“ธนินท์-ศุภชัย ซีพี” กางพิมพ์เขียวพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ผนึกระบบน้ำควบ AI

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ธนินท์-ศุภชัย ซีพี” กางพิมพ์เขียวพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ผนึกระบบน้ำควบ AI

การประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังรัฐบาลเตรียมนำข้อเสนอจากภาคเอกชนที่สะท้อนผ่านเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เข้าสู่การพิจารณา เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในยุคใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยี พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจชั้นนำของประเทศ เพื่อรับฟังข้อเสนอโดยตรงจากภาคเอกชน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลและภาคเอกชนต้องเดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว


หนึ่งในข้อเสนอสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ แนวคิดของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เสนอให้รัฐบาลยกระดับ “การบริหารจัดการน้ำ” เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร

นายธนินท์ ระบุว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านภูมิอากาศ พื้นที่เพาะปลูก และศักยภาพด้านอาหาร แต่สิ่งที่ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ คือ การเข้าถึงระบบชลประทานและแหล่งน้ำที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ

ข้อเสนอสำคัญ คือ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ทั้งอ่างเก็บน้ำ ระบบกระจายน้ำ และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย

นายธนินท์ยังเสนอแนวคิด “น้ำมันบนดิน” โดยมองว่าภาคเกษตรและอาหาร คือ ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถสร้างมูลค่าได้อย่างต่อเนื่อง และจะยิ่งมีความสำคัญในโลกที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น

อีกแนวทางที่ได้รับความสนใจ คือ การผลักดัน “นิคมอุตสาหกรรมเกษตร” เพื่อเชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม การแปรรูป และโลจิสติกส์เข้าไว้ด้วยกัน ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับเกษตรอัจฉริยะ การใช้ AI ระบบอัตโนมัติ และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งมุมมองสำคัญจากภาคเอกชน คือ ข้อเสนอของนายศุภชัย เจียรวนนท์ 1 ในผู้แทนภาคเอกชนจากซีพีและ Arise Ventures Group  ที่เสนอให้ประเทศไทยเร่งสร้าง “AI Nation” เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของอาเซียน

นายศุภชัยมองว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของเศรษฐกิจโลก และจำเป็นต้องเร่งสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาคน เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในโลกยุค AI

ข้อเสนอสำคัญ คือ การเร่งสร้าง Startup Ecosystem สนับสนุน Seed Fund และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่สามารถพัฒนาไอเดียและธุรกิจใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมเสนอให้ยกระดับระบบการศึกษาไทย ด้วยการบรรจุหลักสูตร AI, Computing Science และ Digital Technology เป็นวิชาพื้นฐานตั้งแต่ระดับต้น

นายศุภชัยยังเสนอให้ประเทศไทยเร่งพัฒนา Cloud Platform และ Digital Infrastructure เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคต ควบคู่กับการยกระดับอาชีวศึกษาให้เชื่อมโยงกับภาคเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่


สรุปข่าว

จับตา ครม. 20 พฤษภาคม 2569 หลังรัฐบาลเตรียมนำข้อเสนอจากเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เข้าสู่การพิจารณา โดย “ธนินท์ เจียรวนนท์” เสนอเร่งลงทุนระบบน้ำและเกษตรสมัยใหม่ ขณะที่ “ศุภชัย เจียรวนนท์” เสนอสร้าง AI Nation ดันไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาเซียน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งฐานรากและเศรษฐกิจอนาคต

การประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังรัฐบาลเตรียมนำข้อเสนอจากภาคเอกชนที่สะท้อนผ่านเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เข้าสู่การพิจารณา เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในยุคใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยี พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจชั้นนำของประเทศ เพื่อรับฟังข้อเสนอโดยตรงจากภาคเอกชน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลและภาคเอกชนต้องเดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว


หนึ่งในข้อเสนอสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ แนวคิดของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เสนอให้รัฐบาลยกระดับ “การบริหารจัดการน้ำ” เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร

นายธนินท์ ระบุว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านภูมิอากาศ พื้นที่เพาะปลูก และศักยภาพด้านอาหาร แต่สิ่งที่ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ คือ การเข้าถึงระบบชลประทานและแหล่งน้ำที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ

ข้อเสนอสำคัญ คือ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ทั้งอ่างเก็บน้ำ ระบบกระจายน้ำ และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย

นายธนินท์ยังเสนอแนวคิด “น้ำมันบนดิน” โดยมองว่าภาคเกษตรและอาหาร คือ ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถสร้างมูลค่าได้อย่างต่อเนื่อง และจะยิ่งมีความสำคัญในโลกที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น

อีกแนวทางที่ได้รับความสนใจ คือ การผลักดัน “นิคมอุตสาหกรรมเกษตร” เพื่อเชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม การแปรรูป และโลจิสติกส์เข้าไว้ด้วยกัน ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับเกษตรอัจฉริยะ การใช้ AI ระบบอัตโนมัติ และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งมุมมองสำคัญจากภาคเอกชน คือ ข้อเสนอของนายศุภชัย เจียรวนนท์ 1 ในผู้แทนภาคเอกชนจากซีพีและ Arise Ventures Group  ที่เสนอให้ประเทศไทยเร่งสร้าง “AI Nation” เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของอาเซียน

นายศุภชัยมองว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของเศรษฐกิจโลก และจำเป็นต้องเร่งสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาคน เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในโลกยุค AI

ข้อเสนอสำคัญ คือ การเร่งสร้าง Startup Ecosystem สนับสนุน Seed Fund และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่สามารถพัฒนาไอเดียและธุรกิจใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมเสนอให้ยกระดับระบบการศึกษาไทย ด้วยการบรรจุหลักสูตร AI, Computing Science และ Digital Technology เป็นวิชาพื้นฐานตั้งแต่ระดับต้น

นายศุภชัยยังเสนอให้ประเทศไทยเร่งพัฒนา Cloud Platform และ Digital Infrastructure เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคต ควบคู่กับการยกระดับอาชีวศึกษาให้เชื่อมโยงกับภาคเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่


อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การผลักดันไทยสู่ “Global Talent Destination” ด้วยการดึงดูดบุคลากรคุณภาพจากทั่วโลก ทั้งนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้ประกอบการด้านนวัตกรรม ผ่านแรงจูงใจด้านภาษี คุณภาพชีวิต และระบบนิเวศด้านนวัตกรรม

ในด้านเทคโนโลยีภาครัฐ นายศุภชัยเสนอว่า โลกกำลังก้าวจาก E-Government ไปสู่ AI Government และประเทศไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของโลกที่นำ AI มาใช้ยกระดับการบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

พร้อมเสนอให้รัฐบาลใช้โอกาสจากกระแสการลงทุน Data Center และ AI Infrastructure ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก ดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและบุคลากรไทย สร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีขั้นสูงในระยะยาว

ข้อเสนอของทั้งนายธนินท์และนายศุภชัย ชี้ภาพชัดการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในสองมิติสำคัญ คือ “เศรษฐกิจฐานราก” ผ่านภาคเกษตรและอาหาร และ “เศรษฐกิจอนาคต” ผ่าน AI เทคโนโลยี และนวัตกรรม

ภายหลังการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมนำข้อเสนอทั้งหมดไปจัดทำเป็น Action Plan พร้อมฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ให้กลับมาทำงานเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์