สรุปงาน OpenAI DevDay 2026 การเปิดตัวผลิตภัณฑ์และฟีเจอร์ใหม่มากกว่า 20 รายการ

โอเพนเอไอ (OpenAI) จัดงาน DevDay 2026 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 ที่ฟอร์ตเมสัน (Fort Mason) เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา โดยแซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของบริษัท ขึ้นกล่าวเปิดงาน ปีนี้ OpenAI ประกาศผลิตภัณฑ์และฟีเจอร์ใหม่มากกว่า 20 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ ChatGPT, AI Agent, เครื่องมือเขียนโปรแกรม Codex ไปจนถึงเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาและภาคธุรกิจ
ทิศทางสำคัญของ OpenAI ในปีนี้ คือการพัฒนา AI จากระบบที่รอให้มนุษย์ถามหรือสั่งงานทีละครั้ง ไปสู่ AI Agent ที่สามารถรับมอบหมายงาน ทำงานต่อเนื่อง และกลับมารายงานผลให้ผู้ใช้ได้ นอกจากนี้ OpenAI ยังต้องการผลักดัน ChatGPT ให้เป็นแพลตฟอร์มที่บริษัทและนักพัฒนาสามารถสร้างบริการของตัวเองขึ้นมาทำงานร่วมกับ AI ได้
สรุปข่าว
โอเพนเอไอ (OpenAI) จัดงาน DevDay 2026 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 ที่ฟอร์ตเมสัน (Fort Mason) เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา โดยแซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของบริษัท ขึ้นกล่าวเปิดงาน ปีนี้ OpenAI ประกาศผลิตภัณฑ์และฟีเจอร์ใหม่มากกว่า 20 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ ChatGPT, AI Agent, เครื่องมือเขียนโปรแกรม Codex ไปจนถึงเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาและภาคธุรกิจ
ทิศทางสำคัญของ OpenAI ในปีนี้ คือการพัฒนา AI จากระบบที่รอให้มนุษย์ถามหรือสั่งงานทีละครั้ง ไปสู่ AI Agent ที่สามารถรับมอบหมายงาน ทำงานต่อเนื่อง และกลับมารายงานผลให้ผู้ใช้ได้ นอกจากนี้ OpenAI ยังต้องการผลักดัน ChatGPT ให้เป็นแพลตฟอร์มที่บริษัทและนักพัฒนาสามารถสร้างบริการของตัวเองขึ้นมาทำงานร่วมกับ AI ได้
1. Dots หรือ AI Agent ที่รับงานแล้วทำต่อให้เอง
หนึ่งในผลิตภัณฑ์เด่นของงานคือ ดอตส์ (Dots) ซึ่ง OpenAI เรียกว่า Always-on Agent หรือ AI Agent ที่สามารถทำงานต่อเนื่องอยู่เบื้องหลังได้ หลังจากผู้ใช้มอบหมายงานให้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิด ChatGPT ค้างไว้ หรือคอยป้อนคำสั่งให้ AI ทำทีละขั้นตอนเหมือนที่ผ่านมา
Dot แต่ละตัวเปรียบเสมือนมีคอมพิวเตอร์และเว็บเบราว์เซอร์ของตัวเองอยู่บนระบบ Cloud สามารถเปิดเว็บไซต์ ค้นข้อมูล และเชื่อมต่อกับบริการต่าง ๆ ที่ผู้ใช้อนุญาต รวมถึงสามารถรับผิดชอบหลายงานพร้อมกันได้ ผู้ใช้ยังสามารถเปิด Activity View เพื่อตรวจสอบว่า AI กำลังทำอะไร และเข้าไปแก้ไขหรือเปลี่ยนคำสั่งระหว่างทางได้
