เมื่อภัยการเงินไม่ไกลตัว 48.31% คนไทยเคยเจอ “เงินกู้เถื่อน-หลอกลงทุน”

Share on Line Share on Facebook Share on X
เมื่อภัยการเงินไม่ไกลตัว 48.31% คนไทยเคยเจอ “เงินกู้เถื่อน-หลอกลงทุน”

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศในหัวข้อ “คนไทยกับภัยการเงิน และการฟอกเงิน” พบว่าเกือบครึ่งของกลุ่มตัวอย่างเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่า ปัญหาการฟอกเงินน่ากังวล และเรียกร้องให้ภาครัฐจัดการตัวการใหญ่และเครือข่ายอย่างจริงจัง

การสำรวจครั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,151 คน เก็บข้อมูลทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 11–14 สิงหาคม 2569

สรุปข่าว

สวนดุสิตโพลเผย 48.31% คนไทยเคยเจอภัยการเงิน พบมากทั้งเงินกู้นอกระบบ ชวนลงทุนต้องสงสัย และหลอกโอนเงิน ขณะที่ 94.26% มองปัญหาฟอกเงินน่ากังวล

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศในหัวข้อ “คนไทยกับภัยการเงิน และการฟอกเงิน” พบว่าเกือบครึ่งของกลุ่มตัวอย่างเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่า ปัญหาการฟอกเงินน่ากังวล และเรียกร้องให้ภาครัฐจัดการตัวการใหญ่และเครือข่ายอย่างจริงจัง

การสำรวจครั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,151 คน เก็บข้อมูลทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 11–14 สิงหาคม 2569

เกือบครึ่งเคยมีประสบการณ์ภัยทางการเงิน

ผลสำรวจพบว่า ประชาชน 51.69% ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ 48.31% เคยมีประสบการณ์ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาภัยทางการเงินยังเป็นเรื่องใกล้ตัวและสามารถเกิดขึ้นกับประชาชนได้ในหลายรูปแบบ

เมื่อสอบถามถึงลักษณะของภัยทางการเงินที่เคยพบ อันดับแรก ได้แก่

1.โฆษณาเงินกู้นอกระบบ หรือชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย 57.73%

2. ญาติ เพื่อน หรือคนใกล้ตัวได้รับความเสียหายจากภัยทางการเงิน 57.01%

3. ถูกหลอกให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน 29.14%

พบเบาะแสฟอกเงิน คนส่วนใหญ่เลือกแจ้ง ปปง.

เมื่อถามว่า หากพบเบาะแสที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับ การฟอกเงิน ควรแจ้งหน่วยงานใดเป็นอันดับแรก พบว่า ประชาชนเลือก

1.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 42.57%

2. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 35.45%

3. ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) สายด่วน 1441 32.93%

ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากให้ความสำคัญกับการแจ้งเบาะแสผ่านหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้

59.77% มองปัญหาฟอกเงิน “น่ากังวลมาก”

สำหรับระดับความกังวลต่อปัญหา การฟอกเงินในประเทศไทย พบว่า 59.77% มองว่าน่ากังวลมาก ขณะที่ 34.49% ระบุว่าค่อนข้างน่ากังวล

ส่วนผู้ที่มองว่าไม่ค่อยน่ากังวลมี 4.70% และไม่กังวล 1.04%

เมื่อรวมกลุ่มที่มองว่า “น่ากังวลมาก” และ “ค่อนข้างน่ากังวล” พบว่ามีสัดส่วนสูงถึง 94.26% สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความกังวลต่อปัญหาการฟอกเงินในปัจจุบัน


มองบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง เป็นสาเหตุหลัก

ประชาชนยังมองว่าสาเหตุที่ทำให้ปัญหาการฟอกเงินในประเทศไทยยังคงมีอยู่ เกิดจากหลายปัจจัย โดย 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. การบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษยังไม่จริงจัง 76.11%
  2. เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ 64.55%
  3. ประชาชนบางส่วนขาดความรู้หรือยินยอมให้ขบวนการใช้บัญชี 56.13%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าประชาชนไม่ได้มองปัญหาการฟอกเงินเป็นเพียงเรื่องของอาชญากรรมทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย การกำกับดูแล และความรู้เท่าทันของประชาชน

78.80% เรียกร้องรัฐจัดการ “ตัวการใหญ่”

เมื่อถามว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการอย่างไรเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการฟอกเงิน ผลสำรวจพบว่า ประชาชนต้องการให้ภาครัฐดำเนินการดังนี้

  1. จัดการกับตัวการใหญ่ ลงโทษอย่างหนัก กวาดล้างให้สิ้นซาก 78.80%
  2. ให้ธนาคารตรวจสอบตัวตนและบัญชีที่ผิดปกติอย่างเข้มงวดขึ้น 63.77%
  3. ให้ความรู้ประชาชน เพิ่มช่องทางแจ้งเหตุและช่วยเหลือผู้เสียหาย 60.47%

โดยเฉพาะข้อเสนอให้จัดการกับ “ตัวการใหญ่” ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดถึง 78.80% สะท้อนว่าประชาชนต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่สามารถเข้าถึงผู้บงการ เครือข่าย และผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการทางการเงิน ไม่ใช่ดำเนินคดีกับเพียงผู้กระทำผิดรายย่อย

สวนดุสิตโพลชี้ภัยการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าภัยทางการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ประชาชนมองว่าปัญหาการฟอกเงินน่ากังวล และยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย

ภาครัฐจึงควรเร่งจัดการตัวการใหญ่และผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ควบคู่กับการตรวจสอบบัญชีที่มีความผิดปกติ รวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อหรือถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการโดยไม่รู้ตัว

นักวิชาการชี้ “ฟอกเงิน” สะท้อนความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ปัญหาการฟอกเงินไม่ใช่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ “หลักนิติธรรม” และความเข้มแข็งของสถาบันรัฐ

จากผลสำรวจที่พบว่า 76.11% มองว่าปัญหาเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่ไม่จริงจัง สะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่าง “กฎหมายที่มีอยู่” กับ “กฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง”

ขณะเดียวกัน 64.55% ที่มองว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สะท้อนว่าปัญหาอาจเชื่อมโยงกับการทุจริตเชิงระบบและความบกพร่องของกลไกกำกับดูแล

ส่วนเสียงประชาชน 78.80% ที่ต้องการให้จัดการ “ตัวการใหญ่” สะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายควรเข้าถึงผู้บงการ เครือข่าย และโครงสร้างทางการเงินที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ควรหยุดเพียงการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดรายย่อย

ดังนั้น การแก้ปัญหาการฟอกเงินจึงควรขยับจากการปราบปรามเป็นรายคดีไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

ท้ายที่สุด หลักนิติธรรมไม่ได้หมายถึงเพียงการมีกฎหมาย แต่หมายถึงความสามารถของรัฐในการทำให้กฎหมายบังคับใช้ได้จริงและเสมอภาค เพื่อให้การปราบปรามการฟอกเงินสามารถเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาที่ปลายทางไปสู่การตัดวงจรทุจริตตั้งแต่ต้นทางได้อย่างยั่งยืน

ที่มาข้อมูล : สวนดุสิตโพล

ที่มารูปภาพ : Getty Images

นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย