ตำรวจเปิดปฏิบัติการสกัดขบวนการลอบส่งออกน้ำมัน พบลักลอบส่งเมียนมากว่า 36.5 ล้านลิตร

Share on Line Share on Facebook Share on X
ตำรวจเปิดปฏิบัติการสกัดขบวนการลอบส่งออกน้ำมัน พบลักลอบส่งเมียนมากว่า 36.5 ล้านลิตร


ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) เดินหน้าปราบปรามการลักลอบส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมาย หลังการสืบสวนพบขบวนการขนาดใหญ่ใช้วิธีสำแดงเอกสารว่าส่งออกไปยังประเทศลาว แต่ปลายทางที่แท้จริงคือประเทศเมียนมา ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงของภาครัฐ โดยเบื้องต้นพบการลักลอบขนส่งน้ำมันรวมกว่า 36.5 ล้านลิตร ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีกว่า 226 ล้านบาท

วันนี้ (13 กรกฎาคม 2569) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และนายชวลิต พุฒพิสุทธิ์ นายด่านศุลกากรเชียงแสน ลงพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจสอบเครือข่ายที่มีพฤติการณ์ลักลอบส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปนอกราชอาณาจักร

การดำเนินการครั้งนี้สืบเนื่องจากมาตรการของภาครัฐที่กำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมในพื้นที่ควบคุม ตามประกาศกระทรวงกลาโหมและมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเมียนมา ซึ่งอาจถูกนำไปสนับสนุนเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่าขบวนการดังกล่าวใช้วิธีสำแดงเอกสารการส่งออกว่าเป็นการขนส่งไปยังประเทศลาว แต่จากการตรวจสอบเส้นทางและข้อมูลเชิงลึก พบว่าปลายทางของการขนส่งเป็นประเทศเมียนมา



สรุปข่าว

ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพบขบวนการลักลอบส่งออกน้ำมันไปเมียนมา โดยสำแดงเอกสารว่าไปประเทศลาว พบการลักลอบขนส่งรวมกว่า 36.5 ล้านลิตร ความเสียหายด้านภาษีกว่า 226 ล้านบาท พร้อมเร่งขยายผลดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง


ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) เดินหน้าปราบปรามการลักลอบส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมาย หลังการสืบสวนพบขบวนการขนาดใหญ่ใช้วิธีสำแดงเอกสารว่าส่งออกไปยังประเทศลาว แต่ปลายทางที่แท้จริงคือประเทศเมียนมา ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงของภาครัฐ โดยเบื้องต้นพบการลักลอบขนส่งน้ำมันรวมกว่า 36.5 ล้านลิตร ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีกว่า 226 ล้านบาท

วันนี้ (13 กรกฎาคม 2569) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และนายชวลิต พุฒพิสุทธิ์ นายด่านศุลกากรเชียงแสน ลงพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจสอบเครือข่ายที่มีพฤติการณ์ลักลอบส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปนอกราชอาณาจักร

การดำเนินการครั้งนี้สืบเนื่องจากมาตรการของภาครัฐที่กำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมในพื้นที่ควบคุม ตามประกาศกระทรวงกลาโหมและมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเมียนมา ซึ่งอาจถูกนำไปสนับสนุนเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่าขบวนการดังกล่าวใช้วิธีสำแดงเอกสารการส่งออกว่าเป็นการขนส่งไปยังประเทศลาว แต่จากการตรวจสอบเส้นทางและข้อมูลเชิงลึก พบว่าปลายทางของการขนส่งเป็นประเทศเมียนมา



พล.ต.อ.ธัชชัย เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันระหว่างประเทศจำนวน 1 ลำ และพบว่ามีการลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบ 400,000 ลิตร ไปยังประเทศเมียนมา โดยไม่ได้ส่งไปยังประเทศลาวตามที่สำแดงไว้ในเอกสาร พร้อมเชื่อว่ายังมีเรืออีกหลายลำที่ใช้วิธีการในลักษณะเดียวกัน

ผลการสืบสวนในภาพรวมพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีการลักลอบส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงรวมมากกว่า 36.5 ล้านลิตร ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณ 226 ล้านบาท

ขณะนี้ ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง อยู่ระหว่างขยายผลเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวนหาผู้ร่วมขบวนการ ผู้สนับสนุน และผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ

การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกสินค้าควบคุม และสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการสกัดกั้นการสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติบริเวณพื้นที่ชายแดน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์