ตัวอย่างเช่น บริษัทซอฟต์แวร์อาจให้ Dot คอยตรวจสอบความคิดเห็นจากลูกค้า เมื่อพบว่าลูกค้าหลายคนแจ้งปัญหาเดียวกัน AI สามารถรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์สาเหตุ ทดลองแก้ Code และเตรียมการแก้ไขกลับมาให้นักพัฒนาตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนงานวิจัยสามารถสั่งให้ Dot ติดตามข้อมูลใหม่ และนำข้อมูลที่พบมาอัปเดตเนื้อหาหรือกราฟของงานวิจัยได้
อย่างไรก็ตาม Dots ไม่ได้หมายความว่า AI จะได้รับอนุญาตให้ทำทุกอย่างโดยอิสระ ผู้ใช้สามารถสร้างกฎกำหนดได้ว่า งานประเภทใด AI สามารถทำเอง งานใดต้องขออนุญาตก่อน และงานใดห้ามดำเนินการ นอกจากนี้ งานค้นคว้าข้อมูลบางประเภทจะเปิดให้ AI อ่านข้อมูลได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขหรือลบข้อมูลต้นทางได้
Dots ใช้โมเดลจีพีที-6 แอสตรา (GPT-6 Astra) เป็นระบบหลัก และเริ่มเปิดให้ผู้ใช้บางกลุ่ม เช่น ChatGPT Pro และ Business Premium ในประเทศที่รองรับ โดยผู้ใช้แพ็กเกจที่กำหนดสามารถใช้งาน Dot ตัวแรกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ปริมาณงานที่สามารถมอบหมายให้ AI ทำจะขึ้นอยู่กับโควตาของแต่ละแพ็กเกจ


2. ChatGPT Space เปลี่ยน ChatGPT เป็นพื้นที่ทำงานของทีม
อีกผลิตภัณฑ์สำคัญคือ แชตจีพีที สเปซ (ChatGPT Space) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเปลี่ยน ChatGPT จากหน้าต่างสำหรับถามตอบกับ AI ให้กลายเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันระหว่างพนักงาน ทีมงาน และ AI Agent
ภายใน Space ผู้ใช้สามารถนำไฟล์ เอกสาร ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการ และสมาชิกของทีมมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้ เช่น ทีมการตลาดอาจสร้าง Space สำหรับแคมเปญหนึ่งโครงการ แล้วใส่ข้อมูลสินค้า แผนการตลาด รายงานยอดขาย และเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมด ทำให้ ChatGPT เข้าใจบริบทของงานโดยไม่ต้องอธิบายใหม่ทุกครั้ง
อีกส่วนสำคัญคือ Pages ซึ่งเป็นเอกสารที่มนุษย์และ AI สามารถช่วยกันทำงานได้ ผู้ใช้อาจให้ ChatGPT ช่วยแก้เนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูล สร้างกราฟ หรือนำข้อมูลจากบริการที่เชื่อมต่ออยู่มาเพิ่มเติมลงในเอกสาร จากนั้นสมาชิกคนอื่นในทีมสามารถเข้ามาตรวจสอบและทำงานต่อได้
OpenAI ยังนำเสนอ Slides สำหรับช่วยสร้างงานนำเสนอจากข้อมูลหรือบทสนทนาที่มีอยู่ เช่น นำรายงานยาวหลายหน้าไปให้ AI สร้างเป็นสไลด์สำหรับประชุม และสามารถนำไปใช้งานต่อกับ PowerPoint หรือ Google Slides ได้ แนวทางดังกล่าวทำให้ ChatGPT เริ่มมีบทบาทใกล้เคียงกับชุดโปรแกรมสำนักงานมากขึ้น

3. Team Tasks ส่งมอบงานประจำให้ AI ทำแทน
