ชัชชาติแลนด์สไลด์ตัวเอง คะแนนเพิ่มมาจากไหน แต่ทำไมคนกรุงฯ มาใช้สิทธิน้อยลง ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ชัชชาติแลนด์สไลด์ตัวเอง คะแนนเพิ่มมาจากไหน แต่ทำไมคนกรุงฯ มาใช้สิทธิน้อยลง ?

ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างไม่เป็นทางการ 95% ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าสมัยที่แล้ว คว้าแชมป์อีกครั้ง แลนด์สไดล์ตัวเอง ได้คะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คะแนนที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากไหน แต่แม้คะแนนเพิ่ม ทำไมคนกรุงฯ ใช้สิทธิน้อยลงในรอบถึง 30 ปี ?


ชัชชาติแลนสไลด์ ทำลายสถิติตัวเอง 

โดยจากการประมวลผลคะแนนเลือกตั้งจากหน่วยเลือกตั้งทั้ง 6,628 หน่วย ใน 50 เขต ได้ส่งเข้าสู่ระบบแล้วกว่าร้อยละ 95 ผลอย่างไม่เป็นทางการ อันดับ 1 คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ได้คะแนน 1,444,914 คะแนน ซึ่งถือว่าทำลายสถิติที่ตัวเองเคยกวาดคะแนนมากที่สุดในรอบก่อน เพิ่มขึ้นถึง 58,699 คะแนนเสียงทั้งยังกลายเป็นคนที่ได้สัดส่วนคะแนนมากที่สุดคือถึง 65.6% ทำลายสถิติที่ พลตรีจำลอง ศรีเมืองเคยทำไว้ที่ 63.49% ด้วย 

ซึ่งหลังจากนี้ หากไม่มีการคัดค้านหรือร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กกต. จะประกาศรับรองผลภายใน 30 วัน


คะแนนที่เพิ่มขึ้นนี้ของชัชชาติมาจากไหน ?

อาจเรียกได้ว่าชัชชาติสามารถรักษาฐานเสียงคะแนนเก่าไว้ได้ ทะลุล้าน และจากการวิเคราะห์ของ รศ.ดร. ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชนั้น ชี้ว่า การหาเสียงโค้งสุดท้ายของ อ.ชัชชาติมีผลมาก ทั้งจากแคมเปญ นอนมาแต่ไม่นอนหลับ ที่หลายคนมองว่ายังไงชัชชาติก็ชนะง่ายๆ รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียต่างๆ ในโค้งสุดท้าย 

รวมไปถึงการถูกโจมตีเรื่องระบอบอากง ที่ไปไม่สุด ไม่มีการเปิดหลักฐานต่างๆ ออกมาในภายหลัง ทำให้หลายคนอาจมองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และเทคะแนนให้ชัชชาติได้ ทั้งฐานเสียงกทม. อย่างพรรคประชาชนเอง ก็มีข่าวด้านลบของพรรคในการเมืองใหญ่ตลอดช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ส่งผลให้แฟนคลับพรรค ไปเลือกชัชชาติแทนด้วย 

ทั้งภาพลักษณ์ของคู่แข่งจากสองพรรคการเมืองอย่างโจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และ เจมส์ อนุชา บูรพชัยศรี ที่ยังดูไม่ได้เข้าถึงปัญหา กทม.แบบบุกน้ำ ลุยไฟ เข้าไปแก้ปัญหาน้ำท่วม ลอกท่อด้วยตัวเองได้ ซึ่งถือเป็นภาพลักษณ์ไม่เข้ากับมโนทัศน์กรุงเทพฯ ทำให้ม้ามืดอย่าง ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่สร้างภาพจำบางอย่างเช่นผู้มาก่อนกาล หรือจะแก้ปัญหา กทม. ได้คะแนนแซงเป็นอันดับ 2 ไป 


