10 ประเด็นสำคัญ การระบาดของ "เชื้อไวรัสฮันตา" ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

Share on Line Share on Facebook Share on X
10 ประเด็นสำคัญ การระบาดของ "เชื้อไวรัสฮันตา" ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

การติดต่อของไวรัสฮันตา

นายแพทย์มณเฑียร กล่าวว่า ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ 

รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์

อาการไวรัสฮันตา

อาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ 

สรุปข่าว

สรุป 10 ประเด็นสำคัญ จากการระบาดของ เชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) บนเรือสำราญในมหาสมุทรแอตแลนติกกรมควบคุมโรค แนะวิธีป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ เน้นดูแลสุขอนามัยและทำความสะอาดบ้านเรือนถูกวิธี เพื่อลดโอกาสสัมผัสสัตว์ฟันแทะ

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

การติดต่อของไวรัสฮันตา

นายแพทย์มณเฑียร กล่าวว่า ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ 

รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์

อาการไวรัสฮันตา

อาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ 

แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

อาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 

1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 

2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย

ความรุนแรงของโรค

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ 

โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย 

ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว สายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา และไม่พบการแพร่ระบาดในประเทศไทย

"10 ประเด็นสำคัญ จากการระบาดของเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) บนเรือสำราญในมหาสมุทรแอตแลนติก" อ้างอิงรายงานจาก Emerging Infections Subcommittee (ESCMID)

1. สถานการณ์การระบาด: 

เกิดขึ้นเป็นกลุ่มก้อนบนเรือสำราญ MV Hondius พบผู้ป่วยยืนยันและสงสัยรวม 7 ราย เสียชีวิตแล้ว 3 ราย และอีก 1 รายรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ในประเทศแอฟริกาใต้

2. เชื้อที่สงสัย:

คือ Andes virus ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มักพบในอเมริกาใต้ เป็นสายพันธุ์หายากที่ "อาจแพร่จากคนสู่คนได้" ในบางกรณี

3. การติดต่อสู่คน:

เกิดจากการสูดดมละอองจากสิ่งขับถ่าย เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อ รวมถึงการสูดละอองฝุ่นปนเปื้อนในพื้นที่ปิด

4. การติดต่อจากคนสู่คน:

 WHO ระบุว่าอยู่ระหว่างการสอบสวนว่าเกิดจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อมร่วมกัน หรือมีการติดต่อระหว่างผู้โดยสารที่ใกล้ชิดกัน

5. อาการของโรค:

ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus cardiopulmonary syndrome หรือ HPS) มีอาการไข้ ปอดบวมน้ำเฉียบพลัน และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว พบในกลุ่มไวรัสฮันตาแถบ New World

6. ระยะฟักตัว:

ประมาณ 1 - 8 สัปดาห์ หลังจากสัมผัสเชื้อ

7. ประวัติเสี่ยงของผู้ป่วยกลุ่มแรก:

คู่สามีภรรยาชาวดัตช์ที่เสียชีวิต 2 รายแรก มีประวัติเดินทางท่องเที่ยวในอเมริกาใต้ก่อนขึ้นเรือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบสายพันธุ์ Andes virus เป็นประจำ

8. ผู้โดยสารหลากหลายประเทศ:

บนเรือมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 147 คน จาก 23 สัญชาติ ต้องมีการประสานงานระหว่างประเทศตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR 2005)

9. การประเมินความเสี่ยง:

WHO ประเมินความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปอยู่ในระดับ "ต่ำ" เนื่องจากไม่สามารถติดต่อได้ง่ายเหมือนไข้หวัดใหญ่หรือ COVID-19 และยังไม่มีคำแนะนำให้จำกัดการเดินทาง

10. การรักษา:

ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาจำเพาะ เน้นการรักษาแบบประคับประคองใน ICU และการใช้เครื่องช่วยหายใจให้เร็วที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันโรคฮันตาไวรัส เน้นการลดการสัมผัสระหว่างคนและหนูเป็นหลัก ได้แก่ 

1. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่อับอากาศหรือสถานที่ที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ เช่น ห้องเก็บของหรืออาคารที่ปิดทิ้งไว้นาน 

2. หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่สงสัยว่ามีหนู ควรหลีกเลี่ยงการกวาดหรือดูดฝุ่น เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (น้ำยาซักผ้าขาว) ฉีดพ่นให้เปียกก่อนเช็ดทำความสะอาด 

3. รักษาความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ทำงานไม่ให้เป็นแหล่งอาหาร และเพาะพันธุ์ของหนู อุดช่องโหว่ ปิดทางเข้าออกไม่ให้หนูเข้ามาในอาคาร และ 4. หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอยู่เสมอ

 “แม้โรคฮันตาไวรัสในประเทศไทยจะยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่การรู้เท่าทันและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422”

ที่มาข้อมูล : กรมควบคุมโรค

ที่มารูปภาพ : Reuters/AFP

นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