“ความจริงมีหนึ่งเดียว” แกะรอย 11 ล้าน เมื่อคนตายพูดไม่ได้?

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ความจริงมีหนึ่งเดียว” แกะรอย 11 ล้าน เมื่อคนตายพูดไม่ได้?


ประโยคสั้น ๆ จาก น.ส.พรรษพร เย็นประเสริฐ ลูกสาวของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ ที่ว่า “ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว” กลายเป็นถ้อยคำสำคัญท่ามกลางคดีที่ยังมีหลายเรื่องต้องหาคำตอบ

โดยเฉพาะตัวเลข 11 ล้านบาท

เงินจำนวนนี้มีอยู่จริงหรือไม่? หากมีจริง เป็นเงินที่ส่งมอบให้ใคร เมื่อใด และด้วยเหตุผลอะไร? เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเมื่อ 18 ปีก่อนตามที่ถูกกล่าวอ้างหรือไม่? และสำคัญที่สุด มีหลักฐานอะไรยืนยันเรื่องทั้งหมดได้ เมื่อหนึ่งในสองบุคคลที่ถูกกล่าวถึงเสียชีวิตและไม่สามารถให้ข้อมูลอีกด้านได้แล้ว

นี่คือโจทย์ของพนักงานสอบสวนในคดีการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี หลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ซึ่ง นายฉลอง เรี่ยวแรง อายุ 71 ปี อดีต สส.นนทบุรี ถูกดำเนินคดี และต่อมาให้ข้อมูลกับสื่อโดยกล่าวอ้างถึงความขัดแย้งเรื่องเงิน 11 ล้านบาท

แต่ในทางคดี คำกล่าวอ้างยังไม่ใช่ข้อยุติ

สิ่งที่จะตอบเรื่องนี้ได้ ต้องกลับไปหา “หลักฐาน”

11 ล้านบาท ตัวเลขที่ปรากฏหลังเกิดเหตุ

หลังถูกควบคุมตัว นายฉลองให้ข้อมูลถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนกับ พ.ต.อ.ธงชัย โดยอ้างว่า ทั้งสองรู้จักและช่วยเหลือกันมายาวนาน หนึ่งในเรื่องที่กล่าวถึงคือเงินจำนวน 11 ล้านบาท ซึ่งนายฉลองอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในปี 2551

ตามคำกล่าวอ้าง นายฉลองระบุว่า เมื่อเวลาผ่านไป ตนประสบปัญหาทางการเงินและมีภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล จึงต้องการพูดคุยกับ พ.ต.อ.ธงชัย เกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าว ก่อนการพบกันในวันที่ 10 สิงหาคมจะจบลงด้วยเหตุรุนแรง

คำให้การนี้ทำให้ “11 ล้านบาท” ถูกจับตามองในฐานะมูลเหตุหนึ่งที่ตำรวจต้องตรวจสอบ

แต่ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ระบุชัดว่า ตำรวจรับฟังคำให้การของผู้ต้องหาไว้ แต่ ไม่ได้เชื่อทั้งหมด เพราะผู้ต้องหาสามารถให้การในรายละเอียดต่าง ๆ ได้ หน้าที่ของพนักงานสอบสวนคือต้องนำคำให้การไปตรวจสอบกับพยานหลักฐาน

จุดนี้สำคัญ เพราะจนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ข้อมูลที่ว่า พ.ต.อ.ธงชัย มีหนี้หรือรับเงิน 11 ล้านบาทตามที่ถูกกล่าวอ้าง ยังไม่มีข้อยุติจากพนักงานสอบสวน

ย้อนปี 2551 ตามหาจุดเริ่มต้นของเงิน 11 ล้าน

หากจะตรวจสอบที่มาของข้อกล่าวอ้าง เส้นเวลาต้องย้อนกลับไปถึง ปี 2551

นายชัยวัฒน์ แย้มนาค ส.อบจ.นนทบุรี และคนสนิทของ พ.ต.อ.ธงชัย ให้ข้อมูลว่า ในช่วงดังกล่าวมีการเลือกตั้งซ่อม สส.นนทบุรี แทนนายสมบัติ สิทธิกรวงศ์ ซึ่งเสียชีวิต

การเลือกตั้งครั้งนั้น พ.ต.อ.ธงชัย สนับสนุน นายณรงค์ จันทนดิษฐ ลงสมัคร ขณะที่นายฉลองก็ลงสมัครเช่นเดียวกัน และผลปรากฏว่านายณรงค์เป็นฝ่ายชนะ