ความท้าทายใน 100 วันของชัชชาติสมัยที่ 2

หลังการประกาศชัยชนะ พร้อมเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 ชัชชาติได้ประกาศว่า สิ่งแรกที่ตั้งใจจะดำเนินการคือการเปลี่ยนนโยบายกว่า 200 ข้อให้กลายเป็นแผนปฏิบัติงานที่จับต้องได้จริง โดยเน้นการสร้างเป้าหมายร่วมกันให้กับข้าราชการและพนักงาน กทม. กว่า 8 หมื่นคน

“ต้องเอาแผนทั้งหมด 260 แผน เนี่ยมาทำเป็นแผนยุทธศาสตร์... เพื่อให้วันแรกวินาทีแรกที่เราไปทำงาน ทุกคนรู้เป้าหมายร่วมกันและสามารถเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้” ทั้งยังกล่าวว่า จะทำกรุงเทพฯ ให้ไม่แพ้เมืองได้ในโลก "ผมว่าเมืองเราไม่แพ้เมืองไหนในโลก 4 ปีจะทำให้ดู ว่ากรุงเทพฯ จะต้องเป็นเมืองที่ขึ้นมาอยู่ชั้นนำ และก็สามารถแข่งขันได้กับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก"

ซึ่ง  ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตเอง ก็ให้สัมภาษณ์กับทาง TNN ว่า โจทย์ใหญ่และความท้าทายสำคัญที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ต้องเผชิญและเร่งดำเนินการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุง คือการจัดการปัญหาโครงสร้าง การจราจร ขยะ ท่อระบายน้ำ ไปถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่ผู้ว่าฯ ต้องสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ในหลายมิติ เช่น การจัดการทางเท้า (ฟุตบาท) ให้ปลอดภัยจากการขับขี่ของรถจักรยานยนต์ การนำสายไฟลงใต้ดินเพื่อทัศนียภาพและความปลอดภัย รวมถึงการกวดขันมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้าง (เช่น ป้องกันวัสดุตกหล่นหรือหลุมยุบ) และความปลอดภัยในสถานศึกษา

และเพราะ กทม.ไม่ใช่หน่วยงานเดียว ที่ดูแลทุกอย่าง ผู้ว่าฯ จึงควรต้องประสานงานอย่างไร้รอยต่อ รวมถึงการทำงานร่วมกับจังหวัดปริมณฑล เพื่อแก้ปัญหาที่คาบเกี่ยวกัน และในการดีเบต หรือหาเสียงครั้งนี้เอง มีการพูดถึงคอร์รัปชัน และความโปร่งใสบ่อยมาก ดังนั้น ชัชชาติต้องบริหารองค์กรขนาดใหญ่อย่าง กทม. และการจัดการงบประมาณหลักแสนล้านบาทให้โปร่งใส ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชันถือเป็นความท้าทายอย่างมาก

สุดท้ายยังรวมไปถึงภารกิจยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลานกิจกรรม และการใช้เทคโนโลยีหรือการสร้าง Content เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อผลักดันให้ กทม. เป็นมหานครระดับโลกและเป็นแหล่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

สรุปข่าว

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 แบบแลนด์สไลด์ ทำลายสถิติเดิมของตัวเองด้วยคะแนนกว่า 1.44 ล้านเสียง หรือ 65.6% ของผู้ใช้สิทธิ พร้อมเตรียมเดินหน้านโยบายกว่า 260 ข้อเพื่อยกระดับกรุงเทพฯ ใน 4 ปีข้างหน้า แม้ชัชชาติจะได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่การเลือกตั้งครั้งนี้กลับมีผู้มาใช้สิทธิเพียง 49.7% ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี สะท้อนว่าประชาชนจำนวนหนึ่งมองผลเลือกตั้งไม่สูสี หรือรู้สึกว่าผู้ว่าฯ ไม่สามารถแก้ทุกปัญหาได้

ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างไม่เป็นทางการ 95% ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าสมัยที่แล้ว คว้าแชมป์อีกครั้ง แลนด์สไดล์ตัวเอง ได้คะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คะแนนที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากไหน แต่แม้คะแนนเพิ่ม ทำไมคนกรุงฯ ใช้สิทธิน้อยลงในรอบถึง 30 ปี ?