OpenAI เปิดตัว Team Tasks สำหรับงานที่บริษัทหรือทีมงานต้องทำซ้ำเป็นประจำ โดยสามารถตั้งให้ AI รับผิดชอบงานเหล่านั้นตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แทนที่จะต้องมีพนักงานเข้ามาสั่ง ChatGPT ใหม่ทุกครั้ง
ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจกำหนดให้ AI รวบรวมข้อมูลยอดขายทุกเช้า สรุปความคิดเห็นจากลูกค้าทุกสัปดาห์ หรือตรวจสอบข้อมูลบางอย่างตามเวลาที่กำหนด เมื่อถึงเงื่อนไขหรือเวลาที่ตั้งไว้ ระบบสามารถเริ่มทำงานและส่งผลลัพธ์กลับมาให้ทีมตรวจสอบได้โดยอัตโนมัติ
องค์กรยังสามารถกำหนดจุดควบคุมได้ เช่น งานใด AI ทำต่อได้ทันที งานใดต้องส่งให้พนักงานตรวจสอบก่อน หรือหากพบเหตุการณ์ผิดปกติให้หยุดทำงานและขออนุญาตมนุษย์ ความสามารถนี้จึงทำให้ ChatGPT แตกต่างจาก Chatbot แบบเดิมที่ต้องรอให้มนุษย์เปิดโปรแกรมและเริ่มถามคำถามทุกครั้ง

4. ChatGPT เข้าไปทำงานใน Slack และ Microsoft Teams
OpenAI ยังนำ ChatGPT เข้าไปเชื่อมต่อกับเครื่องมือสื่อสารที่หลายบริษัทใช้อยู่แล้ว เช่น สแล็ก (Slack) และไมโครซอฟท์ ทีมส์ (Microsoft Teams) ทำให้พนักงานสามารถเรียกใช้ ChatGPT ได้โดยไม่ต้องสลับไปเปิดแอป ChatGPT แยกต่างหาก
ตัวอย่างเช่น พนักงานสามารถเรียก ChatGPT ภายในห้องสนทนาเพื่อให้ช่วยสรุปข้อความจำนวนมาก ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือช่วยร่างเอกสารจากการสนทนาของทีมได้ โดย AI จะเข้าถึงเฉพาะข้อมูลและเครื่องมือที่บริษัทหรือผู้ดูแลระบบอนุญาตเท่านั้น
แนวทางนี้แสดงให้เห็นว่า OpenAI ไม่ได้ต้องการให้บริษัทเปลี่ยนระบบการทำงานทั้งหมดมาอยู่บน ChatGPT แต่เลือกนำ AI เข้าไปทำงานร่วมกับเครื่องมือที่องค์กรใช้งานอยู่แล้ว เพื่อให้พนักงานเรียกใช้ AI ได้จากพื้นที่ทำงานเดิม

5. GPT-6.1 Sol โมเดลใหม่เก่งใกล้ Astra แต่ต้นทุนต่ำกว่า
OpenAI เปิดตัวโมเดลจีพีที-6.1 โซล (GPT-6.1 Sol) ซึ่งพัฒนาต่อจาก GPT-6 Sol โดยเน้นความสามารถด้านการเขียนและแก้ไขโปรแกรม การควบคุมคอมพิวเตอร์ และการทำงานหลายขั้นตอนแบบ AI Agent
OpenAI ระบุว่า GPT-6.1 Sol มีความสามารถในงานหลายประเภทเข้าใกล้โมเดลระดับสูงอย่าง GPT-6 Astra แต่มีค่าใช้บริการผ่าน API เพียงประมาณหนึ่งในห้า ทำให้นักพัฒนาสามารถนำ AI ที่มีความสามารถสูงไปใช้กับบริการที่ต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้ในต้นทุนที่ต่ำลง
ราคา API อยู่ที่ 2 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 64 บาทต่อข้อมูลขาเข้า 1 ล้าน Token ส่วนข้อมูลเดิมที่ระบบเคยประมวลผลและสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ คิดราคาเพียง 0.10 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3.20 บาท ขณะที่ข้อมูลคำตอบที่ AI สร้างขึ้นมีราคา 10 ดอลลาร์ หรือประมาณ 320 บาทต่อ 1 ล้าน Token