ส่วนคำกล่าวอ้างที่ว่า นายฉลองเคย “หลีกทาง” ในการแข่งขันทางการเมืองนั้น นายชัยวัฒน์ระบุว่าไม่ทราบรายละเอียด

เช่นเดียวกับเรื่อง 11 ล้านบาท

นายชัยวัฒน์ยืนยันว่า ไม่ทราบว่าทั้งสองมีการตกลงเรื่องเงินจำนวนดังกล่าวกันไว้อย่างไรหรือมีข้อตกลงจริงหรือไม่ แต่ให้ความเห็นส่วนตัวว่า ในช่วงนั้นนายฉลองน่าจะมีค่าใช้จ่ายในการหาเสียงจำนวนมาก ก่อนจะมาขอความช่วยเหลือจาก พ.ต.อ.ธงชัย

จึงเกิดช่องว่างสำคัญระหว่าง “สิ่งที่ผู้ต้องหากล่าวอ้าง” กับ “สิ่งที่พยานบุคคลอื่นรับรู้”

และช่องว่างนี้คือพื้นที่ที่พนักงานสอบสวนต้องหาหลักฐานมาเติมเต็ม

สรุปข่าว

“ความจริงมีหนึ่งเดียว” กลายเป็นโจทย์สำคัญของคดีนายก อบจ.นนทบุรี เมื่อ “ฉลอง เรี่ยวแรง” กล่าวอ้างปมเงิน 11 ล้านบาทย้อนหลังถึงปี 2551 ขณะที่อีกฝ่ายเสียชีวิตและไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ตำรวจจึงต้องพิสูจน์จากพยาน เอกสาร เส้นทางการเงิน กล้องวงจรปิด และหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ โดยปม 11 ล้านบาทยังไม่มีข้อยุติ


ประโยคสั้น ๆ จาก น.ส.พรรษพร เย็นประเสริฐ ลูกสาวของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ ที่ว่า “ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว” กลายเป็นถ้อยคำสำคัญท่ามกลางคดีที่ยังมีหลายเรื่องต้องหาคำตอบ

โดยเฉพาะตัวเลข 11 ล้านบาท

เงินจำนวนนี้มีอยู่จริงหรือไม่? หากมีจริง เป็นเงินที่ส่งมอบให้ใคร เมื่อใด และด้วยเหตุผลอะไร? เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเมื่อ 18 ปีก่อนตามที่ถูกกล่าวอ้างหรือไม่? และสำคัญที่สุด มีหลักฐานอะไรยืนยันเรื่องทั้งหมดได้ เมื่อหนึ่งในสองบุคคลที่ถูกกล่าวถึงเสียชีวิตและไม่สามารถให้ข้อมูลอีกด้านได้แล้ว

นี่คือโจทย์ของพนักงานสอบสวนในคดีการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี หลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ซึ่ง นายฉลอง เรี่ยวแรง อายุ 71 ปี อดีต สส.นนทบุรี ถูกดำเนินคดี และต่อมาให้ข้อมูลกับสื่อโดยกล่าวอ้างถึงความขัดแย้งเรื่องเงิน 11 ล้านบาท

แต่ในทางคดี คำกล่าวอ้างยังไม่ใช่ข้อยุติ

สิ่งที่จะตอบเรื่องนี้ได้ ต้องกลับไปหา “หลักฐาน”

11 ล้านบาท ตัวเลขที่ปรากฏหลังเกิดเหตุ

หลังถูกควบคุมตัว นายฉลองให้ข้อมูลถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนกับ พ.ต.อ.ธงชัย โดยอ้างว่า ทั้งสองรู้จักและช่วยเหลือกันมายาวนาน หนึ่งในเรื่องที่กล่าวถึงคือเงินจำนวน 11 ล้านบาท ซึ่งนายฉลองอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในปี 2551

ตามคำกล่าวอ้าง นายฉลองระบุว่า เมื่อเวลาผ่านไป ตนประสบปัญหาทางการเงินและมีภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล จึงต้องการพูดคุยกับ พ.ต.อ.ธงชัย เกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าว ก่อนการพบกันในวันที่ 10 สิงหาคมจะจบลงด้วยเหตุรุนแรง

