ไทยเร่งเจรจา "ART" ย้ำไม่ยอมถอยเส้นแดง ปรับตัวสู้ภาษีสหรัฐฯ
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 เดินทางไปที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อสัมภาษณ์ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหมุดหมายสำคัญของไทย ในการส่ง ทีม ไทยแลนด์ ไปเจรจาความตกลงต่างตอบแทนทางการค้า (ART) ที่สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอให้ไทยต้องปฏิบัติตาม
ดร.กิริฎา ให้การต้อนรับพวกเราอย่างเป็นกันเอง ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่มีแววตาที่ตั้งมั่น ดร.เกริ่นนำว่าบรรยากาศการค้าระหว่างประเทศกลับมาตึงเครียดและอยู่ในความสนใจของภาคธุรกิจอีกครั้ง เมื่อเราต้องเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อสะสางปมภาษีการค้า โดยมีวาระสำคัญสูงสุดคือการหารือเรื่อง ข้อตกลงต่างตอบแทนทางการค้า (ART) ซึ่งสหรัฐฯ ได้วางเงื่อนไขกดดันให้ไทยต้องพิจารณายอมรับ
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า
"นี่คือหมุดหมายที่สำคัญมากต่อประเทศไทย เรื่องนี้ยอมรับว่าท้าทายและไม่ใช่เรื่องง่าย หากย้อนกลับไปเมื่อปีที่ผ่านมา ไทยเคยต้องเผชิญกับมาตรการกำแพงภาษีสูงถึง 36% ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศปรับลดลงเหลือ 19% เพื่อแลกกับการที่ไทยจะเข้ามาร่วมเจรจาข้อตกลงดังกล่าว หากจำกันได้สถานการณ์พลิกผันอีกครั้งเมื่อศาลสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่าผู้นำสหรัฐฯ หรือ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจทางกฎหมายเบ็ดเสร็จในการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ เพื่อเป็นการแก้เกม รัฐบาลสหรัฐฯ จึงหันมาใช้ "มาตรา 301" เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บภาษีแทน โดยมีการตั้งข้อกล่าวหาเล่นงานไทยถึง 2 คดีหลัก ได้แก่ คดีการใช้แรงงานบังคับ: เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ ซึ่งคดีนี้มีคำตัดสินออกมาแล้ว ส่งผลให้ไทยถูกบวกภาษีเพิ่มขึ้น 12.5% และปัจจุบันกำลังอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ ในขณะที่เรายังมีอีก 1 ดคี คือ คดีกำลังการผลิตส่วนเกิน จากความกังวลของสหรัฐฯ ต่อกำลังการผลิตส่วนเกินของไทย ที่อาจถูกระบายเข้ามาแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ จนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศของพวกเขา"

สรุปข่าว
ไทยเร่งเจรจา "ART" ย้ำไม่ยอมถอยเส้นแดง ปรับตัวสู้ภาษีสหรัฐฯ
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 เดินทางไปที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อสัมภาษณ์ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหมุดหมายสำคัญของไทย ในการส่ง ทีม ไทยแลนด์ ไปเจรจาความตกลงต่างตอบแทนทางการค้า (ART) ที่สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอให้ไทยต้องปฏิบัติตาม
ดร.กิริฎา ให้การต้อนรับพวกเราอย่างเป็นกันเอง ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่มีแววตาที่ตั้งมั่น ดร.เกริ่นนำว่าบรรยากาศการค้าระหว่างประเทศกลับมาตึงเครียดและอยู่ในความสนใจของภาคธุรกิจอีกครั้ง เมื่อเราต้องเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อสะสางปมภาษีการค้า โดยมีวาระสำคัญสูงสุดคือการหารือเรื่อง ข้อตกลงต่างตอบแทนทางการค้า (ART) ซึ่งสหรัฐฯ ได้วางเงื่อนไขกดดันให้ไทยต้องพิจารณายอมรับ
