
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดเริ่มต้นจากวิกฤตพลังงานโลก
วิกฤตราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงตัดสินใจใช้กลไกพิเศษตามรัฐธรรมนูญ ด้วยการออก พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569
สาระสำคัญคือ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับผลกระทบด้านพลังงานและวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศในระยะต่อไป
วงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แบ่งใช้ 2 ด้าน
รัฐบาลกำหนดการใช้เงินกู้เป็น 2 ส่วนหลัก วงเงินเท่ากัน
1. วงเงิน 200,000 ล้านบาท
ใช้บรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งประกอบด้วยมาตรการเงินสมทบในสัดส่วน 60:40 และการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน
2. วงเงิน 200,000 ล้านบาท
ใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานสะอาด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงนวัตกรรมสีเขียวและระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
สรุปข่าว
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดเริ่มต้นจากวิกฤตพลังงานโลก
วิกฤตราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงตัดสินใจใช้กลไกพิเศษตามรัฐธรรมนูญ ด้วยการออก พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569
สาระสำคัญคือ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับผลกระทบด้านพลังงานและวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศในระยะต่อไป
วงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แบ่งใช้ 2 ด้าน
รัฐบาลกำหนดการใช้เงินกู้เป็น 2 ส่วนหลัก วงเงินเท่ากัน
1. วงเงิน 200,000 ล้านบาท
ใช้บรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งประกอบด้วยมาตรการเงินสมทบในสัดส่วน 60:40 และการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน
2. วงเงิน 200,000 ล้านบาท
ใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานสะอาด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงนวัตกรรมสีเขียวและระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
ผู้เกี่ยวข้องหลักในคดี
ฝ่ายรัฐบาล
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
- นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้กำกับดูแลการดำเนินโครงการ
- นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ฝ่ายค้าน
- นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำการรวบรวมรายชื่อ สส. 135 คน ยื่นคำร้อง
- นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ร่วมยื่นคำร้อง
- น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้ติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ฝ่ายรัฐสภา
- นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ฝ่ายตุลาการ
- ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน เป็นผู้พิจารณาและวินิจฉัยคดี
ไทม์ไลน์คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
พฤษภาคม 2569
5 พฤษภาคม
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดกู้เงิน
9 พฤษภาคม
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับทันที
10 พฤษภาคม
ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
14 พฤษภาคม
ระหว่างการประชุมสภา นายณัฐพงษ์ พร้อม สส. 135 คน ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ ทำให้การพิจารณาในสภาถูกระงับ
18 พฤษภาคม
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง พร้อมให้คณะรัฐมนตรีส่งคำชี้แจงภายใน 7 วัน
มิถุนายน 2569
4 มิถุนายน
ศาลรัฐธรรมนูญประชุมเต็มองค์คณะครั้งแรก และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งความเห็นเพิ่มเติม
กลางเดือนกรกฎาคม
คณะรัฐมนตรีส่งคำชี้แจงต่อศาลใน 4 ประเด็น โดยยืนยันว่าประเทศเผชิญผลกระทบด้านพลังงานและค่าครองชีพต่อเนื่องหลายระลอก
24 มิถุนายน
ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอ และกำหนดวันวินิจฉัยเป็น 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น.
ปมกฎหมายสำคัญ อยู่ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 172
หัวใจของคดีอยู่ที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งกำหนดว่า คณะรัฐมนตรีสามารถออกพระราชกำหนดได้เฉพาะกรณีที่มี
- ความจำเป็นเร่งด่วน
- ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
- เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ
- ความปลอดภัยสาธารณะ
- ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
- หรือการป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ
ดังนั้น ศาลต้องพิจารณาว่า การกู้เงินครั้งนี้เข้าเงื่อนไขดังกล่าวหรือไม่
เหตุผลของฝ่ายค้าน
ฝ่ายค้านเห็นว่า วงเงิน 200,000 ล้านบาท ที่ใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เป็นนโยบายระยะยาว ไม่ใช่มาตรการฉุกเฉินตามเจตนารมณ์ของมาตรา 172
ประเด็นที่หยิบยกขึ้นมา ได้แก่
- ประเทศไทยยังผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณ 69%
- สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชนยังมีผลบังคับใช้ในระยะยาว
- โครงการด้าน EV โซลาร์รูฟท็อป และสมาร์ทกริด ต้องใช้เวลาดำเนินการหลายปี จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องใช้พระราชกำหนด
เหตุผลของรัฐบาล
รัฐบาลชี้แจงว่า วิกฤตพลังงานส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม
หากรอการจัดทำงบประมาณตามขั้นตอนปกติ จะใช้เวลานานและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ จึงเห็นว่าการใช้พระราชกำหนดเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งกระบวนการประกาศใช้กฎหมายก็ได้ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอน
เงื่อนไขพิเศษ ต้องใช้เสียงอย่างน้อย 6 จาก 9 คน
คดีนี้มีข้อกำหนดเฉพาะตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคท้าย
หากศาลจะวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดขัดรัฐธรรมนูญ ต้องได้รับเสียงเห็นชอบ ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของตุลาการทั้งหมด
หมายความว่า
- ต้องมีเสียงอย่างน้อย 6 ต่อ 3 จึงจะวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ
- หากผลออกมา 5 ต่อ 4 หรือคะแนนต่ำกว่า 6 เสียง จะถือว่า พระราชกำหนดไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ"
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
ในส่วนของมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งกำหนดให้ใช้เงินกู้เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ส่วนมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) ที่กำหนดให้ใช้เงินกู้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท ศาลมีมติโดย เสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ตุลาการเสียงข้างมาก 7 คน ได้แก่
- นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์
- นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
- นายวีรพงษ์ แสงเทียน
- นายมงคล เทพพิทักษ์
- นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์
- นายสมบูรณ์ รอยกุลเจริญ
- นายสราวุธ ทรงศิวิไล
ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คน ได้แก่
- นายจิรนิติ หะวานนท์
- นายอุดม รัฐอมฤต
ตุลาการเสียงข้างน้อยเห็นว่า การกำหนดให้ใช้เงินกู้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการพัฒนานวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท ไม่เข้าเงื่อนไขของการออกพระราชกำหนดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่ง เนื่องจากเป็นมาตรการที่มีลักษณะเป็นแผนงานระยะยาว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 173 กำหนดว่า การวินิจฉัยให้พระราชกำหนดขัดรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของตุลาการทั้งหมด หรืออย่างน้อย 6 จาก 9 เสียง แต่ผลการลงมติของศาลไม่ได้มีเสียงถึงเกณฑ์ดังกล่าว จึงมีผลให้ พระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท มีผลใช้บังคับตามรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการและโครงการตามพระราชกำหนดต่อไปได้
- นายกฯ พร้อมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีพ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน
- กทม.-นครศรีธรรมราช นำโด่งใช้สิทธิ์ "ไทยช่วยไทย พลัส"
- จับตา 9 ก.ค. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
- "ไทยช่วยไทยพลัส”ใช้วงเงินไม่ครบกว่า 13 ล้านราย เงินคืนรัฐกว่า 1,200 ล้าน
- ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่รับคำร้องปม "บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง"
บรรณาธิการออนไลน์