คำให้การนี้ทำให้ “11 ล้านบาท” ถูกจับตามองในฐานะมูลเหตุหนึ่งที่ตำรวจต้องตรวจสอบ

แต่ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ระบุชัดว่า ตำรวจรับฟังคำให้การของผู้ต้องหาไว้ แต่ ไม่ได้เชื่อทั้งหมด เพราะผู้ต้องหาสามารถให้การในรายละเอียดต่าง ๆ ได้ หน้าที่ของพนักงานสอบสวนคือต้องนำคำให้การไปตรวจสอบกับพยานหลักฐาน

จุดนี้สำคัญ เพราะจนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ข้อมูลที่ว่า พ.ต.อ.ธงชัย มีหนี้หรือรับเงิน 11 ล้านบาทตามที่ถูกกล่าวอ้าง ยังไม่มีข้อยุติจากพนักงานสอบสวน

ย้อนปี 2551 ตามหาจุดเริ่มต้นของเงิน 11 ล้าน

หากจะตรวจสอบที่มาของข้อกล่าวอ้าง เส้นเวลาต้องย้อนกลับไปถึง ปี 2551

นายชัยวัฒน์ แย้มนาค ส.อบจ.นนทบุรี และคนสนิทของ พ.ต.อ.ธงชัย ให้ข้อมูลว่า ในช่วงดังกล่าวมีการเลือกตั้งซ่อม สส.นนทบุรี แทนนายสมบัติ สิทธิกรวงศ์ ซึ่งเสียชีวิต

การเลือกตั้งครั้งนั้น พ.ต.อ.ธงชัย สนับสนุน นายณรงค์ จันทนดิษฐ ลงสมัคร ขณะที่นายฉลองก็ลงสมัครเช่นเดียวกัน และผลปรากฏว่านายณรงค์เป็นฝ่ายชนะ

ส่วนคำกล่าวอ้างที่ว่า นายฉลองเคย “หลีกทาง” ในการแข่งขันทางการเมืองนั้น นายชัยวัฒน์ระบุว่าไม่ทราบรายละเอียด

เช่นเดียวกับเรื่อง 11 ล้านบาท

นายชัยวัฒน์ยืนยันว่า ไม่ทราบว่าทั้งสองมีการตกลงเรื่องเงินจำนวนดังกล่าวกันไว้อย่างไรหรือมีข้อตกลงจริงหรือไม่ แต่ให้ความเห็นส่วนตัวว่า ในช่วงนั้นนายฉลองน่าจะมีค่าใช้จ่ายในการหาเสียงจำนวนมาก ก่อนจะมาขอความช่วยเหลือจาก พ.ต.อ.ธงชัย

จึงเกิดช่องว่างสำคัญระหว่าง “สิ่งที่ผู้ต้องหากล่าวอ้าง” กับ “สิ่งที่พยานบุคคลอื่นรับรู้”

และช่องว่างนี้คือพื้นที่ที่พนักงานสอบสวนต้องหาหลักฐานมาเติมเต็ม

ปมที่น่าสนใจ เงินถูกทวงเมื่อใด?

อีกหนึ่งรายละเอียดจากนายชัยวัฒน์ คือ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นนายฉลองทวงถามเงินจำนวน 11 ล้านบาทตามที่มีการกล่าวอ้างหลังเกิดเหตุ

จนกระทั่งไม่กี่เดือนก่อนวันที่ 10 สิงหาคม

นายชัยวัฒน์ระบุว่า นายฉลองเคยมาขอให้ช่วยพูดกับ พ.ต.อ.ธงชัย เกี่ยวกับปัญหาระหว่างกัน แต่เขาปฏิเสธ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ทั้งสองควรพูดคุยกันเอง

ข้อมูลส่วนนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าเงิน 11 ล้านบาทมีจริงหรือไม่มีจริง แต่ทำให้ตำรวจมีช่วงเวลาที่สามารถตรวจสอบต่อได้ว่า ในช่วงไม่กี่เดือนก่อนเกิดเหตุ มีการติดต่อระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไร

หากมีการโทรศัพท์ ส่งข้อความ นัดหมาย หรือมีบุคคลที่รับรู้การพูดคุย ข้อมูลเหล่านั้นอาจนำมาประกอบการตรวจสอบคำให้การได้