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า
"นี่คือหมุดหมายที่สำคัญมากต่อประเทศไทย เรื่องนี้ยอมรับว่าท้าทายและไม่ใช่เรื่องง่าย หากย้อนกลับไปเมื่อปีที่ผ่านมา ไทยเคยต้องเผชิญกับมาตรการกำแพงภาษีสูงถึง 36% ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศปรับลดลงเหลือ 19% เพื่อแลกกับการที่ไทยจะเข้ามาร่วมเจรจาข้อตกลงดังกล่าว หากจำกันได้สถานการณ์พลิกผันอีกครั้งเมื่อศาลสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่าผู้นำสหรัฐฯ หรือ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจทางกฎหมายเบ็ดเสร็จในการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ เพื่อเป็นการแก้เกม รัฐบาลสหรัฐฯ จึงหันมาใช้ "มาตรา 301" เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บภาษีแทน โดยมีการตั้งข้อกล่าวหาเล่นงานไทยถึง 2 คดีหลัก ได้แก่ คดีการใช้แรงงานบังคับ: เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ ซึ่งคดีนี้มีคำตัดสินออกมาแล้ว ส่งผลให้ไทยถูกบวกภาษีเพิ่มขึ้น 12.5% และปัจจุบันกำลังอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ ในขณะที่เรายังมีอีก 1 ดคี คือ คดีกำลังการผลิตส่วนเกิน จากความกังวลของสหรัฐฯ ต่อกำลังการผลิตส่วนเกินของไทย ที่อาจถูกระบายเข้ามาแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ จนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศของพวกเขา"

ยุทธศาสตร์บวกภาษี และ "เส้นแดง" ที่ไทยยอมถอยไม่ได้
สำหรับการเจรจารอบนี้ ดร.กิริฎา ประเมินว่า ภาพรวมอัตราภาษีคงไม่สามารถปรับลดลงในทันที ทำให้กลยุทธ์ของไทยต้องใช้วิธีแยกพิจารณาและนำอัตราภาษีจากทั้งสองคดีมาบวกรวมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการควบคุมไม่ให้เกินเพดานที่ตั้งไว้ และพยายามผลักดันให้อัตราภาษีรวมอยู่ต่ำกว่าระดับ 19%
หากมองเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย ที่ยอมลงนามข้อตกลง ART แบบไม่มีเงื่อนไข ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ต่ำกว่าไทย แต่ในมุมมองของประเทศไทยแล้ว เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เนื่องจากมี "เส้นแดง" (Red Line) ที่ชัดเจน โดยปฏิเสธเงื่อนไขบางประการที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเกษตร หรืออำนาจการตัดสินใจทางเศรษฐกิจที่ต้องยึดโยงกับสหรัฐฯ มากจนเกินไป ไทยเลือกใช้แนวทางการเจรจาแบบแลกเปลี่ยน (Trade-off) เช่น การเสนอขยายการลงทุนเพิ่มเติมในสหรัฐฯ หรือการเปิดให้นำเข้าสินค้าที่ไทยผลิตไม่เพียงพอแต่มีความจำเป็น ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ซึ่งคาดว่าหากดำเนินตามแผนนี้ อัตราภาษีสุดท้ายจะอยู่ในเกณฑ์ที่ประเทศสามารถรับมือและแข่งขันได้
ทางรอดอุตสาหกรรมไทย: แข่งด้วย "คุณภาพ" และ "ตลาดใหม่"