ชัชชาติแลนสไลด์ ทำลายสถิติตัวเอง 

โดยจากการประมวลผลคะแนนเลือกตั้งจากหน่วยเลือกตั้งทั้ง 6,628 หน่วย ใน 50 เขต ได้ส่งเข้าสู่ระบบแล้วกว่าร้อยละ 95 ผลอย่างไม่เป็นทางการ อันดับ 1 คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ได้คะแนน 1,444,914 คะแนน ซึ่งถือว่าทำลายสถิติที่ตัวเองเคยกวาดคะแนนมากที่สุดในรอบก่อน เพิ่มขึ้นถึง 58,699 คะแนนเสียงทั้งยังกลายเป็นคนที่ได้สัดส่วนคะแนนมากที่สุดคือถึง 65.6% ทำลายสถิติที่ พลตรีจำลอง ศรีเมืองเคยทำไว้ที่ 63.49% ด้วย 

ซึ่งหลังจากนี้ หากไม่มีการคัดค้านหรือร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กกต. จะประกาศรับรองผลภายใน 30 วัน


คะแนนที่เพิ่มขึ้นนี้ของชัชชาติมาจากไหน ?

อาจเรียกได้ว่าชัชชาติสามารถรักษาฐานเสียงคะแนนเก่าไว้ได้ ทะลุล้าน และจากการวิเคราะห์ของ รศ.ดร. ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชนั้น ชี้ว่า การหาเสียงโค้งสุดท้ายของ อ.ชัชชาติมีผลมาก ทั้งจากแคมเปญ นอนมาแต่ไม่นอนหลับ ที่หลายคนมองว่ายังไงชัชชาติก็ชนะง่ายๆ รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียต่างๆ ในโค้งสุดท้าย 

รวมไปถึงการถูกโจมตีเรื่องระบอบอากง ที่ไปไม่สุด ไม่มีการเปิดหลักฐานต่างๆ ออกมาในภายหลัง ทำให้หลายคนอาจมองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และเทคะแนนให้ชัชชาติได้ ทั้งฐานเสียงกทม. อย่างพรรคประชาชนเอง ก็มีข่าวด้านลบของพรรคในการเมืองใหญ่ตลอดช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ส่งผลให้แฟนคลับพรรค ไปเลือกชัชชาติแทนด้วย 

ทั้งภาพลักษณ์ของคู่แข่งจากสองพรรคการเมืองอย่างโจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และ เจมส์ อนุชา บูรพชัยศรี ที่ยังดูไม่ได้เข้าถึงปัญหา กทม.แบบบุกน้ำ ลุยไฟ เข้าไปแก้ปัญหาน้ำท่วม ลอกท่อด้วยตัวเองได้ ซึ่งถือเป็นภาพลักษณ์ไม่เข้ากับมโนทัศน์กรุงเทพฯ ทำให้ม้ามืดอย่าง ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่สร้างภาพจำบางอย่างเช่นผู้มาก่อนกาล หรือจะแก้ปัญหา กทม. ได้คะแนนแซงเป็นอันดับ 2 ไป 


ความท้าทายใน 100 วันของชัชชาติสมัยที่ 2

หลังการประกาศชัยชนะ พร้อมเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 ชัชชาติได้ประกาศว่า สิ่งแรกที่ตั้งใจจะดำเนินการคือการเปลี่ยนนโยบายกว่า 200 ข้อให้กลายเป็นแผนปฏิบัติงานที่จับต้องได้จริง โดยเน้นการสร้างเป้าหมายร่วมกันให้กับข้าราชการและพนักงาน กทม. กว่า 8 หมื่นคน

“ต้องเอาแผนทั้งหมด 260 แผน เนี่ยมาทำเป็นแผนยุทธศาสตร์... เพื่อให้วันแรกวินาทีแรกที่เราไปทำงาน ทุกคนรู้เป้าหมายร่วมกันและสามารถเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้” ทั้งยังกล่าวว่า จะทำกรุงเทพฯ ให้ไม่แพ้เมืองได้ในโลก "ผมว่าเมืองเราไม่แพ้เมืองไหนในโลก 4 ปีจะทำให้ดู ว่ากรุงเทพฯ จะต้องเป็นเมืองที่ขึ้นมาอยู่ชั้นนำ และก็สามารถแข่งขันได้กับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก"