เมื่อคนหนึ่งพูดได้ แต่อีกคนไม่มีโอกาสตอบ

ความยากของคดีอยู่ตรงนี้

ฝ่ายหนึ่งสามารถเล่าที่มาของความขัดแย้งได้อย่างละเอียด แต่อีกฝ่ายเสียชีวิตแล้ว และไม่สามารถยืนยัน ปฏิเสธ หรืออธิบายเหตุการณ์จากมุมของตัวเอง

ครอบครัวของ พ.ต.อ.ธงชัย จึงเลือกไม่ตอบโต้รายละเอียดเรื่องเงิน

น.ส.พรรษพร ระบุว่า ข้อกล่าวอ้างเรื่อง 11 ล้านบาทควรเป็นหน้าที่ของตำรวจในการค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อประกอบสำนวน พร้อมทิ้งประโยคว่า

“ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว”

ในทางสอบสวน นั่นหมายความว่า น้ำหนักของคดีไม่สามารถวางอยู่บนคำพูดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว

หากต้องการพิสูจน์ว่าเงินจำนวนนี้มีอยู่จริง เส้นทางของเงินย่อมเป็นหนึ่งในประเด็นที่ต้องตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารทางการเงิน หลักฐานการรับ-จ่าย หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียง หรือพยานบุคคลที่รับรู้เหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้ ยังไม่มีรายงานว่าตำรวจพบหลักฐานการโอนเงินหรือเอกสารยืนยันเงิน 11 ล้านบาทแล้ว จึงไม่ควรสรุปล่วงหน้าว่าธุรกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

กล้องวงจรปิดจะตอบ “เกิดอะไรขึ้น” แต่ไม่ตอบทุกเรื่อง

หลักฐานอีกชุดที่ตำรวจมีคือภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณสำนักงาน อบจ.นนทบุรี

ภาพที่มีการเปิดเผยแสดงช่วงที่ พ.ต.อ.ธงชัย เดินออกจากสำนักงานเพื่อไปยังรถ โดยมีนายฉลองเดินตามออกมา ก่อนเกิดเหตุ

หลักฐานประเภทนี้มีความสำคัญต่อการเรียงลำดับเหตุการณ์ เช่น ใครอยู่บริเวณใด ใครเดินตามใคร และเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด

แต่มันอาจไม่ได้ตอบคำถามทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นภายในห้องทำงาน

นายฉลองกล่าวอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุมีการพูดคุยเรื่องเงิน เกิดการโต้เถียง และต่อมายังอ้างถึงท่าทีของคนขับรถของ พ.ต.อ.ธงชัย ว่าเป็นปัจจัยต่อการตัดสินใจก่อเหตุ

คำกล่าวอ้างเหล่านี้จึงต้องถูกตรวจสอบแยกเป็นประเด็น โดยเทียบกับภาพวงจรปิด พยานในพื้นที่ ผู้ได้รับบาดเจ็บ อาวุธ วิถีกระสุน และหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์

ผลชันสูตรต่อภาพเหตุการณ์อีกชิ้น

วันที่ 11 สิงหาคม พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า พ.ต.อ.ธงชัยเสียชีวิตจาก กระสุนปืนตัดเส้นเลือดแดงใหญ่บริเวณลำคอ ทำให้เสียเลือดจำนวนมาก

รายละเอียดว่ามีกระสุนฝังหรือทะลุร่างกี่นัด รวมถึงตำแหน่งบาดแผลทั้งหมด ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะอาจกระทบต่อสำนวนคดี และข้อมูลได้ถูกประสานให้พนักงานสอบสวนแล้ว

ผลทางนิติเวชจึงมีความสำคัญมากกว่าการระบุสาเหตุการเสียชีวิต เพราะเมื่อประกอบกับการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ปลอกกระสุน อาวุธปืน และภาพจากกล้องวงจรปิด จะช่วยให้ตำรวจตรวจสอบลำดับของเหตุการณ์กับคำให้การของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้

 

คดีเดินเข้าสู่ศาล “ฉลอง” ถูกแจ้ง 4 ข้อหา

วันที่ 11 สิงหาคม พนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ นำตัวนายฉลองไปขออำนาจศาลจังหวัดนนทบุรีฝากขังครั้งแรก ตามคำร้องหมายเลขดำ ฝ.823/2569

พนักงานสอบสวนแจ้ง 4 ข้อหา ประกอบด้วย ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา, พยายามฆ่าผู้อื่น, พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน

หลังการฝากขัง ผู้ต้องหายื่นขอปล่อยชั่วคราว แต่ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งไม่อนุญาต โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีที่ร้ายแรง อัตราโทษสูง ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้าน และมีเหตุเกรงว่าจะหลบหนีหรือก่อเหตุประการอื่น

จากนี้ กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจึงเดินต่อในระบบยุติธรรม ขณะที่ผู้ต้องหายังคงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

“11 ล้าน” ต้องพิสูจน์อะไรบ้าง?

