กฎหมายควบคุมปืนไทย ช่องโหว่คืออะไร ? เมื่อไทยครองปืนที่ 1 อาเซียน

Share on Line Share on Facebook Share on X
กฎหมายควบคุมปืนไทย ช่องโหว่คืออะไร ? เมื่อไทยครองปืนที่ 1 อาเซียน

ปืนหาง่ายในไทยเกินไปหรือไม่ ? คนทั่วไปครอบครอง พกพาไปที่สาธารณะง่ายๆ เลยหรือเปล่า ? นี่คงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นหลังสถานที่อย่างโรงเรียน กลายเป็นสถานที่ไม่ปลอดภัย และอาวุธรุนแรงอย่างปืน ก็ดูจะตกไปถึงมือเยาวชนโดยง่าย จนส่งผลค่อความเชื่อมั่นในกฎหมายกำกับดูแลอาวุธปืนของไทย 

ปัจจุบัน ไทยมีกลไกทางกฎหมายและโครงสร้างใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน พ.ศ. 2490 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ที่อำนาจให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนกลางในการควบคุมอาวุธปืนทั่วประเทศ

โดยมีใบอนุญาตอย่าง ใบอนุญาตให้ซื้อ ป.3, ใบอนุญาตให้มีและใช้ ป.4 และใบอนุญาตพกพา ป.12 ที่ต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ซึ่งผู้ที่จะขอใบอนุญาตได้ ก็ต้องผ่านเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ  และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงนามสั่งระงับการออกใบอนุญาตพกพาชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี เพื่อจำกัดการไหลเวียนของอาวุธในพื้นที่สาธารณะด้วย 

ถึงอย่างนั้น แม้โครงสร้างกฎหมายจะวางเงื่อนไขไว้หลายชั้น แต่ปัญหาอยู่ที่อำนาจ "ดุลยพินิจ" โดยกฎหมายครองครอบปืนของไทย มักถูกวิจารณ์ว่า เน้นที่เอกสารรายได้มากกว่าการประเมินความเสี่ยงเชิงพฤติกรรมหรือสภาพจิตใจ ทั้งใบ ป.4 ก็ไม่มีวันหมดอายุ ขาดการตรวจสอบสถานะซ้ำ ไปถึงโครงการปืนสวัสดิการราชการ ที่ให้อนุญาตซื้อปืนในนามทรัพย์สินส่วนบุคคล แทนอุปกรณ์ของรัฐ ทำให้เมื่อถูกปลด หรือเกษียณ ยังถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ที่อาจทำให้สมาชิกในครอบครัว นำไปก่อเหตุได้ 

ทั้งปริมาณปืนเถื่อนในไทย ยังเพิ่มขึ้นในปริมาณสูง โดยข้อมูลการกวาดล้างทั่วประเทศในช่วง 25–31 มกราคม 2569 พบว่าจากการยึดอาวุธปืน 1,420 กระบอก มีอาวุธไม่มีทะเบียนถึง 1,245 กระบอก (คิดเป็นร้อยละ 87) สะท้อนว่าปืนนอกระบบมีสัดส่วนสูงเกือบเท่าปืนในระบบ และเข้าถึงได้ง่ายผ่านตลาดออนไลน์

สรุปข่าว

ประเทศไทย แม้การออกใบอนุญาตมีปืน และพกพาปืนจะต้องผ่านเงื่อนไขหลายข้อ แต่ก็มีการพูดถึงช่องโหว่ที่ทำให้การมีปืนของประชาชนไทยขาดการตรวจสอบ ไปถึงปัญหาปืนเถื่อนที่มีจำนวนมาก และหาซื้อได้ในออนไลน์

ปืนหาง่ายในไทยเกินไปหรือไม่ ? คนทั่วไปครอบครอง พกพาไปที่สาธารณะง่ายๆ เลยหรือเปล่า ? นี่คงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นหลังสถานที่อย่างโรงเรียน กลายเป็นสถานที่ไม่ปลอดภัย และอาวุธรุนแรงอย่างปืน ก็ดูจะตกไปถึงมือเยาวชนโดยง่าย จนส่งผลค่อความเชื่อมั่นในกฎหมายกำกับดูแลอาวุธปืนของไทย 

ปัจจุบัน ไทยมีกลไกทางกฎหมายและโครงสร้างใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน พ.ศ. 2490 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ที่อำนาจให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนกลางในการควบคุมอาวุธปืนทั่วประเทศ