ระบบข้อมูลที่นำกลับมาใช้ซ้ำ หรือ Cached Input มีราคาถูกกว่าการส่งข้อมูลใหม่เข้าโมเดลประมาณ 95% ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ต้องให้ AI อ่านคู่มือหรือเอกสารชุดเดิมหลายครั้ง ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าประมวลผลเอกสารทั้งหมดในราคาเต็มทุกครั้ง จึงช่วยลดต้นทุนของ AI Agent ที่ต้องทำงานต่อเนื่องได้มาก
GPT-6.1 Sol เริ่มนำไปใช้กับ ChatGPT Work, Codex และ API ก่อน ส่วน ChatGPT สำหรับการสนทนาทั่วไปยังไม่ได้เปิดใช้โมเดลนี้พร้อมกันในวันประกาศ
OpenAI ระบุว่าผลการทดสอบ GPT-6.1 Sol ทำได้ดีขึ้นจาก GPT-6 Sol ในงานด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ การควบคุมคอมพิวเตอร์ และการทำงานอัตโนมัติหลายขั้นตอน ขณะที่การทดสอบชุดหนึ่งพบว่าอัตราคำตอบที่มีข้อผิดพลาดด้านข้อเท็จจริงลดลงจาก 11.4% ใน GPT-6 Sol เหลือ 7.7% ใน GPT-6.1 Sol อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลการทดสอบที่ OpenAI เปิดเผยเอง จึงยังต้องรอผลการทดสอบจากหน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญภายนอกเพิ่มเติม

6. Ultrafast เพิ่มความเร็วให้ AI สำหรับงานที่ต้องตอบทันที
นอกจากพัฒนาให้ AI ฉลาดขึ้น OpenAI ยังเปิดบริการ Ultrafast สำหรับงานที่ต้องการความเร็วในการตอบสนองสูง เช่น ผู้ช่วยเขียนโปรแกรม ระบบสนทนาด้วยเสียง แอปพลิเคชันที่ต้องตอบโต้กับผู้ใช้ทันที และ AI Agent ที่ต้องเรียกโมเดลหลายครั้งเพื่อทำงานหนึ่งชิ้นให้เสร็จ
เหตุผลที่ความเร็วมีความสำคัญมากขึ้น เพราะ AI Agent ไม่ได้ถามโมเดลเพียงครั้งเดียวแล้วจบ งานหนึ่งอาจต้องค้นข้อมูล วิเคราะห์ผล ตัดสินใจ และเรียก AI ซ้ำหลายสิบหรือหลายร้อยครั้ง หากแต่ละขั้นตอนต้องรอหลายวินาที เวลารวมของงานอาจยาวนานมาก
OpenAI จึงเตรียม Ultrafast สำหรับ GPT-6.1 Sol เพื่อเพิ่มความเร็วในการสร้างคำตอบให้สูงกว่าบริการแบบ Standard หลายเท่า เหมาะสำหรับงานที่เวลาตอบสนองมีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความเร็วที่เพิ่มขึ้นแลกมากับค่าบริการ API ที่สูงกว่าการใช้งานแบบปกติ

7. Codex Cloud ปิดคอมพิวเตอร์แล้ว AI ยังเขียนโปรแกรมต่อได้
OpenAI ยกระดับโคเด็กซ์ (Codex) ซึ่งเป็น AI สำหรับงานเขียนโปรแกรม ด้วย Codex Cloud ที่ทำให้ AI สามารถทำงานบนคอมพิวเตอร์ Cloud ของ OpenAI แทนการพึ่งพาคอมพิวเตอร์ของนักพัฒนาเพียงอย่างเดียว
นักพัฒนาสามารถเตรียม Code โปรแกรม เครื่องมือ และส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับโครงการไว้บน Cloud จากนั้นสั่ง Codex ให้ทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ เว็บไซต์ หรือสมาร์ตโฟนได้ งานแต่ละชิ้นจะมีพื้นที่ทำงานแยกออกจากกัน เพื่อไม่ให้การทำงานหลายโครงการรบกวนกัน
จุดเด่นคือ Codex สามารถทำงานต่อได้แม้ผู้ใช้ปิดคอมพิวเตอร์ เช่น นักพัฒนาอาจสั่งจากโทรศัพท์ให้ AI ตรวจสอบ Bug หาสาเหตุ แก้ Code ทดสอบโปรแกรม และสรุปผล เมื่อกลับมาเปิดคอมพิวเตอร์อีกครั้งก็สามารถตรวจสอบงานที่ AI ทำไว้ได้
