วิกฤตภูมิอากาศ "สองเด้ง" และบททดสอบครั้งใหญ่ของประเทศไทย
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าวสถานี TNN16 เดินทางพร้อมทีมงานไปที่รังสิตสัมภาษณ์ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ประธานกรรมการบริหารห้องปฎิบัติการ Future Tales MQDC อาจารย์ตั้งคำถามและสะท้อนภาพที่น่าสนใจว่าประเทศไทยกำลังเจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทางสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะเรื่อง วิกฤตสภาพอากาศสองเด้ง ซึ่งเป็นการซัดกระหน่ำทั้งความร้อนจัดและอุทกภัยรุนแรงภายในปีเดียวกัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงความทอนถอยทางธรรมชาติ แต่เป็นภัยคุกคามที่สั่นคลอนโครงสร้างเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
คลื่นความร้อนทุบสถิติและวิกฤตน้ำท่วมฉับพลัน
จากฐานอุณหภูมิเดิมที่เคยบันทึกไว้ที่ 44.6 องศาเซลเซียส ดร.เสรี คาดการณ์ว่าคลื่นความร้อนระลอกใหม่จะทุบทำลายสถิติเดิม และอาจพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมได้มากถึง 10 องศาเซลเซียส จนทะยานหลุดกรอบอากาศร้อนสูงสุดเดิมที่เคยบันทึกเอาไว้ กลุ่มเปราะบางไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ แรงงานกลางแจ้ง และภาคอุตสาหกรรม ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง ความร้อนที่รุนแรงนี้ยังเชื่อมโยงกับความผันผวนของปริมาณน้ำ โดยคาดการณ์ว่าปีหน้า ประเทศน่าเป็นห่วงเพราะเราต้องรับมืออากาศร้อนแล้งจัดในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนจะพลิกผันเข้าสู่ภาวะน้ำท่วมหนักในช่วงครึ่งปีหลัง ที่ต้องระวังอย่างมากคือความสามารถในการพยากรณ์ล่วงหน้าที่ทำได้เพียง 3 ถึง 5 วันเท่านั้น ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเตรียมรับมือกับฝนตกหนักระดับรอบ 100 ปีอย่างไม่ประมาท โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ในระยะนี้ และภาพรวมทั่วประเทศที่น่าเป็นห่วงในปีถัดไป
ในมิติของพายุหมุนเขตร้อน แม้ว่าจะมีโควต้าพายุเกิดขึ้นมาก แต่ปรากฏการณ์เอลนีโญยังคงกดดันให้พายุส่วนใหญ่สลายตัวก่อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย โดยคาดว่าจะมีโอกาสเคลื่อนเข้าไทยไม่เกิน 1 ถึง 2 ลูก ซึ่งในพื้นที่ที่พายุเคลื่อนผ่านย่อมเผชิญกับน้ำท่วมและความเสียหายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทว่าในภาพรวมระดับประเทศ ต้นทุนน้ำในเขื่อนกลับอยู่ในเกณฑ์น้อยเพียงประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ประกอบกับฝนที่ตกลงมามักกระจุกตัวอยู่บริเวณใต้เขื่อน ทำให้ประชาชนบางส่วนต้องกักเก็บน้ำเหนือเขื่อน ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำมีน้อยมาก และเพิ่มความกังวลต่อสถานการณ์ภัยแล้งในปีหน้าอย่างรุนแรง

สรุปข่าว
วิกฤตภูมิอากาศ "สองเด้ง" และบททดสอบครั้งใหญ่ของประเทศไทย
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าวสถานี TNN16 เดินทางพร้อมทีมงานไปที่รังสิตสัมภาษณ์ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ประธานกรรมการบริหารห้องปฎิบัติการ Future Tales MQDC อาจารย์ตั้งคำถามและสะท้อนภาพที่น่าสนใจว่าประเทศไทยกำลังเจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทางสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะเรื่อง วิกฤตสภาพอากาศสองเด้ง ซึ่งเป็นการซัดกระหน่ำทั้งความร้อนจัดและอุทกภัยรุนแรงภายในปีเดียวกัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงความทอนถอยทางธรรมชาติ แต่เป็นภัยคุกคามที่สั่นคลอนโครงสร้างเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
คลื่นความร้อนทุบสถิติและวิกฤตน้ำท่วมฉับพลัน
จากฐานอุณหภูมิเดิมที่เคยบันทึกไว้ที่ 44.6 องศาเซลเซียส ดร.เสรี คาดการณ์ว่าคลื่นความร้อนระลอกใหม่จะทุบทำลายสถิติเดิม และอาจพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมได้มากถึง 10 องศาเซลเซียส จนทะยานหลุดกรอบอากาศร้อนสูงสุดเดิมที่เคยบันทึกเอาไว้ กลุ่มเปราะบางไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ แรงงานกลางแจ้ง และภาคอุตสาหกรรม ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง ความร้อนที่รุนแรงนี้ยังเชื่อมโยงกับความผันผวนของปริมาณน้ำ โดยคาดการณ์ว่าปีหน้า ประเทศน่าเป็นห่วงเพราะเราต้องรับมืออากาศร้อนแล้งจัดในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนจะพลิกผันเข้าสู่ภาวะน้ำท่วมหนักในช่วงครึ่งปีหลัง ที่ต้องระวังอย่างมากคือความสามารถในการพยากรณ์ล่วงหน้าที่ทำได้เพียง 3 ถึง 5 วันเท่านั้น ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเตรียมรับมือกับฝนตกหนักระดับรอบ 100 ปีอย่างไม่ประมาท โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ในระยะนี้ และภาพรวมทั่วประเทศที่น่าเป็นห่วงในปีถัดไป
ในมิติของพายุหมุนเขตร้อน แม้ว่าจะมีโควต้าพายุเกิดขึ้นมาก แต่ปรากฏการณ์เอลนีโญยังคงกดดันให้พายุส่วนใหญ่สลายตัวก่อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย โดยคาดว่าจะมีโอกาสเคลื่อนเข้าไทยไม่เกิน 1 ถึง 2 ลูก ซึ่งในพื้นที่ที่พายุเคลื่อนผ่านย่อมเผชิญกับน้ำท่วมและความเสียหายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทว่าในภาพรวมระดับประเทศ ต้นทุนน้ำในเขื่อนกลับอยู่ในเกณฑ์น้อยเพียงประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ประกอบกับฝนที่ตกลงมามักกระจุกตัวอยู่บริเวณใต้เขื่อน ทำให้ประชาชนบางส่วนต้องกักเก็บน้ำเหนือเขื่อน ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำมีน้อยมาก และเพิ่มความกังวลต่อสถานการณ์ภัยแล้งในปีหน้าอย่างรุนแรง