โดยมีใบอนุญาตอย่าง ใบอนุญาตให้ซื้อ ป.3, ใบอนุญาตให้มีและใช้ ป.4 และใบอนุญาตพกพา ป.12 ที่ต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ซึ่งผู้ที่จะขอใบอนุญาตได้ ก็ต้องผ่านเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ  และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงนามสั่งระงับการออกใบอนุญาตพกพาชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี เพื่อจำกัดการไหลเวียนของอาวุธในพื้นที่สาธารณะด้วย 

ถึงอย่างนั้น แม้โครงสร้างกฎหมายจะวางเงื่อนไขไว้หลายชั้น แต่ปัญหาอยู่ที่อำนาจ "ดุลยพินิจ" โดยกฎหมายครองครอบปืนของไทย มักถูกวิจารณ์ว่า เน้นที่เอกสารรายได้มากกว่าการประเมินความเสี่ยงเชิงพฤติกรรมหรือสภาพจิตใจ ทั้งใบ ป.4 ก็ไม่มีวันหมดอายุ ขาดการตรวจสอบสถานะซ้ำ ไปถึงโครงการปืนสวัสดิการราชการ ที่ให้อนุญาตซื้อปืนในนามทรัพย์สินส่วนบุคคล แทนอุปกรณ์ของรัฐ ทำให้เมื่อถูกปลด หรือเกษียณ ยังถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ที่อาจทำให้สมาชิกในครอบครัว นำไปก่อเหตุได้ 

ทั้งปริมาณปืนเถื่อนในไทย ยังเพิ่มขึ้นในปริมาณสูง โดยข้อมูลการกวาดล้างทั่วประเทศในช่วง 25–31 มกราคม 2569 พบว่าจากการยึดอาวุธปืน 1,420 กระบอก มีอาวุธไม่มีทะเบียนถึง 1,245 กระบอก (คิดเป็นร้อยละ 87) สะท้อนว่าปืนนอกระบบมีสัดส่วนสูงเกือบเท่าปืนในระบบ และเข้าถึงได้ง่ายผ่านตลาดออนไลน์

จากเหตุโศกนาฎกรรมล่าสุดนี้ นายกฯ อนุทินเองก็ได้ให้สัมภาษณ์ พร้อมมองว่า ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายหรือออกกฎหมายที่เฉพาะเจาะจง ให้เร่งเสนอขึ้นมา และต้องมีการเข้มงวดในการจับกุมดำเนินคดีผู้ที่พกพาอาวุธปืน โดยอยู่ระหว่างการพูดคุยกับทั้ง มหาดไทย กลาโหม และตำรวจด้วย

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชนเอง ก็เคยออกมาเรียกร้องในประเด็นนี้ ตั้งแต่เหตุกราดยิงในรอบก่อนๆ พร้อมสถิติว่า แม้จำนวนปืนในระบบที่ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมายในประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านกระบอก แต่มีการคาดการณ์ว่าปืนนอกระบบที่ไม่ถูกกฎหมายยังมีอีกประมาณ 6 ล้านกระบอก จนทำให้สัดส่วนประชากรที่ครอบครองปืนในไทยอาจสูงถึง 10-20%

เช่นเดียวกับข้อมูลขององค์กร Small Arms Survey ระบุว่า ในปี 2018 พลเรือนสหรัฐฯ พลเรือนสหรัฐฯมีอัตราการครอบครองอาวุธปืนที่ 120.5 ต่อประชากร 100 คน ขณะที่ไทยเอง ก็ถูกระบุเช่นเดียวกันว่า ยมีการครอบครองอาวุธปืนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน หรือในพลเรือนไทยทุกๆ 100 คน จะมีปืนไว้ในครอบครอง 15 กระบอก

และหากพิจารณาข้อมูลเชิงสถิติเปรียบเทียบย้อนหลังจากการสำรวจของ World Population Review และ Small Arms Survey ยังพบอีกว่า ประเทศไทยมีอัตราผู้เสียชีวิตจากอาชญากรรมปืนสูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากเพียงอิรักและฟิลิปปินส์ โดยมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 3.91 คนต่อประชากร 1 แสนคน และมียอดผู้เสียชีวิตรวมในปี 2565 ถึง 2,804 คน

ที่มาข้อมูล : รัฐสภา, พรรคก้าวไกล, World Population Review, Small Arms Survey

ที่มารูปภาพ : Magnific

แท็กบทความ

ปืน
ปืนเถื่อน
กราดยิง
กฎหมายครอบครองปืน
อาชญากรรม