ดร.กิริฎา ได้ให้มุมมองวิเคราะห์ที่สำคัญว่า โครงสร้างภาษีของโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านไปอย่างถาวรแล้ว ไม่ว่าอัตราภาษีสุดท้ายจะออกมาในรูปแบบใด ภาคอุตสาหกรรมไทยไม่มีวันหวนกลับไปสู่จุดเดิมได้อีกต่อไป สิ่งที่ต้องทำคือการเร่งปรับตัว ยกระดับกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยี เพื่อแข่งขันด้วย "คุณภาพและความไว้วางใจ" แม้ว่าต้นทุนหรือราคาของเราอาจจะสูงกว่าคู่แข่งสำคัญไปบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด เพราะบางชาติ อย่าง จีน และเวียดนาม ต้องรับมือกับภาษีสหรัฐฯ ในอัตราที่สูง อย่างเวียดนามที่เจอสหรัฐฯ ตั้งข้อกล่าวมากกว่าเรา ถึง 3 กระทง หมายความว่าเวียดนามมีโอกาสแบกรับอัตราภาษีที่หนักกว่า
นอกจากตลาดสหรัฐฯ แล้ว การกระจายความเสี่ยงและการแสวงหาตลาดใหม่ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยภาครัฐจะสวมบทบาทเป็น "กองหลัง" กำลังเร่งผลักดันข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) สำเร็จลุล่วงถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ไทย-เอฟต้า, ไทย-ภูฏาน และไทย-ศรีลังกา พร้อมทั้งเร่งสรุป FTA ไทย-อียู ภายในปีนี้ เพื่อเจาะตลาดกลุ่มสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับพลังงานสะอาดและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ความมั่นคงทางอาหารไทย" ปักหมุดแผ่นดินทองคำกำหนดทิศทางโลก
ดร.กิริฎา เปิดเผยว่าท่ามกลางวิกฤตความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และปัญหาผลผลิตทางการเกษตรที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ประเทศไทยกลับก้าวขึ้นมาโดดเด่นในฐานะ "เพชรเม็ดงาม" ที่นานาชาติต่างรุมล้อมเพื่อพึ่งพาด้านความมั่นคงทางอาหาร กระทรวงพาณิชย์ได้วางหมากยุทธศาสตร์เชิงรุก โดยระบุว่า ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสิงคโปร์ ต่างแสดงความสนใจอย่างจริงจังที่จะสร้างความร่วมมือด้านอาหารกับไทย ทั้งในรูปแบบของการให้ไทยเป็นฐานการผลิตอาหารป้อนให้โดยตรง หรือการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการจัดหาเพื่อส่งต่อไปยังตลาดโลก

จากการพูดคุยกับ ดร.กิริฎา ในช่วงสั้นๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าเรามีความหวังอยู่ ในการรับมือกับภาษีสหรัฐฯ เพราะอย่างน้อยเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน รู้ว่าเราต้องการอะไร และเขาอยากได้อะไร ทั้งวิสัยทัศน์ของกระทรวงพาณิชย์ในเวลานี้ ไม่ใช่การทำเกษตรกรรมหรือการค้าขายแบบระยะสั้นเหมือนในอดีต แต่เป็นการวางแผนยุทธศาสตร์ในระยะยาวเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้มีความบ่งเฉพาะตัว มีเอกลักษณ์ และมีความพิเศษสูง (Specialty & Geographical Indication) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลกได้อย่างยั่งยืน คงต้องติดตามกันต่ออย่างใกล้ชิดนะครับว่า Team Thailand จะสามารถเจรจาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีแค่ไหน อย่างไร

- “ญี่ปุ่น” GDP ไตรมาส 2 โตแผ่วเกินคาด
- ไทยเอาจริงแค่ไหน? "ปฏิรูประบบราชการ" ลดคน–ยุบหน่วยงาน ภาระรายจ่ายประเทศ 70%
- “สีหศักดิ์” พอใจผลเยือนรัสเซีย ฟื้น JC รอบ 3 ปี เร่งปลดล็อกการค้า-ชำระเงิน ดัน FTA
- “ศุภจี” ชู 4 ทางปลดล็อกเศรษฐกิจไทย เปิดตลาดใหม่ เพิ่มมูลค่า สร้างโอกาสคนตัวเล็ก
- กางแผนเจรจาภาษีสหรัฐฯ ปลาย ส.ค. มุ่งลดภาระภาษีสินค้าส่วนที่เหลือ