ผลกระทบลูกโซ่ต่อภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจมหภาค
ภาคการเกษตรคือด่านแรกที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ผลผลิตทางการเกษตรสำคัญ เช่น มันสำปะหลังและทุเรียน เผชิญความเสี่ยงสูงจากภาวะอากาศร้อนจัดและปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ขาดแคลนระบบน้ำสนับสนุน ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2558 ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยประเมินว่าปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญเพียงอย่างเดียวสร้างความเสียหายแก่ภาคเกษตรสูงถึง 80,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อผสานเข้ากับวิกฤตโลกเดือดและสภาพอากาศสองเด้งในปัจจุบัน ความเสียหายย่อมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างเทียบไม่ได้ ความเสี่ยงนี้ไม่ได้จำกัดแค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายวงกว้างไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชีย ทั้งอินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งผลผลิตข้าวหลายล้านตันกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง หากประเทศสามารถวางแผนบริหารจัดการที่ดี วิกฤตครั้งนี้อาจพลิกผันเป็นโอกาส แต่หากไร้ซึ่งการเตรียมพร้อม ความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับประเทศจะตามมาอย่างมหาศาล
ทางออกและการยกระดับการรับมือของภาครัฐและเอกชน
ในขณะที่ภาคเอกชนขนาดใหญ่ก้าวไปข้างหน้าด้วยการปรับตัวเชิงรุก ทั้งการตระหนักรู้ถึงต้นทุนน้ำ พลังงานสะอาด ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ และการลงทุนในห้องควบคุมสภาพแวดล้อมเพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร แต่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม หรือ SME และภาคประชาชน กลับยังขาดแคลนเงินทุนและเครื่องมือในการเข้าถึงการปรับตัวเหล่านี้ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในการขับเคลื่อนนโยบายช่วยเหลือ ให้ข้อมูลเชิงลึก และสนับสนุนมาตรการทางการเงิน เพื่อประคับประคองผู้ประกอบการรายย่อยให้รอดพ้นจากวิกฤต
เมื่อพิจารณาว่าปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย และมีความเป็นไปได้สูงที่เดือนพฤศจิกายนนี้ฝนจะหมดเร็วจนไม่มีน้ำก้อนใหม่เติมเข้ามาในระบบ สถานการณ์น้ำในปีหน้าจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐในการสนับสนุน SME และการแจ้งเตือนชาวไร่ชาวนาอย่างแม่นยำ จึงเป็นกุญแจสำคัญดอกเดียวที่จะช่วยลดทอนความเสียหาย และประคับประคองโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้ก้าวผ่านวิกฤตโลกเดือดครั้งนี้ไปได้

ผมฟังอาจารย์อย่างตั้งใจ และรู้สึกอย่างชัดเจนเลยว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินจริงหรือเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 30–50 ปีข้างหน้า แต่ "มันกำลังเกิดขึ้นและอยู่ตรงหน้าเราแล้ว" การที่ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศออกมาเตือนเสียงดังขนาดนี้ สะท้อนว่าเราเหลือเวลาสำหรับการเตรียมตัวน้อยมาก หากประเทศเรา (ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน) ไม่เปลี่ยนผ่านจากการ "ตั้งรับแล้วรอความช่วยเหลือ" มาเป็นการ "วางแผนเชิงรุกและสร้างภูมิคุ้มกัน" ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับบททดสอบทางเศรษฐกิจและสังคมที่หนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

- ฝนถล่ม “อินเดีย” ไม่พัก! น้ำท่วม-ดินถล่มคร่า 19 ชีวิต สั่งระงับพิธีแสวงบุญครั้งใหญ่
- “สะพานโป๊ะติดเครื่องยนต์” เทคโนโลยีกู้ภัยน้ำท่วม “จีน” อพยพผู้ประสบภัยนับพันคน
- แนะวิธีเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่ออยู่ในพื้นที่ได้รับแจ้งเตือนน้ำท่วม
- กรุงเทพฯ กำลังจม? จาก 3 วิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
- เปิดเวทีสัมมนา"น้ำทะเลท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล . . . สู้หรือย้ายเมือง?"