ซึ่ง  ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตเอง ก็ให้สัมภาษณ์กับทาง TNN ว่า โจทย์ใหญ่และความท้าทายสำคัญที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ต้องเผชิญและเร่งดำเนินการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุง คือการจัดการปัญหาโครงสร้าง การจราจร ขยะ ท่อระบายน้ำ ไปถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่ผู้ว่าฯ ต้องสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ในหลายมิติ เช่น การจัดการทางเท้า (ฟุตบาท) ให้ปลอดภัยจากการขับขี่ของรถจักรยานยนต์ การนำสายไฟลงใต้ดินเพื่อทัศนียภาพและความปลอดภัย รวมถึงการกวดขันมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้าง (เช่น ป้องกันวัสดุตกหล่นหรือหลุมยุบ) และความปลอดภัยในสถานศึกษา

และเพราะ กทม.ไม่ใช่หน่วยงานเดียว ที่ดูแลทุกอย่าง ผู้ว่าฯ จึงควรต้องประสานงานอย่างไร้รอยต่อ รวมถึงการทำงานร่วมกับจังหวัดปริมณฑล เพื่อแก้ปัญหาที่คาบเกี่ยวกัน และในการดีเบต หรือหาเสียงครั้งนี้เอง มีการพูดถึงคอร์รัปชัน และความโปร่งใสบ่อยมาก ดังนั้น ชัชชาติต้องบริหารองค์กรขนาดใหญ่อย่าง กทม. และการจัดการงบประมาณหลักแสนล้านบาทให้โปร่งใส ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชันถือเป็นความท้าทายอย่างมาก

สุดท้ายยังรวมไปถึงภารกิจยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลานกิจกรรม และการใช้เทคโนโลยีหรือการสร้าง Content เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อผลักดันให้ กทม. เป็นมหานครระดับโลกและเป็นแหล่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

คนกรุงฯ ออกมาเลือกตั้งน้อยสุดในรอบ 30 ปี

แต่แม้คะแนนชัชชาติจะแลนสไลด์ ทำลายสถิติได้ แต่ตัวเลขการออกมาเลือกตั้งของคนกรุงฯ กลับลดลงอย่างมาก โดยหากดูสถิติการเลือกตั้งนั้น พบว่า ปีนี้ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 4,428,614 คน แต่มีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียง 2,201,739  หรือคิดเป็น 49.7 % ถือว่าน้อยลงกว่าครั้งก่อนจำนวนมาก ซึ่งครั้งก่อนมีผู้มาใช้สิทธิถึง 60.73% และถือยังเป็นการใช้สิทธิที่น้อยที่สุดในรอบ 30 ปี 

โดย อ.ยุทธพรเองก็มองว่า ที่ผ่านมาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กทม.ไม่เคยเกิน 65% แม้จะเป็นการแข่งขันที่สูสีมาก และจากครั้งที่แล้ว ที่ชัชชาติทำคะแนน Super landslide ไปแล้ว ประชาชนบางส่วนมองแล้วว่า ผู้ว่าฯ ไม่ได้แก้ปัญหาให้ได้ทุกเรื่อง เลยอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่ออกมาเลือกตั้ง ทั้งไม่มีคู่แข่งที่สูสี และครั้งก่อนเอง ก็มีปัจจัยที่ไม่ได้เลือกตั้งผู้ว่าฯ มานานถึง 9 ปี ทำให้ในตอนนั้นคนตื่นตัว และออกมาใช้สิทธิมาก ต่างจากครั้งนี้ ที่เพิ่งมีเลือกตั้งใหญ่ไปไม่กี่เดือนด้วย 

ที่มาข้อมูล : TNN สัมภาษณ์

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix