โลกเดือด...สงคราม สหรัฐฯ-อิหร่าน เขย่า 3 เส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจโลก
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 เดินทางไปที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สัมภาษณ์พิเศษ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เรื่อง สงครามตะวันออกกลาง ที่สร้างความไม่แน่นอน สถานการณ์แปรเปลี่ยนแบบรายวัน แน่นอนว่ากระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจารย์สมภพสะท้อนว่าความขัดแย้งนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาทวีความรุนแรง และยืดเยื้อ ที่น่ากังวลคือกำลังกลายเป็น "พายุหมุน" ที่ส่งแรงกระแทกเชิงลึกต่อระบบเศรษฐกิจจริงทั่วโลก โดยเฉพาะใน 3 ภาคส่วนสำคัญที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่
- Financial Flow (การไหลเวียนของทุน): เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย สินค้าโภคภัณฑ์อย่าง "ทองคำ" ถูกดึงเข้าไปยึดโยงกับทิศทางราคาพลังงานและตลาดซื้อขายล่วงหน้าอย่างแนบแน่น อาจสามารถพูดได้ว่า "เมื่อทุนนอกไหลกลับ ทรัพย์สินสะดุด ดอกเบี้ยค้างสูง" ความน่ากลัวในมิตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในกระดานหุ้นที่กลายเป็นสีแดง แต่ส่งผลต่อโครงสร้างการเงินทั้งระบบ นักลงทุนต่างชาติจะตื่นตระหนกและถอนเงินออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างไทยกลับสู่ประเทศบ้านเกิด (เช่น สหรัฐฯ) เพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินพุ่งสูง เมื่อเงินบาทอ่อนค่าและเงินเฟ้อจากภายนอกรุมเร้า ธนาคารกลางจะไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ หรืออาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ซึ่งหมายความว่า "คนเป็นหนี้" เช่น คนที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และผู้ประกอบการที่ต้องกู้เงินมาหมุนเวียน จะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงลิ่วต่อไป
- Supply Chain & Logistics (ห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์): เส้นทางการเดินเรือขนส่งสินค้าสำคัญของโลกเผชิญภาวะสะดุดตัว ดันต้นทุนค่าระวางเรือพุ่งสูง เมื่อเส้นทางการเดินเรือสำคัญถูกบล็อก หรือต้องเดินเรืออ้อม เส้นทางที่ไกลขึ้นหมายถึงเวลาและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ โลกอาจเดินหน้าเข้าสู่ภาวะของขาดตลาด หากมองในมุมของประเทศไทย เรื่องนี้สำคัญมากเพราะหากว่าผู้ส่งออกไทยส่งสินค้าออกไปขายไม่ได้ตามเวลา เสียค่าปรับ และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
- Energy Chain (ห่วงโซ่พลังงาน): ราคาพลังงานโลกสวิงตัวอย่างรุนแรง อาจเป็นตัวเร้าให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อเร็วแบบไฟลามทุ่ง เพราะพลังงานคือต้นทุนขั้นแรกที่สำคัญมาก
เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก แต่หากมองลึกลงไป สำหรับประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา หากความขัดแย้งยังอยู่ในวงจำกัด สหรัฐฯ อาจได้รับประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์บางประการ แต่หากความรุนแรงล้นทะลักจนกระทั่งราคาพลังงานโลกพุ่งสูงเกินรับไหวและตลาดหุ้นพังทลาย สหรัฐฯ เองก็จำเป็นต้องส่งสัญญาณชะลอความรุนแรงลงมาเช่นกัน

สรุปข่าว
