแสดงที่ละเอียดอ่อน และฝึกฝนกันทั้งชีวิต
หัวใจของการแสดงถูกถ่ายทอดผ่านหลักที่เรียกว่า
"อิกเซีย หยี่เสก ซากวงมุก"
สามหัวใจของนักแสดงงิ้ว
หนึ่ง : เสียง (อิกเซีย)
เสียงต้องกังวาน ทรงพลัง และควบคุมอารมณ์ของตัวละครได้
สอง : สีหน้า (หยี่เสก)
แววตาต้องเล่าเรื่อง ถ่ายทอดความรัก ความโกรธ ความเศร้า หรือความยุติธรรมออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
สาม : ท่าทาง (ซากวงมุก)
ทุกการก้าว ทุกการยกแขน ทุกการพลิกข้อมือ ล้วนมีความหมาย
"เหล่าซือจะสั่งเสมอว่า พอเหยียบออกหน้าเวที คุณไม่ใช่ตัวเองอีกแล้ว คุณต้องเป็นตัวละครนั้นจริง ๆ"
เพราะสำหรับงิ้ว เพียงวาดมือ ผู้ชมต้องรู้ว่าตัวละครกำลังรัก
เพียงก้าวเท้า ขึงขัง ผู้ชมต้องรู้ว่ากำลังโกรธ
เพียงทอดสายตา ผู้ชมต้องสัมผัสได้ถึงอารมณ์
แม้ไม่เข้าใจภาษา แต่กลับเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
นั่นคือเหตุผลที่หลายคนเรียก Chinese Opera ว่าเป็น "ศิลปะการแสดงชั้นสูง"
โลกดิจิทัล กำแพงภาษา และคนดูที่หายไป
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของงิ้วเกิดขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19
ผู้ชมหลักซึ่งเป็นผู้สูงอายุเริ่มลดน้อยลง หลายคนจากไปตามกาลเวลา ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยไม่สามารถเดินทางมาชมการแสดงได้เหมือนเดิม
"เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ลูกหลานเปิด YouTube เปิดโทรศัพท์ เปิดทีวีให้พ่อแม่ดูที่บ้าน ไม่ต้องเดินทาง"
โลกออนไลน์ทำให้การดูงิ้วง่ายขึ้น
แต่ก็ทำให้การมานั่งหน้าเวทีลดลงเช่นกัน
ขณะเดียวกัน นักแสดงรุ่นใหม่ยังต้องเผชิญอีกกำแพงหนึ่ง
คือ "ภาษา"
แม้ “รัศมี” จะสื่อสารภาษาจีนแต้จิ๋วได้ในชีวิตประจำวัน แต่บทงิ้วที่ใช้ศัพท์โบราณที่ลึกซึ้ง กลายเป็นอุปสรรค และกำแพงทางภาษาที่ยากจะก้าวข้าม
"เวลาร้อง เราต้องจำว่าคำนี้หมายถึงอารมณ์อะไร เพราะบางคำเราไม่ได้เข้าใจความหมายทั้งหมด"
การฝึกงิ้วจึงไม่ใช่เพียงการจำบท
แต่คือการเรียนรู้ภาษา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไปพร้อมกัน
ยิ่งไปกว่านั้น พ่อแม่จำนวนมากก็ไม่อยากให้ลูกหลานเดินเส้นทางของงิ้วอีก
เพราะอาชีพนักแสดงงิ้วไม่มั่นคงเหมือนในอดีต คนงิ้วรุ่นใหม่จึงเหลือน้อยลงทุกที
คนงิ้วจะยืนหยัดอย่างไร...ในวันที่ไร้เงาผู้ชม
เมื่อถามรัศมีว่า
“หากวันหนึ่ง ไม่มีคนดูเหลืออีกเลย เหลือเพียงการแสดงถวายองค์เทพ
เธอจะยังมีแรงผลักดันในการเล่นงิ้วต่อหรือไม่”
หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา
"ถ้าพูดตามตรง...แพสชันก็คงลดลง"
"หน้าที่ของนักแสดงคือเล่นให้ดีที่สุดเพื่อถวายเจ้า แต่ในฐานะคนแสดง การมีคนดู มีเสียงปรบมือ มีสายตาที่มองขึ้นมาจากหน้าเวที มันคือกำลังใจ ถ้าไม่มีเลย มันก็คงลดแพสชันลงตามธรรมชาติ"
คำตอบนั้นไม่ได้สะท้อนเพียงความรู้สึกของนักแสดงคนหนึ่ง
แต่มันคือความรู้สึกของศิลปะทุกแขนง
ที่ต้องการผู้ชม เพื่อให้ยังมีชีวิตอยู่
เรื่องราวของงิ้วในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของมหรสพที่กำลังตกยุค
แต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว
ครั้งหนึ่ง เด็กหญิงคนหนึ่งเคยยืนอยู่ใต้เวทีไม้ ร่ายรำตามนักแสดง ทั้งที่ฟังภาษาไม่ออก
วันนี้ เธอเติบโตขึ้นเป็นนางเอกงิ้ว ยังคงร้อง ยังคงรำ
และยังคงแบกมรดกทางวัฒนธรรมอายุกว่าร้อยปีไว้บนบ่า
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ "งิ้วจะสูญหายเมื่อไร"
แต่คือบนโลกที่ความบันเทิงแทบทุกชนิดถูกย่อเหลือเพียงหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
จะยังมีเด็กอีกสักคนไหมที่ยอมเงยหน้าจากจอ เดินเข้าไปยืนหน้าเวที
สบตานักแสดงใต้คราบแป้งหนา และตกหลุมรักศิลปะการแสดงที่กำลังเลือนหาย...
เหมือนที่เธอเคยเป็น
เพราะท้ายที่สุดแล้วศิลปะไม่ได้ตายลงในวันที่นักแสดงหายไป
หากค่อย ๆ เลือนหายในวันที่ไม่มีใคร “หยุดดู” อีกแล้ว
