พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดเริ่มต้นคดีใหญ่สู่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

Share on Line Share on Facebook Share on X
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดเริ่มต้นคดีใหญ่สู่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดเริ่มต้นจากวิกฤตพลังงานโลก

วิกฤตราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงตัดสินใจใช้กลไกพิเศษตามรัฐธรรมนูญ ด้วยการออก พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569

สาระสำคัญคือ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับผลกระทบด้านพลังงานและวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศในระยะต่อไป


วงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แบ่งใช้ 2 ด้าน

รัฐบาลกำหนดการใช้เงินกู้เป็น 2 ส่วนหลัก วงเงินเท่ากัน

1. วงเงิน 200,000 ล้านบาท

ใช้บรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งประกอบด้วยมาตรการเงินสมทบในสัดส่วน 60:40 และการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน

2. วงเงิน 200,000 ล้านบาท

ใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานสะอาด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงนวัตกรรมสีเขียวและระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

สรุปข่าว

พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ถูกออกเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและช่วยเหลือค่าครองชีพ ก่อนถูกฝ่ายค้านยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปมสำคัญอยู่ที่มาตรา 172 เรื่องความจำเป็นเร่งด่วน โดยผลคำวินิจฉัยจะกำหนดทิศทางการดำเนินโครงการและสถานะทางกฎหมายของวงเงินกู้ทั้งระบบ

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดเริ่มต้นจากวิกฤตพลังงานโลก

วิกฤตราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงตัดสินใจใช้กลไกพิเศษตามรัฐธรรมนูญ ด้วยการออก พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569

สาระสำคัญคือ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับผลกระทบด้านพลังงานและวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศในระยะต่อไป


วงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แบ่งใช้ 2 ด้าน

รัฐบาลกำหนดการใช้เงินกู้เป็น 2 ส่วนหลัก วงเงินเท่ากัน

1. วงเงิน 200,000 ล้านบาท

ใช้บรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งประกอบด้วยมาตรการเงินสมทบในสัดส่วน 60:40 และการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน

2. วงเงิน 200,000 ล้านบาท

ใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานสะอาด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงนวัตกรรมสีเขียวและระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

ผู้เกี่ยวข้องหลักในคดี

ฝ่ายรัฐบาล

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้กำกับดูแลการดำเนินโครงการ
  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายค้าน

  • นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำการรวบรวมรายชื่อ สส. 135 คน ยื่นคำร้อง
  • นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ร่วมยื่นคำร้อง
  • น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้ติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ฝ่ายรัฐสภา

  • นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายตุลาการ

  • ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน เป็นผู้พิจารณาและวินิจฉัยคดี

ไทม์ไลน์คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

พฤษภาคม 2569

5 พฤษภาคม

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดกู้เงิน

9 พฤษภาคม

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับทันที

10 พฤษภาคม

ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

14 พฤษภาคม

ระหว่างการประชุมสภา นายณัฐพงษ์ พร้อม สส. 135 คน ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ ทำให้การพิจารณาในสภาถูกระงับ

18 พฤษภาคม

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง พร้อมให้คณะรัฐมนตรีส่งคำชี้แจงภายใน 7 วัน

มิถุนายน 2569

4 มิถุนายน

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมเต็มองค์คณะครั้งแรก และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งความเห็นเพิ่มเติม

กลางเดือนกรกฎาคม

คณะรัฐมนตรีส่งคำชี้แจงต่อศาลใน 4 ประเด็น โดยยืนยันว่าประเทศเผชิญผลกระทบด้านพลังงานและค่าครองชีพต่อเนื่องหลายระลอก

24 มิถุนายน

ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอ และกำหนดวันวินิจฉัยเป็น 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น.


ปมกฎหมายสำคัญ อยู่ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 172

หัวใจของคดีอยู่ที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งกำหนดว่า คณะรัฐมนตรีสามารถออกพระราชกำหนดได้เฉพาะกรณีที่มี

  • ความจำเป็นเร่งด่วน
  • ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
  • เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ
  • ความปลอดภัยสาธารณะ
  • ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • หรือการป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ

ดังนั้น ศาลต้องพิจารณาว่า การกู้เงินครั้งนี้เข้าเงื่อนไขดังกล่าวหรือไม่


เหตุผลของฝ่ายค้าน

ฝ่ายค้านเห็นว่า วงเงิน 200,000 ล้านบาท ที่ใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เป็นนโยบายระยะยาว ไม่ใช่มาตรการฉุกเฉินตามเจตนารมณ์ของมาตรา 172

ประเด็นที่หยิบยกขึ้นมา ได้แก่

  • ประเทศไทยยังผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณ 69%
  • สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชนยังมีผลบังคับใช้ในระยะยาว
  • โครงการด้าน EV โซลาร์รูฟท็อป และสมาร์ทกริด ต้องใช้เวลาดำเนินการหลายปี จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องใช้พระราชกำหนด

เหตุผลของรัฐบาล

รัฐบาลชี้แจงว่า วิกฤตพลังงานส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม

หากรอการจัดทำงบประมาณตามขั้นตอนปกติ จะใช้เวลานานและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ จึงเห็นว่าการใช้พระราชกำหนดเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งกระบวนการประกาศใช้กฎหมายก็ได้ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอน


เงื่อนไขพิเศษ ต้องใช้เสียงอย่างน้อย 6 จาก 9 คน

คดีนี้มีข้อกำหนดเฉพาะตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคท้าย

หากศาลจะวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดขัดรัฐธรรมนูญ ต้องได้รับเสียงเห็นชอบ ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของตุลาการทั้งหมด

หมายความว่า

  • ต้องมีเสียงอย่างน้อย 6 ต่อ 3 จึงจะวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ
  • หากผลออกมา 5 ต่อ 4 หรือคะแนนต่ำกว่า 6 เสียง จะถือว่า พระราชกำหนดไม่ขัดรัฐธรรมนูญ


ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ"

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ในส่วนของมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งกำหนดให้ใช้เงินกู้เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

ส่วนมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) ที่กำหนดให้ใช้เงินกู้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท ศาลมีมติโดย เสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

ตุลาการเสียงข้างมาก 7 คน ได้แก่

  • นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์
  • นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
  • นายวีรพงษ์ แสงเทียน
  • นายมงคล เทพพิทักษ์
  • นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์
  • นายสมบูรณ์ รอยกุลเจริญ
  • นายสราวุธ ทรงศิวิไล

ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คน ได้แก่

  • นายจิรนิติ หะวานนท์
  • นายอุดม รัฐอมฤต

ตุลาการเสียงข้างน้อยเห็นว่า การกำหนดให้ใช้เงินกู้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการพัฒนานวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท ไม่เข้าเงื่อนไขของการออกพระราชกำหนดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่ง เนื่องจากเป็นมาตรการที่มีลักษณะเป็นแผนงานระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 173 กำหนดว่า การวินิจฉัยให้พระราชกำหนดขัดรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของตุลาการทั้งหมด หรืออย่างน้อย 6 จาก 9 เสียง แต่ผลการลงมติของศาลไม่ได้มีเสียงถึงเกณฑ์ดังกล่าว จึงมีผลให้ พระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท มีผลใช้บังคับตามรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการและโครงการตามพระราชกำหนดต่อไปได้

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์