โลกเดือด...สงคราม สหรัฐฯ-อิหร่าน เขย่า 3 เส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจโลก
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 เดินทางไปที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สัมภาษณ์พิเศษ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เรื่อง สงครามตะวันออกกลาง ที่สร้างความไม่แน่นอน สถานการณ์แปรเปลี่ยนแบบรายวัน แน่นอนว่ากระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจารย์สมภพสะท้อนว่าความขัดแย้งนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาทวีความรุนแรง และยืดเยื้อ ที่น่ากังวลคือกำลังกลายเป็น "พายุหมุน" ที่ส่งแรงกระแทกเชิงลึกต่อระบบเศรษฐกิจจริงทั่วโลก โดยเฉพาะใน 3 ภาคส่วนสำคัญที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่
- Financial Flow (การไหลเวียนของทุน): เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย สินค้าโภคภัณฑ์อย่าง "ทองคำ" ถูกดึงเข้าไปยึดโยงกับทิศทางราคาพลังงานและตลาดซื้อขายล่วงหน้าอย่างแนบแน่น อาจสามารถพูดได้ว่า "เมื่อทุนนอกไหลกลับ ทรัพย์สินสะดุด ดอกเบี้ยค้างสูง" ความน่ากลัวในมิตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในกระดานหุ้นที่กลายเป็นสีแดง แต่ส่งผลต่อโครงสร้างการเงินทั้งระบบ นักลงทุนต่างชาติจะตื่นตระหนกและถอนเงินออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างไทยกลับสู่ประเทศบ้านเกิด (เช่น สหรัฐฯ) เพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินพุ่งสูง เมื่อเงินบาทอ่อนค่าและเงินเฟ้อจากภายนอกรุมเร้า ธนาคารกลางจะไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ หรืออาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ซึ่งหมายความว่า "คนเป็นหนี้" เช่น คนที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และผู้ประกอบการที่ต้องกู้เงินมาหมุนเวียน จะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงลิ่วต่อไป
- Supply Chain & Logistics (ห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์): เส้นทางการเดินเรือขนส่งสินค้าสำคัญของโลกเผชิญภาวะสะดุดตัว ดันต้นทุนค่าระวางเรือพุ่งสูง เมื่อเส้นทางการเดินเรือสำคัญถูกบล็อก หรือต้องเดินเรืออ้อม เส้นทางที่ไกลขึ้นหมายถึงเวลาและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ โลกอาจเดินหน้าเข้าสู่ภาวะของขาดตลาด หากมองในมุมของประเทศไทย เรื่องนี้สำคัญมากเพราะหากว่าผู้ส่งออกไทยส่งสินค้าออกไปขายไม่ได้ตามเวลา เสียค่าปรับ และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
- Energy Chain (ห่วงโซ่พลังงาน): ราคาพลังงานโลกสวิงตัวอย่างรุนแรง อาจเป็นตัวเร้าให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อเร็วแบบไฟลามทุ่ง เพราะพลังงานคือต้นทุนขั้นแรกที่สำคัญมาก
เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก แต่หากมองลึกลงไป สำหรับประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา หากความขัดแย้งยังอยู่ในวงจำกัด สหรัฐฯ อาจได้รับประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์บางประการ แต่หากความรุนแรงล้นทะลักจนกระทั่งราคาพลังงานโลกพุ่งสูงเกินรับไหวและตลาดหุ้นพังทลาย สหรัฐฯ เองก็จำเป็นต้องส่งสัญญาณชะลอความรุนแรงลงมาเช่นกัน

อนาคต "ทองคำ-พลังงานไทย" วิ่งต่อจนสุดทาง หรือ พักฐานรอจังหวะ?