ความสามารถดังกล่าวทำให้ Codex ขยับจากผู้ช่วยที่นั่งเขียน Code ไปพร้อมกับนักพัฒนา ไปสู่ AI Agent ที่สามารถรับมอบหมายงานด้านซอฟต์แวร์ แล้วไปทำงานบน Cloud ให้เสร็จเป็นขั้นตอนก่อนส่งกลับมาให้มนุษย์ตรวจสอบ

8. Codex Code Review ให้ AI ช่วยตรวจ Code ก่อนมนุษย์
OpenAI เพิ่มความสามารถ Code Review ให้ Codex สามารถตรวจสอบ Code ที่นักพัฒนาเพิ่งเขียนหรือแก้ไข เพื่อค้นหาข้อผิดพลาด จุดที่อาจสร้างปัญหา หรือส่วนที่ควรปรับปรุง ก่อนส่งให้สมาชิกคนอื่นในทีมตรวจสอบอีกครั้ง
Codex สามารถส่งคำแนะนำกลับไปยัง GitHub Pull Request หรือ GitLab Merge Request ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้ตรวจสอบ Code ก่อนนำไปรวมเข้ากับโปรแกรมหลัก จึงช่วยลดงานเบื้องต้นของนักพัฒนาและช่วยค้นหาปัญหาก่อนนำ Code ไปใช้งานจริง
OpenAI ยังปรับปรุง Codex CLI ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา ให้รองรับการสั่งงานด้วยเสียง รวมถึงระบบ /agents ที่ช่วยแบ่งงานให้ AI Agent หลายตัวทำพร้อมกัน เช่น ตัวหนึ่งตรวจสอบ Bug อีกตัวเขียนระบบทดสอบ ขณะที่อีกตัวตรวจสอบ Code โดยนักพัฒนาสามารถติดตามงานทั้งหมดจากจุดเดียว

9. Codex Security Cloud ให้ AI ช่วยค้นหาช่องโหว่ในซอฟต์แวร์
อีกผลิตภัณฑ์สำคัญคือ โคเด็กซ์ ซีเคียวริตี้ คลาวด์ (Codex Security Cloud) ซึ่งนำ AI มาใช้ตรวจสอบความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ โดยระบบสามารถตรวจ Code ทั้งโครงการ รวมถึง Code ใหม่ที่นักพัฒนาเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหาจุดอ่อนที่อาจถูกโจมตีทางไซเบอร์
เมื่อพบปัญหา AI สามารถวิเคราะห์ว่าช่องโหว่อยู่ส่วนใด ตรวจสอบว่ารายงานหลายรายการเป็นปัญหาเดียวกันหรือไม่ และช่วยเตรียม Code สำหรับแก้ไขปัญหา หรือ Patch กลับมาให้นักพัฒนาตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานจริง
OpenAI ยังนำความสามารถจากโมเดลด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในโครงการ เดย์เบรก บลู (Daybreak Blue) เข้ามาทำงานร่วมกับ Codex Security Cloud สำหรับผู้ใช้ที่เข้าเกณฑ์ ทำให้ AI สามารถวิเคราะห์ปัญหาด้านความปลอดภัยที่ซับซ้อนได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ระบบยังคงถูกออกแบบให้มนุษย์เป็นผู้ตรวจสอบและตัดสินใจขั้นสุดท้ายก่อนนำการแก้ไขไปใช้จริง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลง Code ด้านความปลอดภัยโดยอัตโนมัติอาจส่งผลกระทบต่อระบบส่วนอื่นของซอฟต์แวร์ได้

นอกจากนี้ OpenAI ยังเปิดตัวเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาและภาคธุรกิจอีกหลายรายการ โดย Agents API ได้เพิ่มความสามารถ Computer Use ทำให้ AI Agent สามารถเปิดเว็บไซต์ อ่านข้อมูล คลิกเมนู และกรอกข้อมูลผ่านหน้าเว็บได้คล้ายมนุษย์