หากแยกเรื่องทั้งหมดออกจากเหตุการณ์วันที่ 10 สิงหาคม ปมเงิน 11 ล้านบาทมีคำถามที่พนักงานสอบสวนต้องหาคำตอบจากหลักฐานอย่างน้อยหลายชั้น

เงินมีจริงหรือไม่ เงินมาจากไหน  ส่งมอบให้ใคร  ส่งมอบเมื่อใด มีวัตถุประสงค์อะไร  มีบุคคลใดรับรู้  และเหตุใดเรื่องที่ถูกโยงย้อนกลับไปถึงปี 2551 จึงกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในปี 2569

ระยะเวลาประมาณ 18 ปี ทำให้การตรวจสอบมีความซับซ้อนมากขึ้น เอกสารบางส่วนอาจต้องย้อนค้น ขณะที่ความทรงจำของพยานบุคคลต้องถูกตรวจสอบประกอบกับหลักฐานอื่น ไม่สามารถอาศัยคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว

อีกด้านหนึ่ง ตำรวจยังต้องแยกให้ชัดระหว่างสองเรื่อง คือ ข้อพิพาทเรื่องเงินที่ถูกกล่าวอ้าง กับ พฤติการณ์ในวันที่เกิดเหตุ

แม้ในอนาคตจะพิสูจน์ได้ว่าเคยมีธุรกรรมหรือข้อตกลงบางอย่างเกิดขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้รายละเอียดของเหตุการณ์วันที่ 10 สิงหาคมได้รับการพิสูจน์ไปพร้อมกัน ทุกประเด็นยังต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานของตัวเอง

จาก “คำกล่าวอ้าง” สู่ “ข้อเท็จจริง” ระยะทางที่ตำรวจต้องพิสูจน์

วันนี้ พ.ต.อ.ธงชัย ไม่สามารถให้คำตอบเกี่ยวกับเงิน 11 ล้านบาทได้อีกแล้ว

ฝ่ายผู้ต้องหามีคำอธิบายของตัวเอง ครอบครัวผู้เสียชีวิตขอให้ตำรวจเป็นผู้พิสูจน์ คนใกล้ชิดยืนยันว่าไม่ทราบรายละเอียดข้อตกลง ขณะที่ตำรวจยังไม่รับรองข้อกล่าวอ้างเรื่องเงินว่าเป็นข้อเท็จจริง

ดังนั้น ปมสำคัญของคดีจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครพูดอะไร” แต่อยู่ที่ว่า “มีอะไรพิสูจน์สิ่งที่พูดได้”

จากปี 2551 ถึงปี 2569 มีช่องว่างยาวประมาณ 18 ปีให้พนักงานสอบสวนย้อนกลับไปตรวจสอบ ตั้งแต่เส้นทางความสัมพันธ์ทางการเมือง การติดต่อก่อนเกิดเหตุ พยานบุคคล เอกสารทางการเงิน ไปจนถึงหลักฐานในวันที่เกิดเหตุ

ส่วนเหตุการณ์ช่วงสุดท้ายก่อน พ.ต.อ.ธงชัย เสียชีวิต จะต้องถูกประกอบขึ้นใหม่จากสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ ทั้งภาพกล้องวงจรปิด พยานในที่เกิดเหตุ อาวุธปืน ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ และผลชันสูตร

เพราะเมื่อคนตายพูดไม่ได้ หลักฐานต้องเป็นผู้พูดแทน

และก่อนที่หลักฐานทั้งหมดจะถูกตรวจสอบจนสิ้นกระบวนการ คำว่า “11 ล้านบาท” ยังคงเป็นข้อกล่าวอ้างที่ต้องพิสูจน์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่สามารถตัดสินล่วงหน้าได้

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

บรรณาธิการออนไลน์

แท็กบทความ

ธงชัยเย็นประเสริฐ
ฉลองเรี่ยวแรง
นายกอบจนนทบุรีนนทบุรีศาลจังหวัดนนทบุรี