อาจารย์สมภพอธิบายต่อไปว่าท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น สองสินทรัพย์ที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุดคือ "น้ำมัน" และ "ทองคำ" ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความผันผวนครั้งใหญ่
สมการพลังงานไทย: ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ จำเป็นต้องใช้เกณฑ์ "ลอยตัว" เพื่อปรับราคาให้สะท้อนความเป็นจริงตามกลไกตลาดโลก โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือ รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการกลไกน้ำมันมาช่วยเหลือสังคมอย่างไร และควรเลือกพยุงกลุ่มทุนหรือกลุ่มเปราะบางมากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสั่นคลอน
อนาคตทองคำไทย: สำหรับคำถามที่ว่า "ทองไทยจะไปต่อหรือพอแค่นี้?" ในระยะสั้น โอกาสที่จะเห็นราคาพุ่งทะยานไปถึงหลักแสนบาทต่อบาททองคำยังคงเป็นเรื่องยากเนื่องจากราคาเริ่มเข้าสู่ช่วงทรงตัว สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือพฤติกรรมของธนาคารกลาง (Central Banks) ของหลายๆ ประเทศ หากเผชิญภาวะวิกฤตจนต้องเทขายทองคำเพื่อดึงสภาพคล่องกลับประเทศ ราคาทองคำอาจมีการย่อตัวลงมาในระยะสั้น ทว่าในมิติระยะยาว ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มขาขึ้น (ขึ้นมากกว่าลง) เพื่อเก็งกำไร
พิมพ์เขียว "ติดอาวุธ 3 ประการ" พลิกเกมไทย สู่เซฟโซนแห่งเอเชีย
แม้ระบบโลจิสติกส์โลกจะสะดุด แต่ความไม่แน่นอนนี้กลับมี "ด้านดี" ซ่อนอยู่ ข้อมูลสถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (BOI) ที่ดีดตัวสูงขึ้น รวมถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นสิ่งยืนยันว่า ในสายตาของทุนข้ามชาติ ประเทศไทยคือ “แม่เหล็ก” ชิ้นใหม่ที่มีความครบเครื่องและปลอดภัย (Safe Zone)
อย่างไรก็ดี การจะเป็นผู้ชนะในสมรภูมินี้ ประเทศไทยทั้งภาคส่วนรัฐบาลและผู้ประกอบการจำเป็นต้อง "ติดอาวุธ 3 ประการ" คือ:
- Flexibility (ความยืดหยุ่น): พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การขนส่ง และการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานอย่างเท่าทันสถานการณ์
- Adaptability (ความสามารถในการปรับตัว): เร่งค้นหาความเชี่ยวชาญในตัวเอง นำนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาภาคบริการและภาคการผลิตให้แข็งแกร่ง
- Foreseeability (ความสามารถในการคาดการณ์ล่วงหน้า): มองภาพฉากทัศน์อนาคตให้ออกเพื่อเตรียมแผนรับมือล่วงหน้า ไม่ใช่เพียงแค่ตั้งรับเมื่อวิกฤตมาถึง
ควบคู่ไปกับ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ผันผวน หากไทยใช้จังหวะเวลาที่โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่นี้ผลักดันตัวเองออกไปข้างหน้า เราจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความเปราะบางของโลกยุคปัจจุบัน
จากการพูดคุยกับอาจารย์สมภพ ผมมีความคิดว่า พายุหมุนภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง "สหรัฐฯ-อิหร่าน" ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่สมรภูมิทางทหารที่ไกลตัว แต่เป็นแรงเหวี่ยงที่ส่งตรงถึงโครงสร้างเศรษฐกิจปากท้องของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในมิติตลาดทุน ห่วงโซ่อุปทาน และราคาพลังงาน

- สหรัฐฯ จะถอนทหารออกจากอิรักทั้งหมด ภายใน 30 กันยายน
- ทรัมป์ขู่ถล่ม "ภูเขา Pickaxe" ทำไมภูเขาลูกนี้เป็นเป้าหมายใหม่ของสหรัฐฯ?
- ถอดรหัส! ปมในใจคนรุ่นใหม่ "รู้สึกดีไม่พอ" กับพฤติกรรมการใช้เงินที่ไม่เหมือนเดิม
- ต่ออายุใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว "ลาว-เมียนมา-เวียดนาม" 7.7 แสนคน ช่วยภาคเศรษฐกิจ
- สหรัฐฯ สั่งห้ามชาวอเมริกันในคองโก กลับเข้าประเทศ หวั่นพาเชื้ออีโบลาเข้าประเทศ