ขณะที่ Decisions API ถูกออกแบบมาสำหรับงานที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วจากตัวเลือกที่กำหนดไว้ เช่น อนุมัติ ปฏิเสธ หรือตรวจสอบเพิ่มเติม โดยใช้โมเดลตระกูล GPT-6 Luna และสามารถตอบสนองได้ในระดับประมาณ 150 มิลลิวินาที ส่วน Plugin Extensions เปิดทางให้นักพัฒนาสร้างแอปที่มีหน้าตาและเครื่องมือของตัวเองขึ้นมาทำงานภายใน ChatGPT ได้โดยตรง
OpenAI ยังพยายามขยาย ChatGPT ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับบริการภายนอกมากขึ้น ผ่านระบบ Sign in with ChatGPT ที่ทำงานคล้าย Sign in with Google หรือ Apple ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้บัญชี ChatGPT เข้าสู่บริการอื่นที่รองรับได้
พร้อมเปิด OpenAI Marketplace สำหรับเชื่อมบริการของบริษัทพันธมิตรเข้ากับลูกค้าองค์กร นอกจากนี้ยังมี ChatGPT Sites สำหรับสร้างเครื่องมือภายในบริษัท เช่น Dashboard ติดตามงาน หรือระบบค้นหาเอกสาร โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาโปรแกรมทั้งหมดขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ต้น
ขณะเดียวกัน OpenAI เพิ่มระบบ Private Safety Processing เพื่อให้ AI สามารถตรวจสอบความปลอดภัยของการใช้งานโดยลดการเก็บข้อมูล Prompt และคำตอบของลูกค้า ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อ AI Agent เริ่มเข้าถึงข้อมูลภายในองค์กร
อีกด้านหนึ่ง OpenAI เปิดแพ็กเกจระดับสูง ChatGPT Pro 500 ราคา 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 16,000 บาท เน้นนักพัฒนาและผู้ใช้ AI Agent อย่างหนัก โดยให้ทรัพยากรประมวลผลและโควตาการใช้งานสูงกว่าแพ็กเกจทั่วไป
โดยสรุปงาน DevDay 2026 ภาพที่ชัดเจนคือ OpenAI กำลังพัฒนา ChatGPT จาก AI สำหรับถามตอบ ไปสู่แพลตฟอร์มการทำงานเต็มรูปแบบ โดยมีโมเดลอย่าง GPT-6.1 Sol และ GPT-6 Astra เป็นสมอง มี Dots, Codex และ Agents API เป็นผู้ลงมือทำงาน ขณะที่ Space, Pages และ Team Tasks เป็นพื้นที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ และเปิดระบบ Plugin กับ Marketplace ให้นักพัฒนาภายนอกสามารถสร้างบริการและธุรกิจบนระบบนิเวศของ ChatGPT ได้
- “OpenAI” แถลงการณ์ขอโทษ กรณี AI เจาะระบบเว็บไซต์รัฐบาลออสเตรเลีย พร้อมรับปากจะกู้คืนความเชื่อมั่น
- OpenAI หยุดฝึกโมเดล AI รุ่นล่าสุดชั่วคราว หลัง AI Agent ทำสิ่งไม่คาดคิดบนเว็บไซต์รัฐบาล
- AI ทะลวงเว็บรัฐบาลออสเตรเลีย! นายกฯ สายตรงฉะ แซม อัลต์แมน
- โมเดล “OpenAI” และ “Anthropic” ถูกสหรัฐฯ ขอตรวจสอบ ก่อนส่งมอบให้สหราชอาณาจักร
- OpenAI เปิดตัว GPT-6 Astra โมเดลฉลาดที่สุดในโลก นำทางก้าวสู่ยุค AGI
